พาราสาวะถี อรชุน

ความจริงก็ไม่ใช่เรื่องซับซ้อนอะไร หากคิดประสาคนไม่มีความรู้ด้านกฎหมาย ใช้วิธีเทียบบัญญัติไตรยางศ์ สามารถยึดทรัพย์ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร พร้อมพวกในคดีจำนำข้าวได้ทันที หลังจากที่ศาลปกครองกลาง ยกคำร้องขอให้ทุเลาคำสั่งยึดทรัพย์ของ บุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ด้วยเหตุที่ว่า ไม่สามารถรับเรื่องพิจารณาไว้ได้เนื่องจากกระบวนการยึดทรัพย์ยังไม่เกิด

ความจริงก็ไม่ใช่เรื่องซับซ้อนอะไร หากคิดประสาคนไม่มีความรู้ด้านกฎหมาย ใช้วิธีเทียบบัญญัติไตรยางศ์ สามารถยึดทรัพย์ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร พร้อมพวกในคดีจำนำข้าวได้ทันที หลังจากที่ศาลปกครองกลาง ยกคำร้องขอให้ทุเลาคำสั่งยึดทรัพย์ของ บุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ด้วยเหตุที่ว่า ไม่สามารถรับเรื่องพิจารณาไว้ได้เนื่องจากกระบวนการยึดทรัพย์ยังไม่เกิด

หากคนพูดไม่ใช่ วิษณุ เครืองาม เนติบริกรชั้นครูประจำรัฐบาล เพราะการที่ศาลมีคำสั่งไม่รับคำร้องของบุคคลหนึ่ง ใช่ว่าจะนำมาเทียบเคียงแล้วยึดทรัพย์อีกคนซึ่งถูกคำสั่งให้ดำเนินการต่างกรรมต่างวาระกัน ซึ่งก็ไม่ต่างจากบรรทัดฐานที่คนในรัฐบาลคสช.ใช้มาอ้าง หลังจากมีคำสั่งให้ยึดทรัพย์โดยไม่รอข้อยุติในคดีที่อยู่ในกระบวนการพิจารณาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง

เมื่อมีการขยับกันในลักษณะที่ชี้นำอย่างนี้ จึงไม่มีอะไรที่จะต้องมองให้ซับซ้อนว่านี่เป็นขบวนการดิสเครดิตหรือเล่นงานฝ่ายตรงข้ามรัฐบาล เป็นการดำเนินการโดยหวังผลไปถึงกระบวนการสร้างความปรองดองที่กำลังดำเนินอยู่ หากมีอุบัติเหตุไม่สามารถเดินหน้าต่อไปได้ ก็จะได้มีแพะที่จะถูกกล่าวหาตีรวนจากกรณียึดทรัพย์ดังว่า

ด้วยท่วงทำนองที่ผิดปกติดังว่านี้เอง เป็นผลให้ยิ่งลักษณ์ถึงกับควันออกหูออกมาตอบโต้วิษณุในทันทีทันใด ทุกถ้อยคำของอดีตนายกฯหญิงนั้น ไม่แน่ใจว่าจะทำให้คนที่ได้ฟังเกิดความเจ็บปวดหรือสะใจเพราะถือได้ว่าปฏิบัติการณ์เข้าเป้าแล้วหรือไม่

“ดิฉันไม่เข้าใจว่า นักกฎหมายใหญ่ที่รัฐบาลให้ความสำคัญและไว้วางใจ จะใช้ความคิดของตนเองในการให้ข่าวเรื่องการจะยึดทรัพย์สินของดิฉันโดยไม่คำนึงถึงหลักความเป็นธรรม ทั้งๆ ที่รู้ว่าดิฉันได้นำคดีไปอยู่ในระหว่างการขอทุเลาคำสั่ง และรอผลการพิจารณาจากทางศาลปกครอง แต่สิ่งที่เกิดขึ้นกับดิฉันวันนี้ ท่านกลับไม่ได้คำนึงถึงหลักความยุติธรรมใดๆ ทั้งสิ้น

ไม่ได้คำนึงว่า ศาลกำลังจะพิจารณาการร้องขอของดิฉันอยู่แม้แต่น้อย แต่กลับให้ข่าวว่า พร้อมที่จะยึดทรัพย์ดิฉันทันทีโดยไม่จำเป็นต้องรอคำสั่งจากศาลในเรื่องการขอทุเลาคำสั่งการทางปกครอง และหากศาลมีการทุเลาการบังคับคดีค่อยหยุดกระบวนยึดทรัพย์ แต่ทรัพย์ที่ยึดไปก่อนหน้านั้นก็จะไม่คืน ดิฉันจึงอยากจะถามอีกครั้งว่า นี่หรือนักกฎหมายของรัฐที่เพียรพูดว่าจะคำนึงถึงความยุติธรรมและเป็นกลางกับทุกฝ่าย

แล้วอย่างนี้จะหวังให้ผู้เป็นรัฐบาลยุติธรรมกับผู้อื่นในยามบ้านเมืองต้องการเห็นการปรองดองแบบนี้หรือ เป็นการตั้งคำถามทิ้งท้ายของอดีตนายกฯหญิง นี่แหละที่บอกว่าเป็นไปตามเป้าหมาย เพราะการตีกล่องดวงใจของนายใหญ่ในฐานะผู้นำพรรคเพื่อไทย ก็อาจจะเป็นเหตุให้มีการตัดสินใจอย่างหนึ่งอย่างใดต่อกระบวนการหารือเพื่อสร้างความปรองดอง

