พาราสาวะถี

ถนนสายปรองดองที่อยู่ระหว่างกระบวนการรับฟังความคิดเห็นทั้งในส่วนกลางและภูมิภาค ปลายทางต้องไปจบที่ป.ย.ป. ระหว่างทางจึงมีข้อเสนอเกิดขึ้นมากมาย ท่ามกลางทุกสายตาที่จับจ้องว่าบรรดาความคิดเห็นทั้งหลายไม่ว่าจะจากพรรคการเมือง กลุ่มการเมือง ภาคเอกชน นักวิชาการหรือแม้แต่ภาคประชาชนเอง จะได้รับการตอบสนองกี่มากน้อย


อรชุน

 

ถนนสายปรองดองที่อยู่ระหว่างกระบวนการรับฟังความคิดเห็นทั้งในส่วนกลางและภูมิภาค ปลายทางต้องไปจบที่ป.ย.ป. ระหว่างทางจึงมีข้อเสนอเกิดขึ้นมากมาย ท่ามกลางทุกสายตาที่จับจ้องว่าบรรดาความคิดเห็นทั้งหลายไม่ว่าจะจากพรรคการเมือง กลุ่มการเมือง ภาคเอกชน นักวิชาการหรือแม้แต่ภาคประชาชนเอง จะได้รับการตอบสนองกี่มากน้อย

เนื่องจากเป็นอันรู้กันว่า สถานการณ์บ้านเมืองในเวลานี้ทุกอย่างขึ้นอยู่กับ “แป๊ะ” ใครที่ลงเรือแป๊ะแล้วจะต้องตามใจแป๊ะ ดังนั้น กระบวนการที่เกิดขึ้นจึงถูกมองเป็นเพียงพิธีกรรมที่ทำให้ครบถ้วนสมบูรณ์ ป้องกันข้อครหามัดมือชกเท่านั้นเอง เหมือนกับร่างรัฐธรรมนูญที่ตลอดระยะเวลาการร่างก็เห็นแล้วว่า การมีส่วนร่วมนั้นเป็นเพียงการจัดฉาก

ขณะที่การทำประชามติคงไม่ต้องพูดถึงว่าเปิดโอกาสให้ได้แสดงความคิดเห็นกันอย่างกว้างขวางหรือไม่ ด้วยเหตุนี้ทั้งๆ ที่ได้เข้าไปเสนอข้อคิดความเห็นแล้ว แต่พรรคเพื่อไทยก็ยังเห็นว่าไม่ใช่แนวทางที่จะนำไปสู่การปรองดองอย่างแท้จริง จึงได้ทำหนังสือถึง พลเอกชัยชาญ ช้างมงคล ปลัดกระทรวงกลาโหมในนามประธานคณะอนุกรรมการรับฟังความคิดเห็นเพื่อสร้างความสามัคคีปรองดอง

เพื่อเสนอแนะความเห็นนำไปสู่การสร้างความสามัคคีปรองดองที่เป็นรูปธรรมและยั่งยืน แต่พิจารณาจากเนื้อหาที่เรียกร้องแล้ว ก็พอจะเดาบทสรุปกันได้ว่าจะมีการตอบสนองจากผู้มีอำนาจหรือไม่ เอาแค่เรื่องการชงให้ตั้งคณะกรรมการอิสระ ซึ่งมีองค์ประกอบของกรรมการจากทุกภาคส่วนเป็นบุคคลที่มีความเป็นกลางและเที่ยงธรรมอย่างแท้จริง

แค่มุมนี้ผู้มีอำนาจก็จะอธิบายทันทีว่า คณะกรรมการทุกชุดที่แต่งตั้งขึ้นมานั้นไม่ได้มีเฉพาะข้าราชการและบุคคลในกองทัพเท่านั้น หากแต่ยังมีการแต่งตั้งผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งเป็นผู้มีความรู้ ความสามารถเฉพาะทางและเป็นที่ยอมรับของสังคมมาคอยให้คำแนะนำ ปรึกษาอีกแล้ว จึงไม่จำเป็นต้องดำเนินการตามที่ร้องขอมาแต่อย่างใด

