20หุ้นฝรั่งขายทิ้งม.ค.
TISCO-SIRIหนักสุด
วันจันทร์ที่ 12 มีนาคม 2555 เวลา 10:47:08 น. ผู้เข้าชม : 3778 คน

“ข่าวหุ้นธุรกิจออนไลน์"ได้รวบรวมข้อมูลการซื้อขายประจำวันของไทย เอ็นวีดีอาร์ซึ่งเป็นดัชนีหนึ่งที่สะท้อนการซื้อขายหุ้นของนักลงทุนต่างชาติ ประจำเดือน ม.ค. 55 พบว่าหุ้นที่มีการขายสุทธิผ่านไทยเอ็นวีดีอาร์สูงสุด 5 อันดับแรกหากพิจารณาจากมูลค่าการขายสุทธิ ได้แก่ TISCO, ESSO, STA, SIRI และ DTAC ตามลำดับ และหากพิจารณาจากปริมาณการขายสุทธิ 5 อันดับแรกไดแก่ SIRI, BTS, TCC, RAIMON และ ESSOตามลำดับ
บริษัท ทิสโก้ไฟแนนเชียลกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ TISCO เป็นหุ้นที่มีมูลค่าการขายสุทธิผ่าน THAI NVDR มากเป็นอันดับที่ 1 ในเดือนม.ค.โดยมีมูลค่าสูงถึง 415.97ล้านบาทโดยราคาในช่วงเดือนม.ค.ปรับตัวลงจากระดับ 38 บาท ตามแรงเทขายจาก NVDR หลุดจากเส้นค่าเฉลี่ยทุกเส้นแตะระดับต่ำสุดที่ 34.25 บาท โดยได้รับผลกระทบเช่นเดียวกับหุ้นในกลุ่มธนาคารพาณิชย์ส่วนใหญ่จากการโอนหนี้กองทุนฟื้นฟูให้แบงก์ชาติ ส่งผลให้นักลงทุนวิตกว่าต้นทุนการดำเนินงานจะเพิ่มขึ้น ซึ่งกระตุ้นให้เกิดแรงเทขายในหุ้นกลุ่มธนาคาร อย่างไรก็ตามราคาช่วงปลายเดือนม.ค.ปรับตัวขึ้นเล็กน้อยมาที่ระดับ 36 บาท
บล.ไอร่า ระบุในบทวิเคราะห์ว่า TISCOซึ่งเป็นธนาคารขนาดเล็กจะเป็นหนึ่งในธนาคารที่มูลค่าหุ้น (Valuation) ได้รับผลกระทบสูงสุดหากธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) เก็บค่าธรรมเนียมตั๋ว B/Eในอัตรา 0.35%โดย TISCO ออกตั๋ว B/E มูลค่า 1.21 แสนล้านบาท มีค่าใช้จ่ายค่าธรรมเนียมเพิ่ม424 ล้านบาท คิดเป็นค่าใช้จ่ายหลังภาษี 297 ล้านบาท คิดเป็น 8.9% ของกำไรสุทธิ หรือ 0.41 บาท/หุ้น ซึ่งจะกระทบราคาพื้นฐานประมาณ 3.4 บาท สำหรับราคาเหมาะสมเบื้องต้นปี 55 อยู่ที่ 43 บาท (หมายเหตุ: ล่าสุดไม่มีการเรียดเก็บค่าฟีตั๋ว B/E)
ขณะที่บล.ทรีนีตี้ แนะนำ “ซื้อ” TISCO จาก ROE ที่สูงและมีปันผลจูงใจ โดยกำหนดราคาเหมาะสมใหม่สำหรับปี 55 ที่ 43 บาท เนื่องจากแนวโน้มการเติบโตของสินเชื่อในปี 55 ที่ระดับ 12-14% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยประเมินไว้ที่ 15.3% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งมีปัจจัยขับเคลื่อนหลักคือสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ แต่จะรุกตลาดสินเชื่อเช่าซื้อรถมือสองและสินเชื่อจำนำทะเบียนรถมากขึ้น ซึ่งคาดว่าจะเห็นการเติบโตในระดับที่สูงเกิน 20% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากฐานเดิมต่ำ ขณะที่สินเชื่อลูกค้ารายใหญ่แม้ไม่คาดหมายการเติบโตก้าวกระโดดแต่ยังมีทิศทางการปล่อยสินเชื่อที่ดีตามวัฎจักรการลงทุน
