พาราสาวะถีอรชุน

วันวานบอกตัวเลขของเสียงถอดถอนว่าน่าจะอยู่ที่ 140 บวกลบ แต่แค่ข้ามวันตัวเลขขยับไหลขึ้นไปถึงหลัก 200 เสียงแล้ว ถือเป็นโหมประโคมข่าวเกทับบลัฟกันอุตลุด เป็นการข่าวเพื่อทำให้เห็นว่า อานุภาพของการทำลายระบอบทักษิณนั้นไม่ธรรมดา แต่อีกด้านก็เหมือนเป็นกระจกบานใหญ่ให้ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้ส่องดูสถานะอำนาจของตัวเอง

วันวานบอกตัวเลขของเสียงถอดถอนว่าน่าจะอยู่ที่ 140 บวกลบ แต่แค่ข้ามวันตัวเลขขยับไหลขึ้นไปถึงหลัก 200 เสียงแล้ว ถือเป็นโหมประโคมข่าวเกทับบลัฟกันอุตลุด เป็นการข่าวเพื่อทำให้เห็นว่า อานุภาพของการทำลายระบอบทักษิณนั้นไม่ธรรมดา แต่อีกด้านก็เหมือนเป็นกระจกบานใหญ่ให้ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้ส่องดูสถานะอำนาจของตัวเอง

หากมี”คำสั่ง”ไปแล้วว่าเสียงจะต้องออกมาเพื่อไม่ให้ดูน่าเกลียด แต่เหตุใดจึงมีความพยายามปั่นกระแสให้ตัวเลขโดดมากไปถึงขนาดนั้นและยิ่งถ้าเป็นจริงจึงยิ่งต้องรีบทบทวน เพราะมีเสียงสะท้อนกลับมาว่า ความจริงอารมณ์โกรธพร้อมคำพูด”จะเป็นนายกฯไปทำไมวะ” ความนัยที่แท้จริงแล้วอาจไม่ใช่แค่การตวาดด่านักข่าวเท่านั้น

แต่อาจเป็นภาวะความกดดันในเรื่องการใช้อำนาจของบิ๊กตู่เอง ที่ระยะหลังจะพบว่า คนที่แต่งตั้งมากับมือเริ่มไม่เชื่อฟัง เสมือนว่ามีอีกอำนาจหนึ่งที่คอยบัญชาการคนเหล่านั้น อาจเรียกได้ว่าเป็นอำนาจอีแอบที่แสบสันกว่า เพราะสามารถสั่งการให้ทำงานแบบทะลุทะลวง เป้าหมายคือบดขยี้ระบอบทักษิณให้สิ้นซาก แบบไม่ต้องเกรงใจว่าคนยึดอำนาจจะคิดอย่างไร

ดังนั้น เมื่ออ่านใจของบิ๊กตู่หากเกิดภาวะลักลอบใช้อำนาจผิดวัตถุประสงค์คสช.โดยมือที่มองไม่เห็น ก็น่าเห็นใจอยู่ไม่น้อย เนื่องจากการรัฐประหารรอบนี้เดิมพันสูงยิ่ง สิ่งเดียวที่ประชาชนไว้วางใจหัวหน้าคสช.คือ สามารถยุติความขัดแย้งของขั้วความคิดที่แตกต่างลงได้จนไร้แรงกระเพื่อม แต่หากยังมีพวกที่จงเกลียดจงชังมุ่งหวังประหัตประหารคนบางพวกอย่างเอาเป็นเอาตาย แผลแตกแยกที่กำลังจะปิดกลับจะขยายกว้างขึ้นจนยากที่จะเยียวยา

เมื่อเป็นเช่นนั้น ก็พาลทำให้คิดถึงคำชมของใครบางคนที่มีต่อบิ๊กตู่ พร้อมลูกคู่อีกหลายรายที่ยกหางต้องการให้อยู่ในตำแหน่งแบบลากยาว ทั้งๆที่ประกาศคำสัญญาไว้แล้วว่าจะคืนความสุขแบบเป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ตามโรดแมปที่วางไว้ หากสถานการณ์เป็นเช่นนี้ก็เท่ากับปิดประตูตายเรื่องปรองดองไปได้เลย

