“ทรงกลด” คัด 9 หุ้น Growth Stock ชูกำไรไตรมาส 4 โดดเด่น-ปีหน้าโตแรง รับศก.ฟื้น-โควิดคลาย

“ทรงกลด” คัด 9 หุ้น Growth Stock ชูกำไรไตรมาส 4 โดดเด่น-ปีหน้าโตแรง รับศก.ฟื้น-โควิดคลาย นำทีมเด่น GULF, EA, SCGP, SPRC, APURE, IVL, SNNP, SCC และ CPALL


นายทรงกลด วงศ์ไชย ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ ที่ปรึกษาการลงทุน เอฟเอสเอส อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด หรือ FSSIA ระบุในบทวิเคราะห์ โดยมองว่าหุ้นเติบโต (Growth Stock) จะโดดเด่น และจะช่วยผลักดันตลาดหุ้นไทยได้ในไตรมาส 4/2564

โดยทาง FSSIA เชื่อว่าการปรับฐานใน SET Index เป็นไปในอัตราที่เหมาะสมในช่วงที่เศรษฐกิจเติบโตอย่างเชื่องช้าจากการล็อกดาวน์ในไตรมาส 3/2564 และบนความเป็นไปได้ที่จะมีล็อกดาวน์อีกครั้งหลังการผ่อนคลายเมื่อวันที่ 1 ก.ย. ที่ผ่านมา รวมกับการปรับลดการซื้อสินทรัพย์ของ Fed ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในเดือน พ.ย. นี้

ซึ่งทาง FSSIA คาดว่าจะมีการปรับคำแนะนำหุ้นกันใหม่ เนื่องจาก 1) คาดการณ์รายได้ของบริษัทในตลาดที่สูงขึ้น 2) เศรษฐกิจกำลังเข้าสู่ช่วงหลังการระบาด 3) มีพื้นฐานที่ดีขึ้น

โดย FSSIA ปรับคาดการณ์กำไรของบริษัทจดทะเบียนที่ทางฝ่ายวิเคราะห์ได้จัดทำไว้ โดยคาดว่าจะเพิ่มขึ้น 68.3% ในปี 2564 และ 24.4% ในปี 2565 นำโดย 4 กลุ่มหลักคือ พลังงาน-ปิโตรเคมี,พาณิชย์,บริการ และท่องเที่ยว

นอกจากนั้นแล้ว อัตราการเติบโตกำไร เทียบไตรมาสก่อนหน้า จะกลับมาอยู่ในแดนบวกได้ในไตรมาส 4/2564 และจะเร่งตัวขึ้นในปี 2565 โดยมองว่าการฉีดวัคซีนในวงกว้างจะช่วยทำให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจพื้นตัวขึ้นมาสู่ระดับปกติได้บ้าง

ทั้งนี้ FSSIA มองว่านักลงทุนควรหาหุ้นที่มีอัตราการเติบโตที่ดี โดยเฉพาะหุ้นที่คาดว่าจะมีอัตราการเติบโตของกำไรที่ดีในไตรมาส 4/2564 แนะนำ GULF, EA, SCGP, SPRC, APURE, IVL, SNNP, SCC และ CPALL

บริษัท กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ GULF ราคาเป้าหมาย 47 บาท FSSIA มองว่าหลังจากที่ราคาหุ้นไม่เขยื่อนมากว่า 18 เดือน จากการเพิ่มทุน และการเทนเดอร์ INTUCH เชื่อว่าหลังจากนี้จะได้เห็นการเติบโตของกำไรอย่างแข็งแกร่ง (45% CAGR 2563-2566) ซึ่งจะช่วยผลักดันราคาหุ้นได้ จากกำลังการผลิตใหม่ ต้นทุนก๊าซที่ลดลง และการ COD ในโครงการต่างๆ ทั้งนี้คาดว่ากำไรไตรมาส 3/2564 จะเพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัวเป็น 3 พันล้านบาท เมื่อเทียบกับไตรมาส2/2564 จาก 1) กำไร BKR2 และ GSRC 2) กำไรที่เพิ่มขึ้นของ SPPs และ IPPs และ 3) ปันผล 1.5 พันล้านบาท จาก INTUCH

