3 หุ้นนิคมฯ Q4 ฟื้น! ลุ้นปีนี้กำไรดี


เส้นทางนักลงทุน

ถึงแม้ว่าสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 จะส่งผลกระทบต่อยอดขายที่ดินอุตสาหกรรมในประเทศไทย เนื่องมาจากมาตรการจำกัดการเดินทางชั่วคราว แต่ความต้องการที่ดินในนิคมอุตสาหกรรมของกลุ่มลูกค้ายังคงมีอยู่ต่อเนื่อง ในโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจของไทยที่สามารถดึงดูดผู้ประกอบการจากทั่วโลกให้เข้ามาลงทุน

สำหรับช่วงครึ่งแรกของปี 2563 เกิดการสะดุดชั่วคราวในกลุ่มนิคมอุตสาหกรรม เมื่อเกิดการแพร่ระบาดของโควิด-19 ทำให้ทางรัฐบาลได้มีการประกาศล็อกดาวน์ประเทศ แล้วทำให้การเข้ามาลงทุนของชาวต่างชาติต้องหยุดชะงักลงแล้วเลื่อนออกไป โดยเฉพาะกลุ่มธุรกิจที่อยู่ในโครงการระเบียงเขตเศรษฐกิจภาคตะวันออก (EEC)

จนทำให้ไม่สามารถโอนที่ดิน หรือการลงทุนต่าง ๆ เกิดขึ้นได้ในช่วงครึ่งแรก ทั้งที่มีการตกลงกันแล้ว แต่เหลือการเซ็นสัญญากัน ดังนั้นต้องรอการกลับมาในปี 2564 หลังจากทุกอย่างกับมาปกติเพราะมีวัคซีนป้องกันแล้ว

อย่างไรก็ตาม ในช่วงครึ่งปีหลัง ภายหลังจากที่สถานการณ์เริ่มคลี่คลายได้บ้าง ก็เริ่มทำให้ธุรกิจในนิคมอุตสาหกรรมเริ่มกลับมาดีขึ้นเรื่อย ๆ โดยเฉพาะในช่วงไตรมาส 4 แต่ไม่ได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่ก็ดีกว่าครึ่งปีแรก

เห็นได้จากผลการดำเนินงานของหุ้นนิคมอุตสาหกรรมเริ่มมีการฟื้นตัวขึ้น โดยมี 3 หุ้น ดังนี้ บริษัท ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ WHA, บริษัท อมตะ คอร์ปอเรชัน จำกัด (มหาชน) หรือ AMATA, บริษัท สวนอุตสาหกรรมโรจนะ จำกัด (มหาชน) หรือ ROJNA

ทั้งนี้ ผลการดำเนินงานในช่วงไตรมาส 4 ฟื้นตัวขึ้นทั้งสามบริษัทชัดเจน!!

บริษัท ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ WHA ผลการดำเนินงานไตรมาส 4/2563 บริษัทมีรายได้รวมและส่วนแบ่งกำไร และกำไรสุทธิทั้งสิ้น 4,550.7 ล้านบาท และ 1,453.9 ล้านบาท ตามลำดับ โดยเป็นรายได้รวมและส่วนแบ่งกำไรปกติ และกำไรสุทธิปกติทั้งสิ้น 4,482.6 ล้านบาท และ 1,387.3 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 178.6% และ 214.8% จากไตรมาสก่อน และ 5.4% และ 14.4% เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปี 2562

สำหรับผลการดำเนินงานปี 2563 บริษัทมีรายได้รวมและส่วนแบ่งกำไรทั้งสิ้น 9,406.6 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 2,523.7 ล้านบาท โดยหากพิจารณาถึงผลประกอบการปกติ บริษัทมีรายได้รวมและส่วนแบ่งกำไรปกติ 9,376.0 ล้านบาท และกำไรปกติ 2,542.6 ล้านบาท ลดลง 14.0% และ 8.1% จากปีที่แล้ว

สะท้อนผลการดำเนินงานที่แข็งแกร่งจากแพลตฟอร์ม 4 กลุ่มธุรกิจ แม้ว่าการโอนที่ดินบางส่วนถูกเลื่อนออกไปจากสถานการณ์โควิด-19 และมาตรการจำกัดการเดินทางในปีที่แล้ว รวมถึงการรับรู้ส่วนแบ่งกำไรจากโรงไฟฟ้า Gheco-One ที่ลดลง และค่าเสื่อมราคาที่เพิ่มขึ้นจากการลงทุนโครงการสาธารณูปโภคของบริษัทในกลุ่ม

