เรื่องเล็กๆแต่ให้ผลยิ่งใหญ่ได้


พลวัตปี 2019 : ฐปนี แก้วแดง (แทน)

ได้ฟังข่าววิทยุเมื่อวานนี้ว่า แนวโน้มเศรษฐกิจไทยในปีหน้าไม่สู้จะดีและโทนออกมาในทำนองว่าปีนี้ว่าแย่แล้ว ปีหน้าอาจจะแย่ยิ่งกว่า ถ้าอย่างนั้นเราควรจะเตรียมรับมือกันอย่างไรดี

สิ่งหนึ่งที่ทุกคนและทุกองค์กรสามารถเตรียมตัวรับมือกับความตกต่ำทางเศรษฐกิจได้ทันทีเลยก็คือการรัดเข็มขัดกันแต่เนิ่น ๆ ความพยายามในการลดค่าใช้จ่ายหรือลดต้นทุนมักเป็นมาตรการแรก ๆ ที่ทุกองค์กรจะต้องทำเมื่อมองแล้วว่าแนวโน้มไม่น่าจะสดใส แต่ทุกอย่างต้องทำบนความพอดี ต้องไม่ส่งผลกระทบต่อการดำเนินงาน พนักงาน และราคาหุ้นมากเกินไป

มีรายงานจากบลูมเบิร์กที่แสดงให้เห็นถึงการประหยัดต้นทุนของธนาคาร “พีที แบงก์ เซ็นทรัล เอเชีย” (BCA) ในอินโดนีเซียที่เห็นพาดหัวข่าวแล้วต้องกดเข้าไปอ่านเพราะว่าเขาประหยัดถึงขนาดจำกัดปริมาณน้ำดื่มของพนักงาน

แวบแรกที่เห็นข่าวนี้ นึกว่าธนาคารแห่งนี้คงใกล้ถังแตกเต็มที แต่กลับไม่เป็นเช่นนั้น   แถมยังเป็นธนาคารที่มีราคาแพงสุดในโลก

การประหยัดปริมาณน้ำดื่มเริ่มมาจาก อาร์มานด์ วาห์ยูดี ฮาโตโน รองประธานกรรมการของธนาคารสังเกตเห็นว่า พนักงานชอบเหลือน้ำไว้ครึ่งแก้วหลังจากเลิกงาน ในวันรุ่งขึ้นเขาจึงจำกัดปริมาณน้ำดื่มในสำนักงานใหญ่ของธนาคาร

การควบคุมต้นทุนที่ละเอียดยิบย่อยเช่นนี้เป็นเพียงแค่ตัวอย่างของวิธีการที่ธนาคารได้จัดการเพื่อลดค่าใช้จ่ายและเพิ่มประสิทธิภาพ แต่ยังสามารถดึงดูดนักลงทุนไปพร้อม ๆ กันได้

นับตั้งแต่ธนาคารได้นำหุ้นเข้าจดทะเบียนในตลาดเมื่อปี พ.ศ. 2543 ราคาหุ้นก็ได้ปรับตัวขึ้นทุกปียกเว้นเพียงปีเดียวคือปี 2551 เมื่อเกิดวิกฤติการเงินทั่วโลก

ในขณะนี้ BCA เป็นธนาคารหนึ่งที่มีมูลค่าแพงที่สุดในโลกโดยมีการประเมินมูลค่า  กว่า 50,000 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 1,550,000 ล้านบาท แต่ถึงกระนั้นก็ตาม นักลงทุนยังเต็มใจที่จะซื้อหุ้น

เหตุผลหนึ่งที่นักลงทุนรายใหญ่อย่างอเบอร์ดีน สแตนดาร์ด อินเวสเมนต์ อินโดนีเซีย ยินดีถือหุ้น BCA กว่า 170 ล้านหุ้นก็เพราะมองว่า การประเมินมูลค่าสูงเป็นการรับประกันว่าบริษัทกำลังมีการป้องกันที่ดีโดยเฉพาะอย่างยิ่งในยามที่มีความผันผวนไม่แน่นอน และที่สำคัญที่สุดคือมีขีดความสามารถในการบริหารที่แข็งแกร่งและมีประวัติที่ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้ว

BCA ได้ประโยชน์จากการเติบโตของชนชั้นกลางในอินโดนีเซีย ซึ่งเป็นเศรษฐกิจใหญ่สุดของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีการคาดการณ์ว่าอินโดนีเซียซึ่งมีประชากรมากกว่า 260 ล้านคนจะขยายตัวในอัตราที่เร็วที่สุดในรอบ 7 ปี ในปี 2563 แม้ว่าแนวโน้มการเติบโตในต่างประเทศไม่ดี