บริษัท พลังงานบริสุทธิ์ จำกัด (มหาชน) หรือ EA ราคาเป้าหมาย 76 บาท  FSSIA ยกให้เป็นหุ้นท็อปพิกในกลุ่มพลังงานหมุนเวียนจากมุมมองผลกำไรที่แข็งแกร่งของการเติบโตแบบ new S-curve จากโครงการใหม่ที่จะเริ่มรับรู้ในไตรมาสที่สามนี้ ทั้งนี้ทางฝ่ายวิเคราะห์คงมุมมองเป็นบวกต่อ EA และคาดว่าจะมีการปรับราคาเป้าหมายก่อนการประกาศผลการดำเนินงานในไตรมาส 3/2564 และไตรมาส 4/2564

บริษัท เอสซีจี แพคเกจจิ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ SCGP ราคาเป้าหมาย 82 บาท FSSIA เชื่อว่าการเติบโตของกำลังการผลิต และการดำเนินงานเชิงบูรณาการจะแข็งแกร่งขึ้นอย่างต่อเนื่องในปี 2564-2566 และทางบริษัทจะยังได้รับผลประโยชน์จากการลงทุนที่มีการเข้าไปซื้อธุรกิจไว้ ซึ่งรวมถึงการเข้าถือหุ้น 20% ใน Visy รวมถึงการขยายกำลังการผลิตในแบบ Organic ในตลาดภูมิภาค ASEAN และยุโรป

ทั้งนี้พัฒนาการด้านการดำเนินงานอย่างมีประสิทธิภาพจะช่วยเสริม EBITDA margin อย่างต่อเนื่องจากระดับ 18-20% เมื่อปี 2563 ถึงครึ่งปีแรกปี 2564 และ EBITDA margin ของสายธุรกิจบรรุภัณฑ์ไฟเบอร์จะได้ EBITDA margin ที่สูงขึ้นจากธุรกิจบรรจุภัณฑ์แบบบูรณาการ รวมถึง Visy มาช่วย

บริษัท สตาร์ ปิโตรเลียม รีไฟน์นิ่ง จำกัด (มหาชน) หรือ SPRC ราคาเป้าหมาย 11 บาท  FSSIA มองว่ากลุ่มโรงกลั่นมีความน่าสนใจที่สุดในเรื่องของการลงทุนที่มีความเสี่ยง แต่มีผลตอบแทนสูงจากธุรกิจปิโตรเคมี และธุรกิจต้นน้ำอย่างน้ำมัน และก๊าซ บนพื้นฐาน 1) มูลค่าที่ต่ำกว่า 1x NTM P/BV เมื่อเทียบกับคาดการณ์ ROE ที่จะเพิ่มขึ้นในปี 2565 2) ตลาดคาด GRM จะปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่องจากความต้องการนํ้ามันอากาศยาน และดีเซลที่สูงขึ้นขณะที่ค่าพรีเมี่ยมของน้ำมันดิบปรับตัวลดลง

บริษัท อกริเพียว โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) หรือ APURE ราคาเป้าหมาย 12 บาท FSSIA มองว่ามี 3 ปัจจัยที่จะสนับสนุนให้กำไรของ APURE บริษัทชั้นนำด้านการผลิตและส่งออกข้าวโพดหวาน สามารถเติบโตที่ประมาณ 29.40% ต่อปี ระหว่างปี 2563 – 2566 ได้แก่ (1) คำสั่งซื้อจากกลุ่มลูกค้าใหม่ที่สหรัฐฯอย่าง Walmart ที่จะช่วยดันยอดขายเพิ่มขึ้นกว่าสองเท่า (2) การขยายธุรกิจไปตลาดยุโรป และ (3) กลุ่มผลิตภัณฑ์ประเภทบรรจุภัณฑ์ถุงที่วางขายที่ญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ นอกจากนี้ยังมีปัจจัยจากการเติบโตของรายได้ที่คาดการณ์ไว้ว่าจะสอดคล้องกับการขยายอัตรากำไรขั้นต้น อันเป็นผลมาจากอัตราการผลิตที่สูงขึ้น ประสิทธิภาพในการบริหารจัดการต้นทุน และโรงงานผลิตกระป๋องแห่งใหม่