ต้องไม่ลืมว่า คำถามที่เคยเกิดขึ้นและยังคงอยู่ ใครกันที่ได้ประโยชน์จากความขัดแย้ง ยังไร้คำตอบ บางทีอาจจะเห็นได้เด่นชัดมากขึ้น ในเวทีของการพูดคุยเพื่อสร้างความปรองดอง และต้องไม่ลืมด้วยเช่นกันว่า หากจะสร้างความสามัคคีด้วยอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดนั้น ก็จะได้ใจเฉพาะกองเชียร์ที่หลับหูหลับตาหนุนกันเท่านั้น แต่จะไม่ได้รับความร่วมมือใดๆ กับฝ่ายที่เรียกร้องถามหาความยุติธรรม

สำหรับเวทีพูดคุยของคณะกรรมการเตรียมการสร้างความปรองดองที่เริ่มมาตั้งแต่วันวาเลนไทน์ที่ผ่านมา งวดเข้ามาทุกขณะคงหนีไม่พ้นการเข้าร่วมของพรรคการเมืองใหญ่ โดยในวันนี้เป็นคิวของประชาธิปัตย์ที่จะนำทีม 10 ตัวแทนโดย อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ มีการแบ่งงานกันทำและทำการบ้านมาอย่างดี ซึ่งจะว่าไปแล้วก็คงไม่ใช่ปัญหาอะไร เพราะพรรคเก่าแก่ก็เคยเป็นส่วนหนึ่งของม็อบกปปส.ที่เคยเรียกร้องเรื่องการปฏิรูปก่อนคสช.ยึดอำนาจอยู่แล้ว

แต่สิ่งที่ซ่อนอยู่ลึกๆ ในการจัดตัวแทนของพรรคเข้าหารือครั้งนี้ คงเป็นรอยปริแยกหรือการตีกันกันเองภายในพรรคเก่าแก่ โดยกลุ่มคนที่ไม่พอใจต่อสัดส่วนที่มีตัวแทนจากม็อบกปปส.มาร่วมในโควตาพรรคด้วย ทั้งๆ ที่ม็อบของเทพเทือกก็ได้รับเชิญอยู่แล้ว ต่างก็เป็นขาประจำที่รู้กันอยู่ว่าไม่สังฆกรรมกับอดีตเลขาธิการพรรคพร้อมพวก

เห็นได้จากข้อเรียกร้องที่ว่าการจัดแบ่งประเด็นความรับผิดชอบบางหัวข้อ เช่น การทุจริตคอร์รัปชั่นน่าจะให้คนที่ลงพื้นที่จับทุจริตหรือมีข้อมูล มีผลงาน อาทิ วิลาศ จันทร์พิทักษ์ วัชระ เพชรทอง หรือ ชาญชัย อิสระเสนารักษ์ ทำหน้าที่นี้มากกว่า ก็พอจะสะท้อนให้เห็นถึงแนวทางการจัดทัพรับเลือกตั้งของประชาธิปัตย์ในรอบนี้อยู่ไม่น้อย หากหัวหน้าพรรคยังชื่ออภิสิทธิ์

จากเดิมในคราวร่วมกันล้มรัฐบาลยิ่งลักษณ์ดูเหมือนว่าจะชูยุทธศาสตร์แยกกันตี แต่พอเวลาผ่านและสถานการณ์เปลี่ยน มันมีหลายเรื่องบางประการที่ทำให้รู้ว่าใครคือพวกใคร หนนี้จะไม่เหมือนหลายครั้งที่ผ่านมา คือปรากฏภาพความขัดแย้งกันเองของคนพรรคเก่าแก่แต่ก็สามารถเคลียร์และอยู่ร่วมกันได้ เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

เนื่องจากผู้หลักผู้ใหญ่ภายในพรรครู้สึกว่าตัวเองถูกเหยียบย่ำจากคนที่ไปก้มหัวเชลียร์คณะรัฐประหารตลอดเวลา ดังนั้น หากจะต้องกระโจนเข้าสู่สนามเลือกตั้งแล้วยังมีภาพคนเหล่านั้นมายืนทะมึนอยู่เบื้องหลัง โอกาสที่จะกำชัยหรือได้เป็นเสียงข้างมากไปร่วมจัดตั้งรัฐบาลอย่างสง่างามคงลำบาก จึงต้องมีการผ่าตัดกันขนานใหญ่ เดิมพันครั้งนี้จึงอยู่ที่ว่าอภิสิทธิ์จะสามารถพลิกเกมทำให้ตัวเองได้เป็นคนกุมบังเหียนพรรคสู้ศึกเลือกตั้งหรือเปล่า

ขณะที่พรรคเพื่อไทย นอกจากจะต้องรอรับคำสั่ง ฟังสัญญาณจากคนแดนไกล รวมทั้งประเมินสถานการณ์เฉพาะหน้า สิ่งที่ต้องกำชับกำชากันเป็นพิเศษภายในพรรค คือการไปขึ้นเวทีของบรรดาสมาชิกที่เป็นอดีตส.ส.ซึ่งยังไม่ทิ้งการเลียแข้งเลียขา หากยังมีความคิดแบบสุดโต่งเพื่อที่จะนิรโทษกรรมสุดซอยหวังเอาใจนายใหญ่ ก็ให้นึกถึงวันที่เทพเทือกปลุกม็อบสำเร็จเข้าไว้ ยังไม่รู้สึกรู้สาอะไรกันอีกหรือ นี่คือความไร้เดียงสาหรือหน้าด้านเอาแต่ได้ของบางคนในพรรคการเมืองใหญ่แห่งนี้ จนนำมาสู่หายนะรอบแล้วรอบเล่า