อย่างไรก็ตามคาดว่าจะเห็นการแข่งขันด้านเงินรับฝากและเงินกู้ยืมรวมที่รุนแรงเหมือนในปี 54 โดยเฉพาะการเข้ามาแข่งขัน ทั้งนี้คาดว่า NIM ในปี 55 มีความเสี่ยงทางลบจากต้นทุนการเงินที่สูงขึ้น จึงปรับปรุงประมาณการปี 55-56 ลงจากเดิมราว 8.7% และ 9.4% ตามลำดับ
บริษัท เอสโซ่ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ ESSO เป็นหุ้นที่มีมูลค่าการขายสุทธิผ่าน THAI NVDR มากเป็นอันดับที่ 2ในเดือนม.ค.โดยมีมูลค่าสูงถึง 384.82ล้านบาทและเป็นหุ้นที่มีปริมาณการขายสุทธิผ่าน THAI NVDR สูงเป็นอันดับที่ 5 จำนวน27.06ล้านหุ้นโดยราคาในเดือนม.ค.ปรับตัวขึ้นต่อเนื่องจากเดือนธ.ค.54 สวนทางแรงเทขายจาก NVDR จากแรงเก็งกำไรเรื่องการขายกิจการให้กับบริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) หรือ TOP ส่งผลให้ราคาหุ้นปรับตัวขึ้นจากระดับ 11 บาท มาแตะที่ระดับสูงสุดที่ 13.40 บาท ก่อนจะอ่อนตัวลงมาปิดที่ 13.10 บาท ในวันที่ 31 ม.ค.
บล.เกียรตินาคิน ระบุว่าประเด็นการเก็งกำไรเรื่องการขายโรงกลั่นให้กับผู้สนใจ จะยังสนับสนุนราคาหุ้น ESSO ในระยะสั้นๆนอกจากนี้ มองว่าแนวโน้มกำไรของกลุ่มโรงกลั่นจะกลับมาฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่งใน ไตรมาส 1/55 จากปัจจัยบวกในการปรับราคาน้ำมันหลังโรงกลั่นในประเทศ มีการปรับปรุง ประสิทธิภาพน้ำมันตามมาตรฐานยูโร 4 อีกทั้งราคาน้ำมันดิบที่ทรงตัวสูง จะทำให้กลุ่ม โรงกลั่นกลับมามี Stock Gain อีกครั้ง
ขณะที่บล.ทรีนีตี้ แนะ "ซื้อ" ESSO โดยให้ราคาเป้าหมาย 16.50 บาท แต่เมื่อพิจารณาถึงมูลค่าของโรงกลั่น ESSO จากวิธี DCF Valuation ได้มูลค่าเหมาะสมเท่ากับ 25 บาท (90% มาจากค่า Terminal Value) หรือหากพิจารณาราคาเหมาะสมจากดีลการขายโรงกลั่น ESSO Malaysia ที่เกิดขึ้นเมื่อ ก.ย.54 มูลค่าสูงถึง 13,636 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล เทียบเป็นมูลค่าหุ้น ESSO จะสูงถึง 20.6 บาทต่อหุ้น หรือดีลขายโรงกลั่นของ UK ให้กับรัสเซีย มูลค่ายังสูงถึง 12.80 บาท เฉพาะโรงกลั่น หากบวกปิโตรเคมีด้วยคาดว่ามูลค่าอยู่ที่ 16.50 บาทต่อหุ้น
บริษัท ศรีตรังแอโกรอินดัสทรี จำกัด (มหาชน) หรือ STA เป็นหุ้นที่มีมูลค่าการขายสุทธิผ่าน THAI NVDR มากเป็นอันดับที่ 3ในเดือนม.ค.โดยมีมูลค่าสูงถึง 279.21ล้านบาทหลังจากหลายฝ่ายคาดว่าไตรมาส 4/54 ผลการดำเนินงานของ STA จะย่ำแย่กว่าคาด แม้จะเผชิญกับแรงเทขายผ่าน NVDR แต่ราคาหุ้นต้นเดือนม.ค.ทรงตัวอยู่ที่ระดับราคา 17.80-18 บาท ก่อนจะเริ่มดีดตัวขึ้นช่วงกลางเดือน ม.ค.สวนทางแรงเทขายจาก NVDR โดยแตะระดับสูงสุดที่ 22.10 บาทหลังจากนั้นราคาอ่อนตัวลงมาปิดที่ระดับราคา 21.50 บาทโดยราคาปรับตัวขึ้นจากแรงเก็งกำไรกรณีที่รัฐบาลมีนโยบายจะเข้ามาช่วยพยุงราคายาง
