2 หุ้นลิสซิ่งเสี่ยงรายได้ลด! รับความเสี่ยงประกาศราชกิจจาฯเปลี่ยนวิธีคิดดบ.เช่าซื้อรถ

2 หุ้นเช่าซื้อ-ลิสซิ่งรถรูดหนัก! รับความเสี่ยงรายได้ดบ.หดตัว เปลี่ยนวิธีคิดดบ.เช่าซื้อรถ หลังราชกิจจาฯประกาศใช้สินเชื่อลดต้นลดดอก


สืบเนื่องจากกรณีที่ เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา ได้ลงประกาศคณะกรรมการเมื่อวันที่ 16 ก.พ.2561 ที่ผ่านมา ว่าด้วยสัญญา เรื่อง ให้ธุรกิจให้เช่าซื้อรถยนต์และรถจักรยานยนต์เป็นธุรกิจที่ควบคุมสัญญา พ.ศ. 2561 โดยในเนื้อหาจะปรับการคิดอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงต่อปี (Effective Interest Rate) หมายความว่า อัตราดอกเบี้ยสําหรับสินเชื่อเช่าซื้อในลักษณะของการคิดดอกเบี้ยแบบลดต้นลดดอก เช่นเดียวกับการคํานวณดอกเบี้ยสินเชื่อเพื่อซื้อที่อยู่อาศัย โดยคิดดอกเบี้ยจากเงินต้นคงเหลือในแต่ละงวด

โดยประเด็นดังกล่าวคาดว่าจะส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการให้เช่าซื้อรถยนต์และรถจักรยานยนต์ ในแง่ของรายได้จากดอกเบี้ยเช่าซื้อที่อาจจะลดลงภายหลังจากการปรับเปลี่ยนมาใช้อัตราดอกเบี้ยแบบลดต้นลดดอก

“ข่าวหุ้นธุรกิจออนไลน์” จึงได้ทำการสำรวจข้อมูลบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ (ตลท.) ผู้ดำเนินให้บริการสินเชื่อเช่าซื้อรถจักรยานยนต์และธุรกิจให้บริการสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ ซึ่งมีรายได้จากดอกเบี้ยการให้บริการดังกล่าว

โดย พบว่าบจ.ที่มีโอกาสได้รับผลกระทบต่อกรณีดังกล่าวมากที่สุดได้แก่ บริษัท ฐิติกร จำกัด (มหาชน) หรือ TK ซึ่งเป็นผู้ให้บริการสินเชื่อเช่าซื้อรถจักรยานยนต์รายใหญ่ที่สุดของประเทศไทย มีส่วนแบ่งการตลาดในเขตกรุงเทพและปริมณฑล ประมาณ 20.27%

ทั้งนี้รายได้จากธุรกิจให้สินเชื่อเช่าซื้อรถจักรยานยนต์ในปี 2,475 ล้านบาท หรือคิดเป็น 73.5% จากรายได้รวม ขณะที่มีรายได้จากธุรกิจให้สินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์  41.7 ล้านบาท หรือคิดเป็นเพียง 1.2% ในปี 2559

โดยคิดอัตราดอกเบี้ยสำหรับสินเชื่อเพื่อการเช่าซื้อรถจักรยานยนต์โดยทั่วไปอยู่ที่ระดับร้อยละ 1.5 – 2.4 ต่อเดือน ขณะที่อัตราดอกเบี้ยสำหรับสินเชื่อเพื่อการเช่าซื้อรถยนต์ใหม่ของบริษัทเงินทุน อยู่ที่ระดับเฉลี่ยร้อยละ 2.45-3.8 ต่อปี

ด้านราคาหุ้นวานนี้ปรับตัวลดลงมาตอบรับประเด็นข่าวดังกล่าว โดยปิดตลาดที่ 16.30 บาท ลบ 1.10 บาท หรือ 6.32% สูงสุดที่ 17.50 บาท ต่ำสุดที่ 16.20 บาท มูลค่าซื้อขายที่ 41.21 ล้านบาท

