SAWAD เก็งงบฯ ปี 60 โตกระฉูด รับปัจจัยบวกกำไร BFIT ทำสถิตินิวไฮ

SAWAD เก็งงบฯ ปี 60 โตกระฉูด รับปัจจัยบวกกำไร BFIT ทำสถิตินิวไฮ ฟากโบรกฯ แนะ "ซื้อ" ราคาสูง 71 บาท/หุ้น


“ทีมข่าวหุ้นธุรกิจออนไลน์” ได้ทำการสำรวจข้อมูลและบทวิเคราะห์ บริษัท ศรีสวัสดิ์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ SAWAD หลังเข้าสู่ช่วงประกาศผลประกอบการงวดปี 2560 โดยนักวิเคราะห์ประเมินว่ากำไรของ SAWAD จะเติบโตดี หลังรับรู้กำไรจาก BFIT ที่ออกมาเติบโตกว่า 80% เทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อน

ขณะที่ราคาหุ้น SAWAD ปิดตลาดวานนี้ (23 ม.ค.61) ที่ระดับ 60.75 บาท ลดลง 1.50 บาท หรือ 2.41% สูงสุดที่ระดับ 63 บาท ต่ำสุดที่ระดับ 60.25 บาท มูลค่าการซื้อขาย 796.77 ล้านบาท

ด้านนักวิเคราะห์ บล.เอเชีย เวลท์ ระบุว่า แนะนำ “ซื้อ” หุ้น SAWAD ในราคาเป้าหมายที่ 77 บาท โดยประเมินว่าผลประกอบการ SAWAD มีแนวโน้มเติบโตเด่น หลังรับรู้ผลการดำเนินงานของ BFIT ที่ SAWAD ถือหุ้นอยู่ 36.35% หลังจากที่ BFIT ประกาศผลดำเนินงานออกมาว่ามีกำไรในไตรมาส 4/60 กว่า 69 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 60.45% ส่งผลงวดปี 60 กำไรพุ่งเป็น 233 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 81.40%

นอกจากนี้ คาด SAWAD จะแสดงส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสุทธิ (NIM) ที่ดีขึ้น จากการที่ BFIT สามารถเรียกเก็บอัตราดอกเบี้ยเงินกู้สำหรับสินเชื่อที่มีหลักประกันได้สูงกว่า หรือที่ประมาณ 36% เทียบกับดอกเบี้ยของศรีสวัสดิ์ 2557 ที่ 25% รวมถึงมีต้นทุนทางการเงินที่ต่ำกว่า จึงคาด NIM ของบริษัทจะปรับตัวดีขึ้น 100bps จากปี 2560 มาอยู่ที่ 21.5% ในปี 2561 และคาด EPS ของ SAWAD จะเติบโต 25.5% ในปี 2560 และ 33.9% ในปี 2561 ราคาหุ้นมีเป้าหมายถัดไปอยู่ที่ 69.50 บาท

ขณะที่ นักวิเคราะห์ บล.ฟิลลิป ระบุว่า แนะนำ ทยอยซื้อศรีสวัสดิ์ คอร์ปอเรชั่น (SAWAD) ราคาเป้าหมาย 71 บาท/หุ้น โดยประเมินว่าในด้านสินเชื่อน่าจะเติบโตต่อในไตรมาส 4/60 และปี 61 จากไตรมาส 3/60 โดย SAWAD ปล่อยสินเชื่อได้แล้ว 24.8% ซึ่งเป้าที่ตั้งไว้ที่ 30% ซึ่งเท่ากับที่ทางฝ่ายประมาณการน่าจะทำได้ค่อนข้างแน่

นอกจากนี้ในปี 2561 ยังมองว่าความต้องการสินเชื่อเพื่อทดแทนสินเชื่อนอกระบบยังมีอยู่ค่อนข้างสูง ประกอบกับการเปิดสาขาเพิ่มอีกประมาณ 300 สาขา จะทำให้สินเชื่อของ SAWAD เติบโตต่อเนื่องได้ต่อ โดยทาง SAWAD ตั้งเป้าจะปล่อยสินเชื่อเพิ่ม 20-30%

ขณะเดียวกัน ทางฝ่ายยังคงประมาณการกำไรปี 60-61 ไว้เหมือนเดิมที่ 2.6 พันล้านบาท และ 3.2 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 27.4% และ 25.6% ตามลำดับ โดยมองว่าน่าจะยังสามารถคาดหวังการเติบโตที่โดดเด่นได้ต่อเนื่องในปี 2561 ซึ่งการถือหุ้นใน BFIT น่าจะเป็นส่วนช่วยในการทำธุรกิจให้ไม่สะดุด และน่าจะช่วยให้ต้นทุนทางการเงินโดยรวมลดลงได้

 

 

Back to top button