อย่างไรก็ตามบล.ธนชาต ระบุว่าเป็นเรื่องที่ค่อนข้างยากที่จะสนับสนุนราคายางโดยการซื้อยางเพียง 200,000 ตันจากตลาด เนื่องจากข้อมูลในปี 2010 การผลิตยางรวมในประเทศไทยอยู่ที่ 3.3 ล้านตัน ดังนั้นจำนวนยางที่จะซื้อนี้คิดเป็นเพียง 5%-6% ของการผลิตรวมในประเทศไทยเท่านั้นซึ่งหากเกิดขึ้นจริงคาดว่า STA จะเผชิญกับการหดตัวลงของอัตรากำไรในปี 2012 เนื่องจากราคาวัตถุดิบที่เพิ่มขึ้น ณ ราคา 120 บาท/กก. นี้คิดเป็น US$3.8/kg (31.7 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ) แต่ราคายางในตลาด spot อยู่ที่ US$3.3/kg และตลาดซื้อขายล่วงหน้าอยู่ที่เพียง US$3.5/kg เท่านั้น ที่ต้นทุนวัตถุดิบที่ US$3.8/kg เพื่อให้มีอัตรากำไรขั้นต้น 6% ราคาในตลาด spot ต้องเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ระดับอย่างน้อย US$4.2/kg หรือเพิ่มขึ้นจากราคาปัจจุบัน 27% (ค่าใช้จ่ายในการจัดซื้อและเก็บยางพาราอยู่ที่ประมาณ4-6%) ดังนั้นจึงมองลบต่อประเด็นข่าวดังกล่าว
ด้านบล.เอเซียพลัสมองแนวโน้มราคายางพาราในปี 55 คาดว่าจะยังผันผวนต่อเนื่อง เนื่องจากความกังวลเกี่ยวกับภาวะเศรษฐกิจโลก รวมถึงอุตสาหกรรมยานยนต์ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมหลักที่เกี่ยวข้องกับความต้องการใช้ยางพาราในระดับสูง สอดคล้องกับมุมมองของสถาบันวิจัยชั้นนำในต่างประเทศอย่าง Goldman Sachs Group ที่คาดการณ์ว่าอุตสาหกรรมยางพาราในปี 55 จะมีผลผลิตยางพาราเกินดุลราว 4.13 แสนตัน ซึ่งต่างจากปี 2554 ที่ขาดดุลกว่า 8.7 หมื่นตัน เนื่องจากความกังวลเกี่ยวกับความต้องการใช้ของประเทศจีนที่มีส่วนแบ่งการตลาดมากที่สุดของโลก จึงถือเป็นประเด็นเสี่ยงต่อผู้ผลิตยางพาราชั้นนำของโลก ซึ่งได้แก่ STA โดยเชื่อว่าราคาหุ้นในระยะสั้นยังคงได้รับแรงกดดันอย่างต่อเนื่องจากผลประกอบการในงวดไตรมาส 4/54-1/55 ที่ยังไม่ฟื้นตัว
บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) หรือ SIRI เป็นหุ้นที่มีมูลค่าการขายสุทธิผ่าน THAI NVDR มากเป็นอันดับที่ 4ในเดือนม.ค.โดยมีมูลค่าสูงถึง 277.27ล้านบาทและเป็นหุ้นที่มีปริมาณการขายสุทธิผ่าน THAI NVDR สูงเป็นอันดับที่ 1 ในเดือนม.ค.จำนวน147.83ล้านหุ้น โดยราคาในช่วงเดือนม.ค.ปรับตัวขึ้นอย่างโดดเด่น สวนทางแรงเทขายจาก NVDR ด้วยมูลค่าซื้อขายที่มากกว่าปกติ ขยับขึ้นเหนือเส้นค่าเฉลี่ยทุกเส้นจากระดับ 1.20 บาท ขึ้นแตะระดับสูงสุดที่ 1.80 บาท จากนั้นจึงอ่อนตัวจากแรงขายทำกำไรหลังราคาปรับขึ้นมาก ก่อนจะพุ่งขึ้นอีกครั้งสูงสุดที่ 1.95 บาท ในช่วงปลายเดือนม.ค.
