สังคมข่าวหุ้น

ตลาดหุ้นไทยล่าสุดปิดการซื้อขายที่ระดับ 1,687.05 จุด ปรับลดลง 2.23 จุด พ่วงด้วยมูลค่าการซื้อขายรวม 5.2 หมื่นล้านบาท

นิวส์เวฟ

* ตลาดหุ้นไทยล่าสุดปิดการซื้อขายที่ระดับ 1,687.05 จุด ปรับลดลง 2.23 จุด พ่วงด้วยมูลค่าการซื้อขายรวม 5.2 หมื่นล้านบาท

* เปิดตลาดกันมาวันแรกของสัปดาห์ก็เจอแรงขายกดดันดัชนีให้ปิดลบ หุ้นหลายตัวถูกขายในลักษณะ Sell on Fact” หลังจากประกาศงบไตรมาส 3 ออกมาเป็นทางการ เนื่องจากช่วงที่ผ่านมาหุ้นได้ไล่เก็งกำไรลุ้นงบกันมาพอควร และบางตัวก็ถูกขายออกมาเพราะทำได้ต่ำกว่าคาดไว้ ขณะที่การซื้อขายสุทธิรายกลุ่ม ปรากฏว่าเมื่อวานต่างชาติขายสุทธิเยอะสุด 1,695 ล้านบาท ตามด้วยบัญชีบริษัทหลักทรัพย์ 458 ล้านบาท ส่วนขาเข้าซื้อสุทธิรายย่อยสอยเก็บไป 1,404 ล้านบาท และสถาบันอีก 749 ล้านบาท

* หุ้นแรกวันนี้ขอพูดถึง BEAUTY กันหน่อยหลังจากเมื่อวานซัดปิดบวกแรงไปเกือบ 14% จนล่าสุดทำราคาปิดสูงถึง 19.60 บาท แน่นอนผลการดำเนินงานของ BEAUTY ภายใต้การบริหารของ “หมอสุวิน ไกรภูเบศ” ยังคงรักษาฟอร์มดีสร้างการเติบโตได้ต่อเนื่อง แม้ช่วงที่ผ่านมาหุ้นจะถูกหลายคนทักเสมอว่า แพงไปแล้วๆ แถมค่า P/E ก็สูงมหาศาล

* แต่ราคาในกระดานกลับไม่แยแสเสียงท้วงติง แล้วยังวิ่งไล่ขึ้นเรื่อยๆ ถามว่าราคามาไกลกันขนาดไหนแล้ว ไม่ต้องย้อนไปดูไกลมากมาย เอาแค่เทียบต้นเดือน ก.ค.ที่ผ่านมา เคยซื้อขายกันแถว 10 บาท แต่วันนี้ขึ้นไปถึงเกือบ 20 บาท เท่ากับแค่รอบ 4 เดือน บวกไปแล้วเกือบ 100%

* ข้อเท็จจริงอย่างหนึ่งเสมอที่เรามักเห็นได้จากหุ้นที่อยู่ในช่วงเติบโตและสินค้าของบริษัทที่ขายในตลาดยังไม่อิ่มตัว กลุ่มหุ้นเหล่านี้มักมีค่า P/E ที่แพงตลอด แต่ขณะเดียวกันตัวพื้นฐานบริษัทก็ชัดเจนเช่นกันว่า ทิศทางรายได้-กำไรยังมีโอกาสโตต่อเนื่อง และนี่จึงเป็นหนึ่งในจุดสำคัญที่นำพาให้หุ้นเดินหน้าต่อไปได้ ดังนั้นช่วงที่ผ่านมาจึงมักแนะ BEAUTY กันมาเรื่อยๆ เพราะเชื่อเสมอว่าพื้นฐานคือสิ่งสำคัญสุด หากธุรกิจดีจริง ตลาดยังไม่อิ่มตัว และบริษัทมีศักยภาพชิงมาร์เก็ตแชร์ได้ นี่แหละจะช่วยผลักดันราคาหุ้นในเชิงระยะยาว

* เอาละกลับมาว่ากันในเรื่องปัจจุบัน เมื่อ BEAUTY วิ่งแรงกันขึ้นมาจนถึงขนาดนี้แล้ว คงตั้งคำถามกันว่าแล้วจะเอากันยังไงต่อดี กรณีคนที่มีหุ้นอยู่แล้วในมือและได้กำไรถึงระดับตามที่ตั้งเป้าหมายกันไว้ (เป้าแต่ละคนไม่เท่ากัน) ถือเป็นโอกาสงามที่จะขายทำกำไร ส่วนคนที่ไม่มีแล้วคิดเล็งเข้าเก็บ ก็ควรรอจังหวะหุ้นอ่อนตัวก่อนเท่านั้น เพราะหากใจร้อนเท่ากับมีความเสี่ยงสูงกว่าใครเขา เพราะอย่าลืมรอบ 4 เดือนขึ้นมาแล้วเกือบ 100% จึงมีความเสี่ยงที่จะเห็นแรงขายทำกำไรระหว่างทางเหมือนกัน สรุปแล้ว BEAUTY ยังน่าสนใจ แต่การเข้าซื้อต้องใช้จังหวะ หากใจร้อนหรือรอไม่ได้ควรข้ามไปตัวอื่นเลยดีกว่า

* หุ้น TPOLY เป็นอีกรายที่ฝากไว้ให้พิจารณา เพราะถึงแม้บริษัทลูกคนเก่งอย่าง TPCH จะทำกำไรสุทธิไตรมาส 3 ออกมาต่ำกว่าที่ตลาดคาดหวังไว้ จนหลายฝ่ายมองว่าต้องกระทบต่องบกำไรของหุ้นแม่แน่ แต่พอ TPOLY ประกาศงบออกมาเป็นทางการ กลายเป็นว่ากำไรของตัวแม่ยังคงโดดเด่น โดยทำกำไรสุทธิไปรวมทั้งสิ้น 41 ล้านบาท ส่งผลให้งวด 9 เดือนแรกกวาดกำไรสุทธิถึง 134 ล้านบาท มากกว่าภาพรวมกำไรทั้งงวดปี 59 ไปแล้ว

* งานนี้สะท้อนให้เห็นว่าตัวของ TPOLY เองก็เริ่มกลับมาสร้างการเติบโตจากสายงานรับเหมาก่อสร้างและอสังหาริมทรัพย์ได้ชัดเจนเช่นกัน ไม่ใช่เติบโตเฉพาะเพียงแค่ธุรกิจไฟฟ้าของลูก TPCH เท่านั้น ล่าสุด หุ้นซื้อขายในระดับต่ำกว่า 5 บาท ถือเป็นอีกหนึ่งตัวที่น่าสนใจหาจังหวะเข้าเก็บ

* ปิดท้ายด้วยหุ้น DEMCO กลายเป็นอีกบริษัทที่งบพลิกฟื้นกลับมาได้อย่างมีนัยสำคัญในปี 60 ล่าสุด ประกาศงบไตรมาส 3 ออกมามีกำไรสุทธิ 75 ล้านบาท เพิ่มขึ้นกว่า 60% จากปีก่อน และผลักดันให้งบ 9 เดือนแรกพลิกกำไรสวยถึง 150 ล้านบาท ถือเป็นอีกหนึ่งหุ้นที่ราคายังไม่สะท้อนพื้นฐานและมีศักยภาพเทิร์นอะราวด์ได้ดีไม่แพ้ใคร