SCC วิบากกรรมนักห้อยโหน

เหตุใดราคาหุ้นปูนใหญ่ หรือ บริษัทปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) หรือ SCC ทำไมจึงเป็นขาลงทำนิวโลว์ในรอบ 1 ปี สวนทางกับที่บรรดานักวิเคราะห์ขาเชียร์พากันบอกให้ซื้อ โดยเป้าราคาเกิน 600.00 บาท...เป็นปริศนาระลอกใหม่ยามนี้ กราฟทางเทคนิครายสัปดาห์ยังระบุชัดเจนว่า หลังจากที่ราคาทำนิวไฮในรอบ 20 เดือนเมื่อต้นเดือนเมษายนปีนี้ผ่านมา ราคาหุ้น SCC เป็นขาลงตลอดมา ผิดวิสัยของหุ้นบลูชิพที่ยิ่งใหญ่มาตลอดเวลาของตลาดหลักทรัพย์ไทย 


แฉทุกวันทันเกมหุ้น

เหตุใดราคาหุ้นปูนใหญ่ หรือ บริษัทปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) หรือ SCC ทำไมจึงเป็นขาลงทำนิวโลว์ในรอบ 1 ปี สวนทางกับที่บรรดานักวิเคราะห์ขาเชียร์พากันบอกให้ซื้อ โดยเป้าราคาเกิน 600.00 บาท…เป็นปริศนาระลอกใหม่ยามนี้ กราฟทางเทคนิครายสัปดาห์ยังระบุชัดเจนว่า หลังจากที่ราคาทำนิวไฮในรอบ 20 เดือนเมื่อต้นเดือนเมษายนปีนี้ผ่านมา ราคาหุ้น SCC เป็นขาลงตลอดมา ผิดวิสัยของหุ้นบลูชิพที่ยิ่งใหญ่มาตลอดเวลาของตลาดหลักทรัพย์ไทย

หลังจากแจ้งข่าว งบไตรมาส 3 กำไรสุทธิ 11,836 ล้านบาท ลดลง 16% จากงวดเดียวกันปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 14,090.74 ล้านบาท และมีกำไรต่อหุ้น 9.86 บาท เทียบกับระยะเดียวกันปีก่อน 11.74 บาท

ส่วนงวด 9 เดือน กำไรสุทธิลดลง 3% เหลือที่ระดับ 42,474.28 ล้านบาท เทียบกับ งวดเดียวกันของปีก่อนมีกำไรสุทธิ 43,605.82 ล้านบาทกำไรต่อหุ้น 35.40 บาท จาก กำไรต่อหุ้น 36.34 บาท

ความจริงแล้ว กำไรที่ถดถอยในไตรมาสสาม ถือเป็นการถดถอย 2 ไตรมาสต่อเนื่องจากไตรมาสสอง ที่มีกำไรสุทธิ 13,252.04 ล้านบาท ลดลง 17% จากงวดปีก่อนจากงวดเดียวกันของปีก่อนกำไรสุทธิ 16,027.38 ล้านบาท โดยที่ กำไรต่อหุ้น 11.04 บาท  ลดลงจากงวดปีก่อน 13.36 บาท เพียงแต่ในไตรมาสสองนั้น ได้รับอานิสงส์จากไตรมาสแรก ทำให้กำไรงวด 6 เดือนยังสดใสต่อไป โดยมีกำไรสุทธิ 30,637.84 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากงวดเดียวกันของปีก่อน 3.7% ที่กำไรสุทธิ 29,515.08 ล้านบาท

กำไรที่ลดในไตรมาสสอง โดย EBITDA ลดลงเพียง 2% มีคำอธิบายว่า เนื่องจากมีเงินปันผลรับจากบริษัทร่วมของธุรกิจเคมีภัณฑ์เพิ่มขึ้น 6,048 ล้านบาท แต่รายได้จากการขายลดลง 6% จากไตรมาสก่อน จากราคาขายผลิตภัณฑ์ของธุรกิจเคมีภัณฑ์ลดลง ประกอบกับตลาดซีเมนต์และผลิตภัณฑ์ก่อสร้างภายในประเทศลดลงจากไตรมาสก่อนผลจากปัจจัยตามฤดูกาล รวมทั้งผลขาดทุนจากการปรับมูลค่าสินค้าคงเหลือ หรือสต๊อกลอสส์ และส่วนแบ่งกำไรจากเงินลงทุนในบริษัทร่วมของธุรกิจเคมีภัณฑ์ลดลง

กำไรที่ลดลงในไตรมาสสอง ส่งผลต่อราคาหุ้น SCC ไม่มากนัก ยังสามารถประคองตัวเหนือระดับ 520.00 บาทไว้ได้ เพราะมี “ปลอบขวัญ” ผู้ถือหุ้น ด้วยการจ่ายเงินปันผลกลางปีค่อนข้างเยอะ หุ้นละ 8.50 บาท ทำให้ราคาไม่ขี้เหร่จนส่งผลรุนแรง