บล.ฟินันเซียไซรัส แนะนำ “ซื้อ” หุ้น SIRI แม้ยอด Presales ในไตรมาส 4/54 จะลดลง 39% จากไตรมาสก่อนหน้า และ 58.8% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนจากผลกระทบน้ำท่วม แต่คาดว่ากำไรปกติไตรมาส 4/54 จะเพิ่มสูง 91.2% จากไตรมาสก่อนหน้า และ 72.5% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และสูงสุดของปีจากการโอนคอนโดมิเนียมที่ทำได้ดีกว่าคาด แม้จะอยู่ในช่วงที่เพิ่งผ่านพ้นน้ำท่วมไปในเดือน ธ.ค. ก็ตาม แนวโน้มการโอนที่ถือว่ากลับมาได้เร็วกว่าที่คาดไว้ ทำให้เราปรับประมาณการกำไรปี 2011-12 ขึ้น 56.8% และ 20.0% ตามลำดับ
ด้านบล.เอเชีย พลัส ระบุว่าแม้ว่าตั้งแต่ต้นปีจนถึงปัจจุบันราคาหุ้น SIRI จะปรับขึ้นมากแต่ด้วยผลประกอบการที่คาดว่าจะเติบโตระดับสูงในปี 2555 ทำให้ PER ยังอยู่ในระดับต่ำเพียง 4.3 เท่า ซึ่งยังห่างจากคู่แข่งที่มีระดับ PER 8-10 เท่าประกอบกับเงินปันผลที่คาดว่าจะจ่ายถึง 11% ในปี 2555 จึงคำแนะนำซื้อ โดยกำหนด Fair Value ที่ PER 6 เท่า ได้มูลค่าที่เหมาะสมใหม่เท่ากับ 1.98 บาทและยังเลือกเป็น Top Pick ของกลุ่ม
ขณะที่บล.ดีบีเอสวิคเคอร์ส (ประเทศไทย) ปรับลดคำแนะนำเป็น "เต็มมูลค่า" จาก"ซื้อ" เนื่องจากได้มีการปรับคาดการณ์กำไรสุทธิปี 55 ลงถึง 17% เป็นเติบโต 9% จากปีก่อน เนื่องจากอัตรากำไรขั้นต้นได้รับแรงกดดันจากการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ และต้นทุนโครงการเพิ่มขึ้น จากการเตรียมป้องกันน้ำท่วมที่อาจจะเกิดขึ้นในปีนี้นอกจากนี้ความเสี่ยงทางการเงินสูงคาดว่าอัตราส่วนหนี้สินสุทธิต่อทุนปลายปีนี้สูงเป็น 1.7 เท่า เนื่องจากบริษัทเปิดขายโครงการใหม่เป็นจำนวนมากทุกปีทำให้ต้องใช้เงินกู้เป็นจำนวนมาก โดยให้ราคาพื้นฐานใหม่ 1.48 บาท จากเดิมที่ 1.35 บาท
บริษัท โทเทิ่ลแอ็คเซ็สคอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ DTACเป็นหุ้นที่มีมูลค่าการขายสุทธิผ่าน THAI NVDR มากเป็นอันดับที่ 5ในเดือนม.ค.โดยมีมูลค่าสูงถึง 271.72ล้านบาท โดยราคาหุ้นในเดือนม.ค.ทรงตัวต่ำกว่าระดับ 70 บาท ต่อเนื่องจากช่วงปลายเดือนธ.ค.54 ที่ราคาหลุดจากระดับ 85-90 บาท อย่างรวดเร็วซึ่งเป็นผลมากจากแรงขายทำกำไรหลังราคาปรับขึ้นตอบรับการประกาศจ่ายเงินปันผลพิเศษที่มากกว่าคาดการณ์ของตลาดอย่างมาก
บล.เอเซียพลัสแนะนำ “ซื้อ” หุ้น DTAC เนื่องจากราคาหุ้นปัจจุบันได้ปรับตัวลดลงมาสะท้อนเงินปันผลจ่ายที่ได้จ่ายออกมาจำนวนมากถึง 16.46 บาทแล้ว โดยมีมูลค่าหุ้นพื้นฐานหลัง XD ที่ 82.60 บาท บวกกับ DTAC ยังมีแนวโน้มผลการดำเนินงานที่สดใส และพร้อมที่จะเติบโตอย่างก้าวกระโดด หลังได้รับใบอนุญาตใหม่ 3G