ไม่เพียงเท่านั้น ดีไม่ดี อาจจะถูกโต้กลับด้วยว่า ความจริงในฐานะคู่ขัดแย้งหรือผู้สร้างความแตกแยกให้เกิดขึ้น ผู้มีอำนาจปัจจุบันไม่ควรจะให้โอกาสเสียด้วยซ้ำ ความเป็นจริงอีกประการที่ฝ่ายการเมืองก็รับรู้กันมาตั้งแต่ต้น โดยเฉพาะนักการเมืองฝ่ายตรงข้ามคณะรัฐประหารนั่นก็คือ เขาไม่ได้ให้ราคาหรือมองเห็นว่าฝ่ายการเมืองกลุ่มนี้มีคุณค่าแต่อย่างใด

มิหนำซ้ำ อาจจะถูกจัดอยู่ในหมวดหมู่ของผู้ที่จะต้องกำจัดหรือจำกัดเส้นทางเดินบนถนนสายการเมืองอีกต่างหาก ดังนั้น การอยู่เฉยๆ หรือทำตัวเจี๋ยมเจี้ยมเป็นเด็กดีของผู้มีอำนาจน่าจะปลอดภัยกว่า ขนาดบางพวกไม่ได้ไปตอแยหรือแสดงออกว่าระรานผู้มีอำนาจ ยังถูกเล่นงาน ต้องไม่ลืมว่า ถ้าไม่ใช่เด็กเส้นหรือคนกันเองอย่าสะเออะ เสนอหน้าเสนอแนะใดๆ

ความจริงบรรดาพรรคการเมือง กลุ่มการเมืองที่เสนอความเห็นเรื่องปรองดอง หากอยากให้แป๊ะสบายใจ น่าจะลองใช้หลักการของโพลบ้างน่าจะดี มีตัวเลขที่สรรเสริญเยินยอ พอทำให้เห็นว่าอะไรที่คณะรัฐประหารทำแล้วดี ให้เดินหน้าต่อไป ส่วนเรื่องไหนที่ต้องใช้เวลาก็บอกว่ากำลังจะดี แต่ตัวเลขยังไม่เป็นที่พอใจต้องช่วยกันอีกหน่อย เห็นอย่างนี้แล้วเชื่อแน่ว่า โอกาสที่จะถูกปฏิเสธคงยาก

มิเช่นนั้น เจ้าของโพลคะแนนนิยม 99.5 เปอร์เซ็นต์คงไม่ได้ดิบได้ดีในวันนี้ แต่ก็อีกนั่นแหละ ตัวเลขบางอย่างก็ใช่ว่าแป๊ะจะชอบอกชอบใจ โดยเฉพาะตัวเลขการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ ที่ล่าสุด กระทรวงพาณิชย์แถลงผลการส่งออกเดือนกุมภาพันธ์ปีนี้ พบว่าติดลบที่ร้อยละ 2.8 ก่อนที่จะอธิบายเหตุผลว่า เหตุที่เป็นเช่นนั้น เพราะฐานจากเดือนเดียวกันของปีก่อนสูง จากการส่งออกทองคำและสินค้ากลุ่มอากาศยาน

ถือเป็นหน้าที่ที่จะต้องอธิบายความให้สังคมรู้สึกดี หรืออย่างน้อยก็ไม่ถูกผู้ใหญ่ตำหนิ เนื่องจากตัวเลขที่ออกมามันเป็นผลงานในด้านลบ แต่ปรากฏว่าสิ่งที่เป็นไปในทิศทางเดียวกับการส่งออกติดลบก็คือตัวเลขดัชนีความเชื่อมั่นอุตสาหกรรมในเดือนกุมภาพันธ์ ที่พบว่าปรับตัวลดลงติดต่อกันเป็นเดือนที่ 2 จากการชะลอตัวของกำลังซื้อ

อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการส่งออกยังเห็นว่าทิศทางส่งออกปีนี้จะขยายตัวดี จากภาวะเศรษฐกิจโลกที่มีแนวโน้มฟื้นตัว ก็หวังให้มันเป็นเช่นนั้น การอยู่ต่อของรัฐบาลคสช.หรือโรดแมปที่จะยืดออกไปจะได้ไม่มีข้อกังขาหรือถูกต่อต้าน เพราะหากสถานการณ์เป็นไปในทางตรงข้าม ก็ไม่มีใครคาดเดาได้ว่า การลากยาวอำนาจเผด็จการออกไป จะมีอะไรรออยู่ข้างหน้า

จะว่าไปแล้ว การสร้างความปรองดองที่เป็นของยากจะทำให้ง่าย มีแค่อย่างเดียวที่จะดันไปให้สำเร็จคือความจริงใจและไร้อคติ ถามว่าวันนี้นอกจากบรรดาโฆษกกระบอกเสียงทั้งฝ่ายรัฐบาลและกองทัพ จะเรียกร้องถามหาจากขั้วความขัดแย้งแล้ว ฝ่ายถือครองอำนาจทำตัวให้ปราศจากความเกลียดชัง มีทัศนคติที่ดีต่อทุกฝ่ายแล้วหรือยัง

คำตอบมีให้เห็น จากบทสัมภาษณ์หลายครั้งหลายครา ยังมีการพาดพิงถึงกลุ่มที่ตัวเองหมายหัวว่าเป็นฝ่ายตรงข้ามหรือตามวิถีของนักรบอาจถูกมองว่าเป็นศัตรู แต่ด้วยความเป็นคนดีบางครั้งจึงต้องมีวาทกรรมสวยหรูมาอำพรางความลำเอียงของตัวเอง อย่างเช่นคำว่าอภินิหารกฎหมาย คงไม่ต้องไปสรรหาอะไรมาเอาผิด เพราะคนพวกนี้สะกดคำว่ารับผิดไม่เป็น มีแต่เสนอหน้ารับชอบเท่านั้น

ก่อนหน้าเคยพยายามหาเหตุผลมาอธิบายในเรื่องข้อห่วงใยของบางพวกบางฝ่ายเรื่องการเสพติดมาตรา 44 มันจะเป็นไปได้อย่างไร แต่เวลานี้เข้าใจแล้วหลังจากเห็นผู้มีอำนาจใช้มาตรายาวิเศษบังคับใช้เรื่องการคาดเข็มขัดนิรภัยไปจนถึงการเสียค่าปรับ สรุปแล้วคือเรื่องขี้หมาเท่านี้ก็ต้องใช้กฎหมายพิเศษกันเลยหรือ ทั้งที่มีกฎหมายปกติสามารถจัดการได้ หากผู้บังคับใช้กฎหมายเข้มงวด เคร่งครัด ไม่ตุกติกรายทาง

เห็นด้วยกับ จิรายุ ห่วงทรัพย์ รักษาการรองโฆษกพรรคเพื่อไทย ที่บอกว่า มาตรา 44 เป็นอำนาจของท่านผู้นำ แต่เรื่องเล็กๆ แบบไอ้จุกไอ้แกละแบบนี้อย่าปล่อยให้คนชงมาให้เซ็น อยากให้ใช้มาตรา 44 กับปัญหาเศรษฐกิจ นำไปใช้ให้เกิดประโยชน์กับปากท้องของพี่น้องประชาชนจะดีกว่า จะเห็นค้านก็ตรงนี้แหละ ถ้ามันทำได้ สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ คงไม่ต้องมานั่งกุมขมับหน้ามุ่ยจนถึงทุกวันนี้

Back to top button