บริษัท อินโดรามา เวนเจอร์ส จำกัด (มหาชน)  หรือ IVL  ราคาเป้าหมาย 57 บาท FSSIA มองว่าในรอบวัฎจักรการเติบโตที่สาม (2562-2566) ของ IVL คาดว่า EBITDA จะเติบโตขึ้นจาก 1.2 พันล้านดอลลาร์ ในปี 2562-2563 เป็น 2.7 พันล้านดอลลาร์ ในปี 2566 ผลักดันโดยกลุ่มธุรกิจ IOD ที่มีสองปัจจัยสำคัญคือการเข้าถือครองใน Huntsman และ Oxiteno ที่จะช่วยหนุนเงินทุนสำหรับดีล M&A

จากความสำเสร็จของสองรอบวัฎจักรแรกคือธุรกิจ PTA และ HVA FSSIA มองว่า รอบวัฎจักรการเติบโตที่สามของธุรกิจ IOD กำลังใกล้เข้ามา โดยมี Oxiteno ที่มีกำลังการผลิต 4.1mtpa IOD เพื่อเสริมผลิตภัณฑ์ต้นน้ำ และปลายน้ำ

บริษัท ศรีนานาพร มาร์เก็ตติ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ SNNP ราคาเป้าหมาย 15 บาท  FSSIA เชื่อว่าธุรกิจของ SNNP น่าจะมีความคงทนต่อช่วงโควิดมากกว่าธุรกิจอื่นในกลุ่มเดียวกัน นอกจากนั้น SNNP จะยังได้รับประโยชน์จากการเปิดเมืองและกลุ่มท่องเที่ยว แต่ยังมีความเสี่ยงต่ออัพไซด์จากธุรกิจกัญชงอยู่ อย่างไรก็ตาม ราคาหุ้นน่าสนใจโดยซื้อขายอยู่ที่มูลค่า 24 เท่าของ P/E 2565 ซึ่งน้อยกว่ากลุ่มเฉลี่ยที่ 32 เท่า

บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด(มหาชน) หรือ SCC ราคาเป้าหมาย 520 บาท โดย FSSIA มองว่า EBITDA และกำไรของ SCC นั้นเพิ่มขึ้นอย่างมากในครึ่งปีแรก สนับสนุนโดยผลประกอบการของทุกสายธุรกิจในเครือ โดยเฉพาะธุรกิจเคมีภัณฑ์ และบรรจุภัณฑ์ด้าน EBITDA และกำไรที่เติบโตในธุรกิจซิเมนต์ และผลิตภัณฑ์ก่อสร้างนั้นมาจากกำไรที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยะสำคัญจากกลุ่มเซรามิก ที่มีอัตรากำไรขั้นต้น และดีมานด์สูงทั้งในไทยและต่างประเทศทั้งนี้มองว่ากำไรของ SCC นั้นจะไม่ใช่แค่เติบโตอย่างเดียว แต่ยังยั่งยืนมากกว่าเดิม จากหน่วยธุรกิจต่างๆ และกลยุทธ์ระยะยาวที่สามารถสร้างผลิตภัณฑ์ที่มีมาร์จิ้นสูง และความผันผวนต่ำได้ในแต่ละหน่วยธุรกิจ

บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน)  หรือ CPALL ราคาเป้าหมาย 76 บาท FSSIA มองว่าหลังจากที่กลุ่ม CP ประกาศปรับโครงสร้างด้วยการโอน Lotus มาไว้กับ MAKRO ทำให้ราคาหุ้นของ MAKRO ปรับตัวสูงขึ้น 24% ในขณะที่ราคาหุ้น CPALL ลดลง 4% ซึ่งทาง FSSIA มองว่าเป็นโอกาสที่ดีในการเข้าซื้อหุ้นเนื่องจากดีลนี้น่าจะเป็นประโยชน์ต่อ CPALL ทั้งในระยะสั้น และระยะยาว

Back to top button