ขณะที่ ในงวดไตรมาส 1/55 คาดผลบวกจากการเปิดตัว iPHONE 4S บวกกับการฟื้นตัวอย่างชัดเจนของการท่องเที่ยวจะช่วยให้รายได้จากการขายและบริการของ DTAC ฟื้นตัวจากไตรมาส 4/54อย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะรายได้จากบริการ Non-Voice และยอดขายสมาร์ทโฟน นอกจากนี้ผลบวกกับจากฐานอัตราภาษีใหม่ที่ลดลงจาก 30% เหลือ 23% บวกกับนโยบายการควบคุมค่าใช้จ่ายให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น คาดจะชดเชยต้นทุนที่เพิ่มขึ้นจากส่วนแบ่งรายได้ที่ต้องจ่ายให้ CAT ในอัตราที่เพิ่มขึ้นอีก 5% และภาระดอกเบี้ยจ่ายที่เพิ่มขึ้นจากการเบิกใช้วงเงินกู้ราว 1.3 หมื่นล้านบาท เพื่อนำมาจ่ายเงินปันผล ฝ่ายวิจัยจึงยังมั่นใจว่ากำไรสุทธิของ DTAC ในงวดไตรมาส 1/55 จะเติบโตจากงวดไตรมาส 4/54 อย่างมีนัยสำคัญ และอยู่ในระดับใกล้เคียงกับไตรมาส 1/54 ได้
นอกจากนี้ ในปี 2556 คาดจะเห็นผลการดำเนินงานของ DTAC กลับมาเติบโตอีกครั้งจากแรงหนุนฐานอัตราภาษีที่ลดลงจาก 23% เหลือ 20% และฐานส่วนแบ่งรายได้สัมปทานเดิมที่คงที่ 30% แล้ว บวกกับคาด DTAC จะชนะการประมูลใบอนุญาตใหม่ 3G บนย่านความถี่ 2.1 GHz ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนได้ในกรณีลูกค้าสัมปทานเดิม โอนมาใช้บริการบนใบอนุญาตใหม่

หากพิจารณาจากปริมาณการขายสุทธิสูงสุด 5 อันดับแรกในเดือน ม.ค.55 ได้แก่ SIRI, BTS, TCC, RAIMON และ ESSOตามลำดับ
บริษัท บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) หรือ BTSเป็นหุ้นที่มีปริมาณการขายสุทธิผ่าน THAI NVDR สูงสุดเป็นอันดับที่ 2ในเดือนม.ค.จำนวน 79.34ล้านหุ้น โดยราคาหุ้นในเดือนม.ค.เคลื่อนไหวอยู่ในกรอบ 0.68-0.72 บาท โดยมีแรงซื้อเข้ามาในช่วงต้นเดือน ก่อนจะถูกแรงเทขายทำกำไรทำให้หุ้นอ่อนตัวลงในช่วงปลายเดือนและปิดที่ระดับ 0.69 บาทต่อหุ้น
บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) แนะนำ “ซื้อ” BTS โดยให้ราคาเป้าหมายที่ 0.84 บาท โดยปรับสมมติฐานผู้โดยสารในปี 2554/55 (สิ้นสุด มี.ค. 55) ขึ้น 3.8% เป็น 165.5 ล้านคน และ 198.6 ล้านคน ในปี 2555/56 เติบโตเพิ่มขึ้น 20% จากช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว จากผลของการเปิดส่วนต่อขยาย วงเวียนใหญ่-บางหว้าในเดือน ธ.ค. 2555 และกำลังบรรทุกส่วนเพิ่ม 30% จากการรับมอบรถใหม่ 35 ขบวนกลางปีนี้ ทำให้ธุรกิจรถไฟฟ้ายังมีทิศทางเติบโต และรักษาสัดส่วน 68% ของรายได้รวมในปี 2555/56 แสดงให้เห็นว่า BTS ได้รับผลกระทบจากวิกฤติน้ำท่วมเพียงเล็กน้อย ขณะที่พัฒนาการระหว่างปีจะส่งผลให้ธุรกิจรถไฟฟ้าและสื่อโฆษณาซึ่งให้มาร์จิ้นสูง สามารถสร้างกำไรปกติเติบโตโดดเด่นในปี 2555/56
