SET ทรงตัวรอปัจจัยใหม่ เช็ค 11 หุ้นกำไรแจ่ม

ข่าวหุ้นธุรกิจออนไลน์รายงาน เช้านี้ ณ เวลา 9.20 น. ค่าเงินบาทอยู่ที่ 34.41 บาทต่อเหรียญ ขณะที่ตลาดหุ้นเอเชียปรับตัวเพิ่มขึ้นในช่วงเช้าวันนี้ โดยได้รับอานิสงส์จากตลาดหุ้นนิวยอร์กที่ปิดบวกเมื่อคืน อันเนื่องมาจากผลประกอบการที่สดใสของบริษัทจดทะเบียนรายใหญ่ ขณะที่ดัชนี Nasdaq ยังคงทำสถิติปิดที่ระดับสูงสุดติดต่อกันเป็นวันที่ 2

นักวิเคราะห์มองดัชนีหุ้นไทย (SET) วันนี้ทรงตัวไม่เปลี่ยนแปลงจากวานนี้มากนักเนื่องจากยังไม่มีปัจจัยใหม่กระตุ้นตลาด ขณะที่กลุ่มพลังงานจะยังกดดันดัชนีหลังจากราคาน้ำมันดิบลดลงต่อเนื่อง ด้านนักลงทุนส่วนใหญ่ยังชะลอการลงทุนเพื่อรอดูผลประชุมของเฟดในคืนวันนี้ การลงทุนยังคงเน้นกลุ่มที่กำไรไตรมาสแรกของปีเติบโตดีเป็นหลัก หุ้นเด่นเลือก PTTGC-IVL-BANPU-AOT-ERW-TACC-BIG-HANA-TASCO-TISCO และ HMPRO

 

นายคณฆัส จิรเสวีนุประพันธ์ ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยและบริการการลงทุน บล.โนมูระ พัฒนสิน ปิดเผยถึงดัชนีหุ้นไทยวันนี้ (3 พ.ค.) คาดว่าไม่เปลี่ยนแปลงจากวานนี้มากนัก หลังตลาดหุ้นฝั่งสหรัฐฯมีการเคลื่อนไหวของหุ้นแต่ละกลุ่มบวกลบคละกัน โดยหุ้นในกลุ่มเทคโนโลยีปรับตัวขึ้น แต่หุ้นในกลุ่มยานยนต์และพลังงานพักตัว ขณะที่ตลาดหุ้นฝั่งเอเชียวันนี้มีหลายแห่งที่ปิดทำการทั้งญี่ปุ่น,ฮ่องกง และเกาหลีใต้ ส่วนตลาดที่เปิดทำการก็มีลักษณะของการซึมตัวลงและเคลื่อนไหวในกรอบแคบ

ขณะที่ราคาน้ำมันดิบที่ร่วงลงเมื่อคืนนี้ อาจส่งผลต่อจิตวิทยาการลงทุนในหุ้นกลุ่มพลังงานบ้าง อย่างไรก็ตาม เช้านี้ราคาน้ำมันในตลาดจร (Spot) กระเตื้องขึ้นบ้าง และวานนี้ตลาดหุ้นไทยยังมีแรงซื้อเข้ามาในหุ้นกลุ่มแบงก์บางตัว ซึ่งน่าจะยังทำให้ภาพรวมของตลาดหุ้นไทยมี Downside จำกัด

นอกจากนี้นักลงทุนยังรอติดตามการทยอยประกาศผลประกอบการไตรมาส 1/60 ของบริษัทจดทะเบียน และทิศทางการลงทุนของต่างชาติในตลาดหุ้นไทย ตลอดจนรอดูผลการประชุมเฟดที่มีขึ้นเมื่อวานนี้ และวันนี้ ซึ่งในมุมมองของโนมูระ พัฒนสิน เห็นว่าเฟดจะยังไม่ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมรอบนี้

 