บริษัท อมตะ คอร์ปอเรชัน จำกัด (มหาชน) หรือ AMATA ผลการดำเนินงานไตรมาส 4/2563 บริษัทมีกำไรสุทธิอยู่ที่ 397 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 58% จากงวดเดียวกันของปีก่อน และเพิ่มขึ้น 47% จากไตรมาสก่อน โดยหากหักขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนในผลการดำเนินงานเวียดนามที่ 84 ล้านบาท (ไตรมาส 4/2562 ขาดทุน 55 ล้านบาท และไตรมาส 3/2563 กำไร 47 ล้านบาท)

ส่วนกำไรจากการขายอสังหาริมทรัพย์เพื่อการลงทุน 29 ล้านบาท (ไตรมาส 4/2562 ที่ 76 ล้านบาท) และกำไรจากการขายเงินลงทุน 18 ล้านบาท จะทำให้กำไรปกติไตรมาส 4/2563 ที่ 434 ล้านบาท (เพิ่มขึ้น 89% จากงวดเดียวกันของปีก่อน, และเพิ่มขึ้น 95% จากไตรมาสก่อน) สูงกว่าตลาดและนักวิเคราะห์คาด จาก Gross profit margin (GPM) ธุรกิจนิคมฯ ที่ 66% และส่วนแบ่งกำไรธุรกิจไฟฟ้าที่สูงกว่าคาด

โดยกำไรปกติเพิ่มขึ้นจากงวดเดียวกันของปีก่อน จาก 1) ส่วนแบ่งกำไรธุรกิจไฟฟ้าปรับตัวเพิ่มขึ้น 69% จากงวดเดียวกันของปีก่อน จากกำไรอัตราแลกเปลี่ยนที่สูงขึ้น และ 2) ค่าใช้จ่ายดำเนินงานปรับตัวลดลง 36% จากงวดเดียวกันของปีก่อน ตามจำนวนยอด transfer ที่ลดลง (transfer ไตรมาส 4/2563 ที่ 76 ไร่, และไตรมาส 4/2562 ที่ 159 ไร่)

ในขณะที่กำไรปกติเพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อน จากรายได้จากการขายที่ดินเพิ่มขึ้น 51% จากไตรมาสก่อน ตามยอด transfer ที่เพิ่มขึ้น (ไตรมาส 3/2563 ที่ 70 ไร่) และราคาขายที่ดินเฉลี่ยปรับตัวเพิ่มขึ้นเป็น 5.9 ล้านบาท/ไร่ (ไตรมาส 3/2563 ที่ 4.2 ล้านบาท/ไร่) จากสัดส่วนยอด transfer นิคมฯ ชลบุรีที่ราคาขายที่สูงกว่า

บริษัท สวนอุตสาหกรรมโรจนะ จำกัด (มหาชน) หรือ ROJNA รายงานกำไรสุทธิไตรมาส 4/2563 อยู่ที่ 726.90 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 677.68% จากไตรมาสก่อน และเพิ่มขึ้น 350.09% จากงวดเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากรายได้จากทั้งในส่วนการโอนนิคมฯ และไฟฟ้ากระเตื้องดีขึ้น อีกทั้งอัตรากำไรขั้นต้นมีค่าเฉลี่ยที่สูง รวมทั้งการบริหารค่าใช้จ่ายได้อย่างมีประสิทธิภาพ อีกทั้งมีกำไรจากเงินลงทุนและอัตราแลกเปลี่ยนสูง เนื่องจากราคาหุ้น GULF ที่ปรับตัวดีขึ้น และเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นมากในระหว่างไตรมาส

นอกเหนือจากผลการดำเนินงานไตรมาส 4/2563 ทั้งสามบริษัทมีการฟื้นตัวขึ้นแล้ว ยังคงมีการประเมินว่าแนวโน้มในปี 2564 จะมีการฟื้นตัวต่อ เพราะเชื่อว่าจะมีการโอนที่ดินและมีการลงทุนกันมากขึ้นหลังทุกอย่างกลับมาปกติ