ขณะที่บล.ธนชาต ระบุว่าพื้นฐานธุรกิจของ BTS คือ ธุรกิจรถไฟฟ้าและ สื่อสร้างกระแสเงินสดได้ดี แต่ผลตอบแทนของการลงทุนในธุรกิจรถไฟฟ้าอาจไม่สูงนัก เนื่องจากต้องลงทุนอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ยังคงมีความเสี่ยงและมียอดขายที่ต่ำ
ด้านผู้บริหารนายสุรพงษ์ เลาหะอัญญา กรรมการและผู้อำนวยการใหญ่ฝ่ายปฏิบัติการ BTS เปิดเผยว่า งวดปี 55/56 แม้จะไม่มีรายการพิเศษแต่เชื่อว่าบริษัทจะรักษาการเติบโตได้ต่อเนื่อง เนื่องจากการดำเนินธุรกิจระบบขนส่งจะมีรายได้มั่นคงและสม่ำเสมอ โดยการเพิ่มตู้โดยสารรถไฟฟ้าตามแผนงานจะสามารถรองรับผู้โดยสารได้ 2-3 เท่า จากจำนวนปัจจุบัน และเพิ่มความถี่ในการวิ่งเพิ่มขึ้นได้ โดยบริษัทคาดว่าจำนวนผู้โดยสารในงวดปี 55/56 (เม.ย.55-มี.ค.56) จะเพิ่มขึ้นต่อเนื่องจากงวดปี 54/55 (เม.ย.54-มี.ค.55) เนื่องจากความต้องการการเดินทางด้วยรถไฟฟ้ามีสูงขึ้นตามปริมาณโครงการอสังหาริมทรัพย์แนวรถไฟฟ้า และราคาน้ำมันที่ปรับเพิ่มขึ้น ประกอบกับในเดือนธ.ค. 55 จะมีการขยายเส้นทางรถไฟฟ้าสายวงเวียนใหญ่-บางหว้าเพิ่ม 4 สถานี ส่งผลให้ปริมาณการใช้เพิ่มขึ้น
บริษัท ไทย แคปปิตอลคอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ TCCเป็นหุ้นที่มีปริมาณการขายสุทธิผ่าน THAI NVDR สูงสุดเป็นอันดับที่ 3 ในเดือนม.ค.จำนวน 33.46ล้านหุ้น โดยราคาในเดือนม.ค.อ่อนตัวลงจากระดับ 3 บาท ช่วงปลายเดือนพยายามปรับตัวขึ้นเหนือระดับดังกล่าวแต่ยังไม่สามารถยืนได้ ทำให้ราคาหุ้นปิดที่ 2.92 บาทในวันที่ 31 ม.ค.
นายบัณฑิต โชติวรรณพร กรรมการผู้จัดการบริษัท TCC เปิดเผยว่าบริษัทตั้งเป้ายอดขายในปีหน้าที่ระดับไม่ต่ำกว่า 2 พันล้านบาทจากปีนี้คาดไว้ที่ไม่ต่ำกว่า 1.2 พันล้านบาท ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลจากการรุกขยายตลาดลูกค้าจากประเทศจีนโดยบริษัทได้เซ็นสัญญาจำหน่ายถ่านหินให้กับลูกค้ารายใหญ่จากประเทศจีน จำนวนไม่ต่ำกว่า 6 แสนตันต่อปี ซึ่งจะสามารถรับรู้รายได้ทันทีในเดือนธ.ค.นี้ นอกจากนี้ยังอยู่ในระหว่างการเจรจาขายถ่านหินให้ลูกค้าจากจีน ซึ่งเป็นรายใหญ่ราว 2-3 ราย คาดว่าจะได้ข้อสรุปภายในไตรมาส 1/55