BCA ยังได้ประโยชน์จากการผลักดันเพื่อส่งเสริมอุตสาหกรรมธนาคารจนทำให้มีเงินหมุนเวียนผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์เกือบสามเท่านับตั้งแต่ประธานาธิบดีโจโค วิโดโด สั่งการเมื่อปี 2550 ให้ใช้ อี-เพย์เมนต์ในการชำระค่าทางด่วน

อย่างไรก็ดี กลยุทธ์สำคัญของ BCA คือเน้นการควบคุมต้นทุน นอกจากจะจำกัดน้ำแล้ว ยังได้กำหนดโควตาสำหรับพนักงานทุกคน แม้แต่พนักงานระดับอาวุโส และการใช้ห้องประชุม ประชุมก็ไม่ได้ให้ใช้กันฟรี ๆ แผนกไหนจะใช้ต้องจ่ายค่าห้อง

จากการรวบรวมข้อมูลของบลูมเบิร์ก BCA มีอัตราส่วนค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน 63% ซึ่งถือว่าต่ำที่สุดในบรรดาธนาคารรายใหญ่ที่จดทะเบียนในตลาดอินโดนีเซีย นอกจากนี้ยังเป็นธนาคารที่มีอัตรากำไรขั้นต้นในการดำเนินงานที่มากที่สุดของโลกแห่งหนึ่ง และกำไรได้เพิ่มขึ้นมากกว่า 10% เกือบทุกปีในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา โดยยกเว้นเพียงสองปีเท่านั้น

ราคาหุ้น BCA ได้ปรับตัวขึ้น 19% ในปีนี้ มูลค่าตลาดเพิ่มขึ้น 9,000 ล้านดอลลาร์ และด้วยมูลค่าตลาดที่ 54,000 ล้านดอลลาร์ทำให้กลายเป็นธนาคารใหญ่สุดในดัชนีกลุ่มการเงินของตลาดหลักทรัพย์จาการ์ตา และในขณะนี้ราคาหุ้นมีการซื้อขายที่ 4.8 เท่าของมูลค่าตามบัญชี ซึ่งมากที่สุดในบรรดาธนาคารใหญ่ระดับโลก

กว่าจะมาถึงวันนี้ได้ BCA ได้ผ่านร้อนผ่านหนาวมามาก ซูโดโน ซาลิม ได้ก่อตั้งธนาคารเมื่อปี 2498 แต่หลังจากที่รัฐบาลอินโดนีเซียได้เข้ามาช่วยเหลือในช่วงที่เกิดวิกฤติการเงินเอเชียปี 2540 ลิมก็ไม่ได้เป็นเจ้าของธนาคารอีกต่อไป ในเวลาต่อมารัฐบาลอินโดนีเซียได้ขายหุ้นใหญ่ให้กับ โรเบิร์ต บูดี ฮาร์โตโน และไมเคิล บัมบัง ฮาร์โตโน จนได้พี่น้องคู่นี้กลายเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่สุดของธนาคาร

แม้นักวิเคราะห์บางคนมองว่าราคาหุ้น BCA แพงแล้วในขณะนี้แต่ก็มีนักวิเคราะห์อีกส่วนหนึ่งที่มองว่ายากจะมองข้ามธนาคารที่มีราคาหุ้นดีมานานกว่าสองทศวรรษ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยามที่มีความกังวลเกี่ยวกับสงครามการค้าจีนและสหรัฐฯ และแนวโน้มการเติบโตที่ลดลง กำลังส่งผลกระทบต่อตลาดหุ้นโดยรวม และที่สำคัญแม้ราคาหุ้นสูงแต่นักลงทุนยังสามารถนอนหลับได้ดีเมื่อถือหุ้นตัวนี้

ที่ร่ายมายาวขนาดนี้ ไม่ได้หวังจะโปรโมตธนาคารแต่อย่างใด เพียงแต่อยากจะชี้ให้เห็นว่า ไม่ว่าแนวโน้มเศรษฐกิจจะเลวร้ายเพียงไร ถ้าเตรียมตัวดี และไม่มองข้ามแม้แต่เรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ ก็น่าจะฝ่าฟันอุปสรรคที่ถาโถมเข้ามาได้

บริษัทไหนที่กำลังขาดทุนหรือขาดทุนซ้ำซาก น่าจะลองประหยัดต้นทุนแบบ BCA ดูสถานการณ์อาจจะดีขึ้นได้ไม่มากก็น้อย หรือใครที่มีหนี้บานเบอะ ลองทบทวนดูสักนิดว่าจะลดทอนรายจ่ายอะไรได้บ้างเพื่อให้สุขภาพการเงินดีขึ้น … การประหยัดในเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ อาจจะมีผลต่อเงินในกระเป๋าได้มากโขอยู่

Back to top button