กลัวไม่ทำจริงขี่พายุ ทะลุฟ้า

“ปีหน้า ปี 2529 อยากให้เป็นปีแห่งการลงทุนของเอกชนควบคู่กับภาครัฐ”


                “ปีหน้า ปี 2529 อยากให้เป็นปีแห่งการลงทุนของเอกชนควบคู่กับภาครัฐ”

            ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ประกาศลั่นกลางเวทีสัมมนางานใหญ่ของนสพ.เดอะ เนชั่น

                พร้อมกันนั้น ยังได้สำทับว่า ครึ่งปีแรกของปีหน้า รถไฟฟ้าทุกสายจะต้องพร้อมประกวดราคา และช่วงครึ่งปีหลัง การลงทุนขนาดใหญ่ของภาครัฐ จะต้องเริ่มดำเนินโครงการได้

                นี่ก็เป็นประกาศิตของแม่ทัพเศรษฐกิจคนที่ 2 แล้ว ที่ลั่นวาจาเป็นสัญญาประชาคมว่า จะต้องแจ้งเกิดโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ให้ได้ เพื่อปลุกฟื้นเศรษฐกิจ

                แต่ 1 ปีกว่าที่ผ่านมา ภายใต้แม่ทัพเศรษฐกิจรัฐบาลคสช.คนที่ 1 ที่ผ่านมา หาแก่นสาระอะไรมิได้เลยสักโครงการเดียว

                เมกะโปรเจ็กต์ลงทุน เป็นได้แค่ราคาคุยเท่านั้น ไม่รู้ว่า “ทำไม่เป็น” หรือติดขัดด้วยอุปสรรคใดจริงๆ กันแน่

                ยกตัวอย่างการประมูลรถ NGV ขสมก. จำนวน 489 คัน เพื่อเอาไปทดแทนรถเมล์เก่าบุโรทั่ง ซึ่งอายุการใช้งานเกิน 20 ปีแล้วทั้งนั้น และเป็นเรื่องยืดเยื้อคาราคาซังมาหลายรัฐบาลแล้วด้วย

                ปรากฏว่า ได้ผู้ชนะการประมูลมาอย่างถูกต้องทุกประการ แต่ผู้แพ้ประมูลนำเรื่องไปฟ้องร้องศาล ซึ่งขสมก.หรือรัฐบาลเอง อาจจะเดินหน้าเซ็นสัญญาไปเลยก็ได้ หากมีความกล้าหาญและจริงใจพอ

                แต่นี่ก็ไม่มีการตัดสินใจ จนคดีความยุติลงไปแล้วทั้งในศาลอาญาและศาลปกครอง โดยศาลยกคำร้องผู้แพ้ประมูลทั้ง 2 ศาล ขสมก.หรือรัฐมนตรีเจ้ากระทรวงก็ยังไม่กล้าตัดสินใจอีก

                การลงทุนของภาครัฐก็ยังมีด่านสกัดอีกด่านหนึ่งที่ชื่อว่า คณะกรรมการว่าด้วยการพัสดุด้วยวิธีทางอิเล็กทรอนิกส์ หรือ กว.พอ.

                ไม่ทราบชัดว่า เป็นหน่วยงานสกัดเพื่อเตะถ่วงหรือเพื่อสแกนให้เกิดความโปร่งใสกันแน่

            กว.พอ.ทำหนังสือมายังขสมก. ไม่ว่ากระไร แต่ระบุมาในหนังสือว่า หากขสมก.จะตัดสินใจเป็นประการใด ก็ต้องรับผิดชอบเอาเอง

                แทงหนังสืออย่างนี้ ใครจะกล้าล่ะ

            โครงการซื้อรถเมล์ NGV ใหม่มาทดแทนรถเมล์บุโรทั่ง ก็คงไม่มีวันได้แจ้งเกิดหรอก แถมมีข่าวคาวไม่สู้ดีออกมาอีกว่า “เขาล้มการประมูลรถ NGV เพื่อจะเอารถเมล์ไฟฟ้าของพรรคพวกผู้มีอำนาจมาแทนที่”  

                อีกโครงการหนึ่งก็คือ โครงการรถไฟไทย-จีน ช่วงหนองคาย-กรุงเทพฯ-มาบตาพุด ซึ่งจะทำพิธีเปิดตัวกันในวันที่ 19 ธ.ค.ศกนี้ ทั้งที่ยังไม่มีรายละเอียดในประเด็นสำคัญๆ ใดๆ เลย

                ยอดเงินลงทุนโครงการเป็นเท่าใด ดอกเบี้ยเป็นอัตราเท่าใด และรูปแบบการลงทุนเป็นอย่างไร ยังไม่มีข้อตกลงที่เป็นอันยุติแน่นอนใดๆทั้งสิ้น

                ที่ปรึกษาอิสระ ซึ่งเข้าใจว่าเป็นความจำเป็นทางข้อกฎหมายการร่วมทุน และการรักษาผลประโยชน์ทางฝั่งไทย ก็ยังไม่เห็นตัวตนปรากฏแต่อย่างใด

                เห็นแต่การมอบหมายให้ฝ่ายจีนไปศึกษาความเหมาะสมของโครงการ การศึกษาทางเศรษฐกิจ สำรวจและออกแบบ และงานก่อสร้างที่ต้องใช้เทคนิคชั้นสูง

                เป็นที่รู้กันดีว่า อัตราดอกเบี้ยของจีนนั้น ค่อนข้างจะสูงมาก หากต้องกู้จากจีนในอัตราที่สูงกว่า 2% ขณะที่ฝั่งญี่ปุ่นคิดอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำกว่า 1.5% เท่านั้น

                ทำไมต้องกู้จีน ทำไมต้องเลือกรถไฟจีน มันก็จะเป็นคำถามที่ตอบประชาชนได้ลำบาก และในภายภาคหน้า คนที่ตัดสินใจในรัฐบาลชุดนี้ ก็อาจจะต้องเผชิญชะตากรรมเดียวกับอดีตนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ที่ถูกเรียกร้องค่าเสียหาย ก็มีความเป็นไปได้

                ขอโทษเถอะครับ โครงการใหญ่ขนาดนี้ แต่ยังไม่มีรายละเอียดสำคัญอยู่ในมือสักอย่างเดียว แล้วมันจะเดินหน้าลงมือก่อสร้างให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ท่านรองนายกฯ สมคิดได้อย่างไร

                ยิ่งคิดจะเอาข้าวเอายางพาราไปบาร์เตอร์ เทรด หรือค้าต่างตอบแทนกับรถไฟความเร็วสูงเข้าไปอีก ซึ่งดูเหมือนดีนะ แต่ความเป็นจริง ยิ่งจะทำให้การเจรจายากเย็นเข้าไปใหญ่ เพราะมันเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้

                ระวังจะรับประทาน “แห้ว” กันอีกรอบ

                                                    

Back to top button