ขณะที่บริษัทจะเพิ่มทุนไม่เกิน 323.41 ล้านหุ้น โดยจะจัดสรรหุ้นใหม่จำนวนไม่เกิน 200 ล้านหุ้น เสนอขาย PP และรองรับการใช้สิทธิวอร์แรนท์ที่จะออกให้กับผู้ถือหุ้นเดิม (TCC-W3) ไม่เกิน 99.09 ล้านหน่วย จัดสรรให้ฟรีในอัตราส่วน 10 หุ้นเดิมต่อ 1 วอร์แรนท์ส่วนหุ้นที่เหลือจะใช้รองรับการปรับสิทธิของวอร์แรนท์ครั้งที่ 1 (TCC-W1) และครั้งที่ 2 (TCC-W2)ทั้งนี้การเพิ่มทุนจดทะเบียนดังกล่าว ซึ่งจะทำให้บริษัทมีทุนจดทะเบียนเพิ่มเป็น ไม่เกิน 788.21 ล้านบาท แบ่งเป็นหุ้นสามัญใหม่ไม่เกิน 1.58 พันล้านหุ้น มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 0.50 บาท
ส่วนภาพรวมธุรกิจบริษัทในปี 2555 เชื่อว่ายอดขายจะยังเติบโตโดดเด่นทั้งตลาดในประเทศ และต่างประเทศ พร้อมกำไรเติบโตก้าวกระโดด เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากขณะนี้บริษัทสามารถที่จะเพิ่มกำลังการผลิตได้อีกเป็นจำนวนมาก โดยไม่จำเป็นต้องลงทุนเพิ่มมากนัก
บริษัท ไรมอน แลนด์ จำกัด (มหาชน) หรือ RAIMONเป็นหุ้นที่มีปริมาณการขายสุทธิผ่าน THAI NVDR สูงสุดเป็นอันดับที่ 4ในเดือนม.ค.จำนวน 30.09ล้านหุ้น โดยราคาหุ้นปรับตัวขึ้นสวนทางกับแรงเทขายของNVDR จากระดับราคา 1.24 บาท ขึ้นไปแตะระดับสูงสุดที่ 1.50 บาท ณ วันที่ 25 ม.ค. ก่อนจะอ่อนตัวลงมาปิดที่ระดับ 1.40 บาทในวันที่ 31 ม.ค.
บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง(ประเทศไทย)แนะ"ซื้อสะสม" RAIMON ราคาเหมาะสมที่2.10 บาท โดยเลือกRAIMON เป็น 1 ใน 5 หุ้น Top pick สำหรับการลงทุนในปี 2555 เนื่องจาก Backlog สิ้น ไตรมาส 3/54 สูงถึง 1.61 หมื่นล้านบาท และคาดว่าสิ้นปี 2554 จะเพิ่มขึ้นเป็น 1.7 หมื่นล้านบาท หลังยอด Presales โครงการใหม่ภายใต้ชื่อ Unixxมูลค่าโครงการ 2,950 ล้านบาท ที่พัทยาได้รับการตอบรับดี โดยมียอดขายแล้วราว 30%ส่งผลให้ผลประกอบการปี 2555 พลิกกลับเป็นกำไรสุทธิสูงถึง 1,979 ล้านบาท จากขาดทุนสุทธิ 227 ล้านบาทในปี 2554 โดยจุดพลิกกลับของผลประกอบการจากขาดทุนเป็นกำไรจะเริ่มตั้งแต่ไตรมาส 2/55 เป็นต้นไป ซึ่งเป็นไตรมาสแรกที่เริ่มทยอยรับรู้รายได้โครงการ The River
ขณะที่ปัจจัยบวกสนับสนุนการลงทุนด้าน Sentiment ต่อหุ้นกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ คือดอกเบี้ยที่เข้าสู่ช่วงขาลงในปี 2555 และราคาหุ้นมี Valuation ที่ค่อนข้างถูก โดยมี PER 2555 เพียง 2.1 เท่า เทียบกับค่าเฉลี่ยของกลุ่มบ้านที่ 6.5 เท่า และคาดว่าจะจ่ายเงินปันผลปี 2555 หุ้นละ 0.09 บาท คิดเป็นผลตอบแทนจากเงินปันผล 7%
ด้านบล.เอเซียพลัส ระบุว่าหุ้นกลุ่มอสังหาริมทรัพย์จะได้รับผลบวกจากแนวโน้มดอกเบี้ยขาลง โดยกลยุทธ์การลงทุนระยะสั้นเลือกหุ้นที่ยัง Under Perform ในกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ เช่น SPALI และ RAIMON