บล.ธนชาต ระบุในบทวิเคราะห์ (3 พ.ค.) การประชุม FOMC คืนนี้คาดว่าจะคงดอกเบี้ยที่ 1% ต่อไป และจะไม่ส่งผลกระทบต่อตลาดเงินและตลาดทุนมากนัก แต่มีโอกาสที่ FED จะขึ้นดอกเบี้ยในการประชุมวันที่ 13-14 มิ.ย.สูง 67% ซึ่งสะท้อนไปยัง Bond yield 1 ปี ที่ปรับสูงขึ้นต่อเนื่องทำจุดสูงสุดใหม่ที่ 1.07% เมื่อคืนนี้ สำหรับภาพ SET ยังมอง upside จำกัดที 1,570 +/- จุด ต่อไป และยังระวังการ “พักฐาน” ระยะสัปดาห์ โดยเฉพาะถ้าไม่สามารถยืนได้เหนือ 1,557 จุด วันนี้

แนะนำ 1) “ซื้อ” TISCO  ปรับประมาณการกำไรขึ้น 3.5 – 1.5% ในปี 2017 – 18 จากต้นทุนการเงินที่ต่ำกว่าคาด ส่งผลคาดการณ์กำไรปีนี้ขยายตัว 14.6% และปีหน้า 12.8% สำหรับฐานเงินทุนสูง และการเติบโตสินเชื่อที่ไม่สูงมากนัก คาดว่า TISCO จะเพิ่ม Dividend payout ratio เป็น 55% จากเดิม 45% ส่งผลให้ Dividend yield ปี 17 – 18 ขึ้นเป็น 4.8-5.5% และปรับเป้าหมายอิง DDM ขึ้นเป็น 85 บาท และ 2) “ซื้อ” HMPRO  (TP 11.40 บาท) เพิ่ม Private Brand หนุนอัตรากำไร, เร่งขยายสาขาในมาเลฯเพิ่ม 4 สาขาปีนี้, SSSG จะกลับมาเป็นบวกในครึ่งปีหลังของปี 2017

 

บล.กรุงศรี ระบุในบทวิเคราะห์ (3 พ.ค.) คงมุมมองเป็นกลางถึงลบ ตลาดยังไม่มีปัจจัยบวกใหม่ คาดกลุ่มพลังงานจะยังกดดันดัชนีหลังจากราคาน้ำมันดิบลดลงต่อเนื่อง โดยวานนี้ราคาน้ำมันดิบ WTI ลดลง 1.18 ดอลลาร์ (-2.4%) ปิดที่ 47.66 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ต่ำที่สุดในรอบกว่า 5 ปี เนื่องจากนักลงทุนยังกังวลกับภาวะ Over supply จำการผลิตน้ำมันดิบที่สูงขึ้น ของสหรัฐ และ ลิเบีย  ประกอบกับนักลงทุนจะยังชะลอการลงทุนเพื่อรอดูผลประชุมของเฟดในคืนวันนี้ แม้ตลาดส่วนใหญ่เชื่อว่าเฟดจะคงอัตราดอกเบี้ยที่ระดับ 0.75% – 1% ตามเดิม แต่ต้องติดตามถ้อยแถลงหลังการประชุมเพราะหากเฟดส่งสัญญาณขึ้นอัตราดอกเบี้ยในครั้งถัดไปอาจเป็นปัจจัยลบกดดันตลาดได้เช่นกัน (Bloomberg consensus คาด Fed ขึ้นอัตราดอกเบี้ยในเดือน พ.ค. 13%, เดือนมิ.ย. 70%, เดือน ก.ย.80%)

ยังเน้นกลยุทธ์การลงทุนเป็น Selective หุ้นที่แนวโน้มผลประกอบการไตรมาส 1/17 จะออกมาดีเป็นหลัก อาทิ PTTGC, IVL, BANPU, AOT, ERW, TACC, BIG, HANA และ TASCO และเน้นดัชนีต้องไม่หลุดต่ำกว่าระดับ 1,560 จุด หากไม่สามารถยืนได้อาจต้องลดพอร์ตและรอซื้อกลับบริเวณ 1,545 จุด กลยุทธ์การลงทุนวันนี้ : Selective Buy หุ้นเก็งกำไรระยะสั้น : TASCO (ซื้อเก็งกำไร/เป้า Consensus 30.00 บาท) รับอานิสงส์ราคาน้ำมันดิบส่งผลให้ต้นทุนการผลิตยางมะตอยลดลง ขณะที่แนวโน้มผลประกอบการไตรมาส 1/17 เติบโตโดดเด่นจากดีมานด์ยางมะตอยในตลาดหลักเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง (ไทย อินโดฯ และ จีน)