แม้ว่าหากยึดตามอำนาจที่มีในฐานะองค์รัฎฐาธิปัตย์บวกเข้ากับกฎหมายพิเศษที่สามารถงัดมาใช้ควบคุมสถานการณ์หากส่อแววว่าจะเป็นภัยต่อความมั่นคง เหล่านี้จะใช้ได้ก็ต่อเมื่อคนส่วนใหญ่หรือทั้งหมดของประเทศเห็นว่าเป็นกลไกที่นำไปสู่ความสงบสุขและเป็นธรรมของบ้านเมืองเท่านั้น แต่เมื่อยังมีพฤติกรรมสองมาตรฐาน ไร้ความยุติธรรม ก็ไม่จำเป็นที่จะต้องอยู่ภายใต้กฎหมายใดๆอีกต่อไป

อย่างไรก็ตาม เชื่อได้เลยว่า ผลจากการถอดถอนแม้ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร จะถูกเล่นงานจนเป็นผลให้ต้องเว้นวรรคทางการเมือง แต่แนวร่วมที่ให้การสนับสนุนอย่างคนเสื้อแดงจะยังไม่ออกมาเคลื่อนไหวใดๆ นั่นเป็นเพราะสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องซึ่งประเมินกันไว้ก่อนหน้า มันต้องเป็นเช่นนี้อยู่แล้ว จึงไม่มีเหตุผลใดที่จะต้องก่อม็อบให้เจ็บตัวฟรีๆ

มากไปกว่านั้น สิ่งที่มองกันในมุมของฝ่ายสนับสนุน ทักษิณ ชินวัตร ที่ไม่ได้หลงจนหัวปักหัวปำ คนกลุ่มนี้ออกจะสมน้ำหน้าเสียด้วยซ้ำไป เพราะหากตัดอคติที่มีต่อตัวป.ป.ช.และกลุ่ม 40 ส.ว.ที่กระเหี้ยนกระหือรือในการถอดถอน ต้องยอมรับความเป็นจริงว่า โครงการรับจำนำข้าวนั้นส่วนหนึ่งมีการโกงเกิดขึ้นจริงและเป็นคนใกล้ตัวทักษิณ-ยิ่งลักษณ์ทั้งสิ้น

ดังนั้น หากจะบอกว่าถ้ายิ่งลักษณ์ต้องรับชะตากรรมในการถูกถอดถอน ก็ต้องบอกว่าเป็นการรับกรรมที่ไม่ได้ก่ออย่างแท้จริง เมื่อมองไปยังท่าทีของอดีตนายกฯหญิงที่เดินทางมาแถลงปิดคดีด้วยตัวเองแล้ว ไม่เห็นร่องรอยความวิตกกังวลใดๆ นั่นย่อมหมายความว่า เจ้าตัวพร้อมที่จะรับผลและอาจจะยินดีเสียด้วยซ้ำไปที่ไม่ต้องข้องแวะทางการเมืองไม่ว่าจะ 5 ปีหรือนานกว่านั้น

การลงมติถอดถอนยิ่งลักษณ์แล้วขายพ่วงยกพวงเอา สมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ และ นิคม ไวยรัชพานิช ติดร่างแหไปด้วย ก็เพียงแค่ทำให้กองแช่งระบอบทักษิณได้สะใจเท่านั้น แต่ยังไม่ใช่สิ่งการันตีว่าการรัฐประหารหนนี้ไม่เสียของ เนื่องจากต้องมองกันในระยะยาว ทั้งการปฏิรูปประเทศและการยกร่างรัฐธรรมนูญ บทสุดท้ายของสองเรื่องนี้ต่างหากคือตัวชี้วัดอารมณ์ของคนที่เฝ้าดูอยู่เวลานี้