สำหรับแนวโน้มในปี 2564 ของทาง บริษัท ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ WHA บริษัทตั้งเป้าหมายเพิ่มจำนวนพื้นที่จากการทำสัญญาใหม่และ/หรือการพัฒนาโครงการใหม่รวม 175,000 ตารางเมตร และสัญญาให้เช่าระยะสั้นที่สร้างผลตอบแทนสูงอีกกว่า 50,000 ตารางเมตร

นอกจากนี้ บริษัทยังเล็งเห็นโอกาสการเติบโตทางธุรกิจโลจิสติกส์ในต่างประเทศ โดยเฉพาะประเทศเวียดนามที่มีการเติบโตของเศรษฐกิจอย่างมีนัยสำคัญ รวมถึงบริษัทได้ตั้งเป้าหมายการขายทรัพย์สิน และ/หรือสิทธิการเช่าทรัพย์สินให้กับกองทรัสต์เพิ่มเติมในไตรมาส 4 ของปีนี้

ธุรกิจนิคมอุตสาหกรรม บริษัทรับรู้รายได้รวม 1,883.9 ล้านบาท ชะลอตัวลงเมื่อเทียบกับปีก่อนเนื่องจากการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินและการขายที่ดินใหม่ที่ถูกเลื่อนออกไปจากมาตรการจำกัดการเดินทาง อย่างไรก็ตาม ในปีที่ผ่านมาบริษัทมีรายได้ค่าสิทธิการผ่านทางเข้ามาหนุน จำนวน 396.9 ล้านบาท รวมถึงรายได้จากการจำหน่ายอาคารโรงงานและคลังสินค้าสำเร็จรูปให้แก่กองทรัสต์ HREIT มูลค่ารวมกว่า 1,300 ล้านบาท

สำหรับนิคมอุตสาหกรรมในประเทศ บริษัทมีการพัฒนาและขยายนิคมใหม่อย่างต่อเนื่อง โดยนิคมอุตสาหกรรมแห่งที่ 11 ในประเทศของบริษัท ได้แก่ นิคมอุตสาหกรรมระยอง 36 ตั้งอยู่ในพื้นที่ EEC มีขนาดพื้นที่โครงการรวม 1,280 ไร่ พร้อมเปิดให้บริการแก่นักลงทุนที่สนใจเรียบร้อยแล้ว รวมถึงปัจจุบันบริษัทมีแผนพัฒนาพื้นที่เพิ่มเติมภายในนิคมอุตสาหกรรมอีก 3 แห่ง ประกอบด้วย (1) นิคมอุตสาหกรรม ดับบลิวเอชเอ อีสเทิร์นซีบอร์ด 4 (2) นิคมอุตสาหกรรมดับบลิวเอชเอ อินดัสเตรียล เอสเตท ระยอง และ (3) เขตประกอบการอุตสาหกรรมดับบลิวเอชเอ สระบุรี 2 ด้านธุรกิจนิคมอุตสาหกรรมในประเทศเวียดนาม เขตอุตสาหกรรมดับบลิวเอชเอ อินดัสเตรียล โซน 1 เหงะอาน ได้รับการตอบรับจากนักลงทุนเป็นอย่างดีด้วยยอดขายในปี 2563 เกินกว่าเป้าหมายที่วางไว้ บริษัทจึงเร่งสานต่องานก่อสร้างในพื้นที่เฟส 1B ส่วนที่เหลือจำนวน 2,100 ไร่ พร้อมขยายการก่อสร้างในเฟส 2 และเฟส 3 คิดเป็นพื้นที่เพิ่มเติมอีก 4,700 ไร่ นอกจากนี้ ปลายปีที่ผ่านมาบริษัทได้ลงนามความร่วมมือกับรัฐบาลท้องถิ่นประจำจังหวัดทัญฮว้า (Thanh Hoa) เพื่อพัฒนาเขตอุตสาหกรรม 2 แห่ง

ประกอบด้วย (1) โครงการ WHA Smart Technology Industrial Zone-Thanh Hoa และ (2) โครงการ WHA Northern Industrial Zone-Thanh Hoa พื้นที่รวมเกือบ 7,500 ไร่ นับเป็นความสำเร็จก้าวสำคัญในการขยายธุรกิจไปยังต่างประเทศของบริษัท