คำอธิบายของฝ่ายบริหารในไตรมาสสาม อาจจะแตกต่างไป เพราะการลดลง 2 ไตรมาสต่อเนื่องเป็นมากกว่า ปัจจัยตามฤดูกาลเสียแล้ว

4 ปัจจัยลบที่ผู้บริหารชี้แจงในไตรมาสสาม ได้แก่ 1) ตัดขาดทุนทางบัญชี ตั้งสินทรัพย์ภาษีเงินได้รอตัดบัญชี 1,800 ล้านบาท 2) ธุรกิจเคมีภัณฑ์ราคาสินค้าลด 3) ขาดทุนอัตราแลกเปลี่ยน จากผลกระทบเงินบาทแข็งค่า 4) ยอดขายปูนซีเมนต์ในประเทศลดลง 2%…..แสดงให้เห็นว่ามีปัจจัยลบรุมเร้าที่อาจจะทำให้เกิดโอกาส “กำไรถดถอยซึมยาว” ขึ้นได้ สุดแต่จินตนาการ

จินตนาการเชิงลบดังกล่าว สามารถกลบข้อเท็จจริงจนนักลงทุนทำท่าลืมไปว่า กำไรที่ลดลงงวด 9 เดือนแค่ 3% แต่ราคาหุ้นที่ลดลง 17% นับแต่ต้นเดือนเมษายนนั้น ค่อนข้างไม่สมเหตุสมผล…..เข้าข่าย irrational misbehavior

ข้อเท็จจริงที่ไม่อาจปฏิเสธได้คือ อย่างเลวร้ายสุดๆ โอกาสที่ตลอดทั้งปี 2560 จะทำกำไรสุทธิได้มากกว่า 50,000 ล้านบาทไม่เหลือเชื่ออย่างแน่นอน เพราะ 3 ไตรมาสที่ผ่านไป มีกำไรสุทธิไปแล้ว 4.2 หมื่นล้านบาทเข้าไปแล้ว ดังนั้น….ขี้หมูขี้หมาแล้ว กำไรสุทธิทั้งรวม และต่อหุ้น อาจจะต่ำกว่าปีที่แล้วไม่เกิน 5%

ราคาหุ้นที่ร่วงลงมาปิดวันพฤหัสบดีแค่ 472.00 บาท (…และเด้งมาทางเทคนิคเล็กน้อย เมื่อวันศุกร์แบบไม่มีนัยสำคัญ 474.00 บาท) ใกล้ราคาสิ้นปี 2558 ถือว่าเป็นราคาที่ทำให้พี/อีแค่ 10.31 เท่าและพี/บีวี 2.45 เท่า (จากบุ๊กแวลูที่ 210.00 บาท) ต่ำสุดในรอบ 5 ปีเลยทีเดียว ไม่นับกำไรสะสมที่ยังมากกว่า 2.6 แสนล้านบาท

ที่สำคัญคือ ผลตอบแทนเงินปันผล 4.03% สวยงามสุดในรอบ 5 ปีทีเดียว หลังจากจ่ายปันผลกลางปีไปแล้ว 8.50 บาทต่อหุ้น

คำถามที่น่าสนใจมากกว่า คำชี้แนะของนักวิเคราะห์ที่ประเมินว่า ราคาเป้าหมายน่าจะมากกว่า 600.00 บาท อยู่ตรงที่ว่า หากไม่ซื้อตอนนี้ จะซื้อตอนไหน

คำแนะนำเชิงปฏิบัติ ที่เป็นไปได้สุด…แล้วก็เป็นมากกว่าเสียงเชียร์แขก…สำหรับหุ้นขาลงที่เข้าเขตขายมากเกินแล้ว ทั้งรายวันและรายสัปดาห์…อยู่ที่ควรซื้อมากกว่าขาย แต่ก็นั่นแหละ เสียงท้วงติงว่า บางคนที่บอกว่า ราคาหุ้นตั้ง 472.00 บาท แพงเหลือเกิน

คนที่พูดว่าราคา SCC ยามนี้แพง นอกจากแสดงความไร้เดียงสา ไม่เข้าใจ และแยกแยะไม่ออกว่า หุ้นราคาแพง กับหุ้นราคาสูง มันต่างกันอย่างไรแล้ว…..ยังถือว่า เป็นแมงเม่าเข้ากระดูกดำ ที่ชาตินี้ คงจะไม่สามารถเป็น “ชาวสวน” ได้เลย อย่างดีสุดก็แค่ “อ้ายห้อย อ้ายโหน”…ที่พร้อมจะ “ตกเป็นเหยื่อของสถานการณ์” ….แค่นั้น

บรรดาเจ้าของทฤษฎี “ความไร้เหตุผลของตลาด” เห็นแล้ว พากัน…หัวร่องอหาย…หลอกขายตำราเล่นหุ้นไปได้ อีกยาวนาน

อิ อิ อิ

Back to top button