ทว่า ที่คู่ขนานกันและน่าจะเป็นสิ่งที่รัฐบาลประยุทธ์ 1 ให้สำคัญและหนักใจเป็นอย่างยิ่งหนีไม่พ้นปัญหาเศรษฐกิจของประเทศ ย้ำมาโดยตลอดว่าในฐานะหัวหน้าคณะรัฐประหารที่ก้าวมาสวมหัวโขนนายกรัฐมนตรี มีโอกาสไปเจรจากับนานาชาติ คงสัมผัสรับรู้ปฏิกิริยาของผู้นำแต่ละประเทศได้เป็นอย่างดี ว่าเขาเหล่านั้นยินดีต้อนรับรัฐบาลทหารมากน้อยขนาดไหน

ถ้าตอบยากเพราะด้วยมารยาททางการทูตต้องรักษากิริยาอาการมองไม่ออก ก็ต้องหันไปมองปัจจัยที่ว่าด้วยเรื่องเศรษฐกิจที่เป็นเส้นเลือดใหญ่สำคัญของไทยอย่างการส่งออก ภาคเอกชนน่าจะให้คำตอบได้ดี สิ่งที่กำลังผจญอยู่เวลานี้เป็นเพราะปัจจัยทางเศรษฐกิจต่างประเทศยังไม่ฟื้นตัว การถูกตัดสิทธิจีเอสพีของอียูหรือเกิดการตอบโต้แอนตี้สินค้าของประเทศที่มีรัฐบาลจากการรัฐประหารกันแน่

เช่นเดียวกันกับเรื่องการท่องเที่ยว ถ้านับตัวเลขของต่างชาติที่เดินทางเข้ามาประเทศไทยในช่วงไฮซีซั่นแล้วจะเห็นการดิ่งลงที่น่าตกใจ ยังไม่นับรวมปัจจัยอื่นๆอีกที่ต้องเผชิญแน่ๆในห้วงระยะเวลาอันใกล้นี้คือ ภาวะภัยแล้ง ซึ่งนั่นจะเป็นปัจจัยชี้ขาดปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนที่ชัดเจนโดยเฉพาะกลุ่มเกษตรกร เมื่อถึงเวลานั้นกฎอัยการศึกก็ไม่น่าจะใช้ได้กับการมาควบคุมสกัดกั้นการชุมนุมของประชาชนที่อดอยากทุกข์ยาก

ส่วนปัจจัยที่รัฐบาลหวังใช้การจับจ่ายใช้สอยภายในประเทศเป็นตัวกระตุ้นคงลุ้นไม่ขึ้น เพราะประชาชนไร้อารมณ์จะควักกระเป๋า คงหวังได้จากการลงทุนขนาดใหญ่ แต่กว่าที่ความร่วมมือไทย-จีนในโครงการลงทุนระบบรางจะเริ่มก็ต้องรอไปถึงปลายปี ซึ่งยังไม่รู้ว่าเราจะได้เปรียบหรือขาดทุน แต่น่าจะเป็นอย่างหลังเสียมากกว่า

ถ้าเช่นนั้นคงต้องฝันกันต่อกับการเดินทางไปเยือนญี่ปุ่นของพลเอกประยุทธ์ในช่วงต้นเดือนหน้า แน่นอนว่าจะต้องพกเอาข้อแลกเปลี่ยนไปเสนอ เมื่อประเคนโครงการยักษ์ให้กับจีนไปแล้ว ก็ต้องแบ่งก้อนเค้กชิ้นโตให้กับพี่ยุ่นด้วย เหมือนที่ใครหลายๆคนเคยเตือนไว้รักจะเอาใจก็ต้องให้เท่าเทียมกัน โดยเฉพาะพี่ใหญ่จากแดนอาทิตย์อุทัย ถ้าไม่ได้มีส่วนร่วมในการลงทุนขาดใหญ่ อาจมีผลต่อการพิจารณาเรื่องการลงทุนต่างๆที่มีอยู่ในไทยเวลานี้เช่นกัน