ส่วนทาง “บลูมเบิร์กคอนเซนซัส” ประเมินผลการดำเนินงานในปี 2564 ของ WHA คาดว่าจะสามารถทำกำไรสุทธิราว 2,435 ล้านบาท

เช่นเดียวกับ บริษัท อมตะ คอร์ปอเรชัน จำกัด (มหาชน) หรือ AMATA มีการปรับประมาณการกำไรปกติปี 2564 เพิ่มขึ้น 7% ทำให้กำไรปกติมาอยู่ที่ 1.37 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 28% จากงวดเดียวกันของปีก่อน โดยคาดว่าได้รับแรงหนุนจากการปรับ 1) เพิ่มราคาขายที่ดินเฉลี่ยเป็น 4.8 ล้านบาท/ไร่ จากเดิม 4.5 ล้านบาท/ไร่ ทำให้ 2) อัตรากำไรขั้นต้น (GPM) เพิ่มขึ้นเป็น 53% จากเดิมที่ 49% ในขณะที่ยังคงประมาณการยอด transfer ที่ 360 ไร่ หนุนโดย Backlog ปี 2563 ที่ 1.8 พันล้านบาท (คาดประมาณ 337 ไร่) และยอด presale ที่จะกลับมาดีขึ้นที่ 600 ไร่ จากการเดินทางระหว่างประเทศที่จะกลับมาดีขึ้น โดยเฉพาะครึ่งหลังของปี 2564

ส่วนทาง “บลูมเบิร์กคอนเซนซัส” ประเมินผลการดำเนินงานในปี 2564 ของ AMATA คาดว่าจะสามารถทำกำไรสุทธิราว 1,016 ล้านบาท

เหมือนกับ บริษัท สวนอุตสาหกรรมโรจนะ จำกัด (มหาชน) หรือ ROJNA มีการปรับประมาณการให้ดีขึ้นในปี 2564 ปรับกำไรหลักเพิ่มขึ้นในอัตรา 45% เชื่อว่าสถานการณ์การโอนที่ดินนิคมฯ จะสูงขึ้นมากกว่าที่คาดไว้ รายการที่ปรับให้มากขึ้น โดยหลักคือ รายได้จากนิคมฯ และสัดส่วนค่าใช้จ่ายขาย-บริหารเทียบกับรายได้ รวมทั้งดอกเบี้ยจ่ายนั้นปรับให้ลดลง

พร้อมกับยังมียอดขายรอโอน (Backlog) อยู่ที่ประมาณ 670 ไร่ ช่วยสนับสนุนรายได้จากการโอนนิคมฯ ในช่วง 2 ปีข้างหน้านี้ได้ ซึ่งปกติจะมีการโอนเป็นรายได้ราว 1 พันล้านบาทต่อปี

นอกจากนี้ บริษัทเตรียมความพร้อมเมื่อไทยเปิดประเทศ ปัจจุบันบริษัทมีพื้นที่พร้อมขายจำนวนประมาณ 3,300 ไร่ และมีพื้นที่รอการพัฒนาอีกจำนวน 6,900 ไร่ ทั้งนี้ สัดส่วนที่ดินดังกล่าวจำนวนราว ๆ 60% อยู่ในเขตจังหวัดชลบุรีและระยอง ซึ่งเป็น 2 จังหวัดที่อยู่ในเขตพื้นที่ชายฝั่งทะเลภาคตะวันออกของไทย ถือเป็นเขตระเบียงเศรษฐกิจ (EEC) และส่วนที่เหลือส่วนใหญ่อยู่ที่ จ.อยุธยา ก็คาดว่าจะทำให้ยอดขายกระเตื้องดีขึ้นมาก เมื่อเริ่มมีการฉีดวัคซีน และไทยเปิดให้นักลงทุนต่างชาติเข้ามา

ส่วนทาง “บลูมเบิร์กคอนเซนซัส” ประเมินผลการดำเนินงานในปี 2564 ของ ROJNA คาดว่าจะสามารถทำกำไรสุทธิราว 376 ล้านบาท

ท้ายสุดหากสถานการณ์กลับมาปกติเชื่อว่าจะได้เห็นผลการดำเนินงานของ WHA, AMATA, ROJNA จะกลับมาทำกำไรได้อย่างแข็งแกร่งในปี 2564

Back to top button