ECFมั่นใจรายได้-กำไรปีนี้นิวไฮ-เจรจาลงทุนโรงไฟฟ้าชีวมวล2-3ดีลปีนี้

ECF มั่นในรายได้-กำไรปีนี้ทำนิวไฮ ตามยอดขายใน-ตปท.,รับรู้ส่วนแบ่งกำไรธุรกิจโรงไฟฟ้าภายในมิ.ย.พร้อมอยู่ระหว่างเจรจาเข้าลงทุนในโรงไฟฟ้าชีวมวล 2-3 แห่ง กำลังผลิตเกือบ 20 MW คาดชัดเจนภายในปีนี้


นายอารักษ์ สุขสวัสดิ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท อีสต์โคสท์เฟอร์นิเทค จำกัด จำกัด (มหาชน) หรือ ECF เปิดเผยว่า บริษัทอยู่ระหว่างการเจรจาเพื่อเข้าลงทุนในธุรกิจพลังงานทดแทนในโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานชีวมวล 2-3 ดีล คาดว่าจะเห็นความชัดเจนการลงทุนภายในปีนี้ รวมกำลังการผลิตไฟฟ้าราว 20 เมกะวัตต์ โดยบริษัทตั้งเป้าจะมีสัดส่วนรายได้จากธุรกิจพลังงานทดแทนเพิ่มเป็น 30% ภายใน 3 ปี (60-62)

บริษัทเดินหน้าพัฒนาโครงการพลังงานทดแทน หลังจากได้เข้าร่วมกับ บมจ.ฟอร์จูน พาร์ท อินดัสตรี้ (FPI) จัดตั้งบริษัท เซฟ เอนเนอร์จี โฮลดิ้งส์ จำกัด (SAFE) เพื่อเข้าลงทุนในโรงไฟฟ้าพลังงานชีวมวลของ บริษัท ไฟร์ซ ออฟ วู้ด กรีน เอนเนอร์จี จำกัด (PWGE) ในจังหวัดนราธิวาส กำลังการผลิตติดตั้ง 7.5 เมกะวัตต์ และมีสัญญาขายไฟฟ้า 6.6 เมกะวัตต์ ซึ่งเริ่มจำหน่ายไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ (COD) ตั้งแต่เดือน เม.ย.

หลังจากนั้น บริษัทอนุมัติให้ ECF-Power เข้าลงทุนโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ ขนาด 220 เมกะวัตต์ ของบริษัท พลังงานเพื่อโลกสีเขียว (ประเทศไทย) จำกัด (GEP) ณ เมืองมินบู รัฐมาเกวย ประเทศเมียนมา โดยเข้าถือหุ้นในสัดส่วน 20% ด้วยงบลงทุนราว 1,000 ล้านบาท คาดว่ากระบวนการจะแล้วเสร็จภายในเดือน มิ.ย. นี้ และจะเริ่มรับรู้รายได้ในเฟสที่ 1 กำลังการผลิต 50 เมกะวัตต์ภายในไตรมาส 1/61

สำหรับผลประกอบการในปี 60 นายอารักษ์ กล่าวว่า ECF มั่นใจว่าจะมีรายได้และกำไรสุทธิทำสถิติสูงสุดใหม่ จากปีก่อนที่มีรายได้ 1,427.74 ล้านบาท และกำไรสุทธิ 62.44 ล้านบาท ซึ่งนอกจากจะรับรู้รายได้และกำไรจากธุรกิจพลังงานทดแทนแล้ว ยอดขายเฟอร์นิเจอร์ทั้งในและต่างประเทศยังเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะตลาดญี่ปุ่น ฟิลิปปินส์ กัมพูชา และตะวันออกกลาง ขณะเดียวกันบริษัทอยู่ระหว่างเจรจากับลูกค้าเพื่อเตรียมเปิดตลาดอินเดียในเร็ว ๆ นี้ และยังเจรจาลูกค้ารายใหญ่ในญี่ปุ่นอีก 1 ราย คาดว่าจะเริ่มส่งคำสั่งซื้อเข้ามาในเร็วๆ นี้เช่นกัน

นอกจากนั้น บริษัทยังมีการเจรจาความร่วมมือกับพันธมิตรในประเทศจีนเกี่ยวกับการขยายธุกิจในกลุ่มเฟอร์นิเจอร์ แต่ยังไม่สามารถเปิดเผยถึงรายละเอียดต่างๆได้ คาดว่าจะเห็นความชัดเจนในปีนี้

“ขณะที่ตลาดเฟอร์นิเจอร์ในประเทศกำลังซื้อค่อยๆปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่อง ซึ่งบริษัทจะเน้นการทำตลาดของทุกแบรนด์ เพื่อเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายทุกกลุ่มตั้งแต่ระดับ A ถึง C โดยจะมีการออกสินค้าดีไซน์ใหม่ให้ตอบโจทย์การใช้งานและเทรนด์การตกแต่ง ทยอยปรับปรุงและขยายสาขาโชว์รูมของแบรนด์ต่าง ๆให้มีความทันสมัย รวมถึงการจัดกิจกรรมส่งเสริมการขายอย่างต่อเนื่องด้วยเช่นกัน”นายอารักษ์ กล่าว

ปัจจุบัน บริษัทมีสัดส่วนรายได้มาจากตลาดในประเทศ 40% และต่างประเทศ 60%

นอกจากนี้ บริษัทยังมีรายได้จากร้านค้าปลีก Can Do ที่ปัจจุบันมีสาขาอยู่ทั้งหมด 7 สาขา โดยในปีนี้บริษัทฯเตรียมเปิดสาขาเพิ่มอีก 3 แห่งด้วยงบลงทุน 15 ล้านบาท โดยจะเปิดสาขาแรกของปีนี้ที่ศูนย์การค้าเมเจอร์รัชโยธินในวันที่ 16 มิ.ย.นี้

“ปีนี้เราค่อนข้างมั่นใจว่าผลประกอบการทั้งแง่รายได้และกำไรจะทำสถิติสูงสุดใหม่ หากไม่มีผลอื่นๆมากระทบอย่างเช่นเรื่องของค่าเงิน ราคาวัตถุดิบต่างๆ ซึ่งในปีนี้ผลประกอบการของเราจะได้รับผลดีจากส่วนแบ่งกำไรจากโครงการโรงไฟฟ้าเข้ามา ทั้งนี้เราก็ยอมรับว่าตั้งแต่เราเข้าไปลงทุนในเรื่องของพลังงานทดแทนก็มีนักลงทุน และกองทุนหลายๆรายให้ความสนใจ แต่เราก็ยังไม่ได้มีแผนจะขายหุ้นออกในตอนนี้”นายอารักษ์ กล่าว

ขณะที่แนวโน้มธุรกิจของ ECF ในช่วงไตรมาส 2/60 มีทิศทางที่ดี สามารถสร้างการเติบโตอย่างต่อเนื่องทั้งจากธุรกิจผลิตและจำหน่ายเฟอร์นิเจอร์ ร้านค้าปลีก Can Do และธุรกิจพลังงานทดแทน โดยในส่วนของธุรกิจเฟอร์นิเจอร์ตลาดต่างประเทศมีความคึกคักมากขึ้น จากกลุ่มลูกค้าหลักในญี่ปุ่นที่เพิ่มปริมาณการสั่งซื้อและมีลูกค้ารายใหม่เข้ามาเพิ่มเติม

Back to top button