 

อีกทั้ง บริษัท เอส 11 กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ S11 ให้บริการสินเชื่อเช่าซื้อรถจักรยานยนต์ โดยมีกลุ่มลูกค้าเป้าหมายคือบุคคลธรรมดารายย่อยทั่วไป ซึ่งมีรายได้มั่นคงระดับกลางถึงระดับล่าง โดยรถจักรยานยนต์ที่ให้บริการด้านเช่าซื้อเป็นรถจักรยานยนต์ใหม่ร้อยละ 97.80 และรถจักรยานยนต์ใช้แล้วร้อยละ 2.20

ทั้งนี้จากการตรวจสอบข้อมูลพบว่า บริษัทมีรายได้ดอกเบี้ยจากสัญญาเช่าซื้อในปี 2559 อยู่ที่ 1,207 ล้านบาท คิดเป็น 92.20% จากรายได้ทั้งหมด

ด้านราคาหุ้นวานนี้ปรับตัวลดลงมาตอบรับประเด็นข่าวดังกล่าว โดยปิดตลาดที่ 7.95 บาท ราคาไม่เปลี่ยนแปลง สูงสุดที่ 8.05 บาท ต่ำสุดที่ 7.95 บาท มูลค่าซื้อขายที่ 2.58 ล้านบาท

 

ด้าน บล.เอเซีย พลัส ระบุในบทวิเคราะห์ (19 ก.พ.2561) ว่า เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา (16 ก.พ. 61) เว็บไซต์ราชกิจจาฯ ได้ลงประกาศคณะกรรมการว่าด้วยสัญญา เรื่อง ให้ธุรกิจให้เช่าซื้อรถยนต์และรถจักรยานยนต์เป็นธุรกิจที่ควบคุมสัญญา พ.ศ. 2561 เนื้อหาคือ ให้ยกเลิกประกาศฉบับปี พ.ศ. 2555 ที่มีชื่อเดียวกัน

โดยให้เน้นว่า เป็นผู้ประกอบการธุรกิจให้เช่าซื้อรถยนต์และรถจักรยานยนต์แก่บุคคลทั่วไป ไม่ใช่รถที่นำไปใช้เพื่อการพาณิชย์ ขนส่งเพื่อการค้าหรือเพื่อธุรกิจตนเอง ส่วนรายละเอียดที่สำคัญของประกาศดังกล่าว คือ การเปลี่ยนวิธีคิดอัตราดอกเบี้ย จากเดิมที่กำหนดเป็นอัตราดอกเบี้ยคงที่ (Flat Rate) คือ ไม่ลดดอกเบี้ยแม้เงินต้นลดลง มาเป็นการคิดแบบลดต้นลดดอก (เหมือนกับการคำนวณดอกเบี้ยสินเชื่อบ้าน) มีผลตั้งแต่วันที่ 1 ก.ค. 2561 เป็นต้นไป

ทั้งนี้ ฝ่ายวิจัยประเมินว่า ผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ยดังกล่าวต่อกลุ่มเช่าซื้อ คือ ผลกระทบต่อดอกเบี้ยรับ จากเดิมที่กำหนดดอกเบี้ยคงที่ตลอดระยะสัญญา (Flat Rate) แต่ของใหม่ที่ดอกเบี้ยลดลงจากวันทำสัญญา ยิ่งใกล้ครบสัญญาดอกเบี้ยรับยิ่งลดลง นอกจากนี้ ยังมีแรงจูงใจให้มีการจ่ายก่อนครบกำหนด เพราะดอกเบี้ยจ่ายจะทยอยลดลง ขณะที่ผลกระทบต่อประมาณการกำไรฯ คาดว่าจะกระทบปี 2561 ในช่วงครึ่งปีหลัง ส่วนปี 2562 ได้รับผลกระทบเช่นกัน แต่จะมากน้อยเพียงใดขึ้นอยู่กับโครงสร้างต้นทุนทางการเงินของผู้ประกอบการแต่ละราย

โดย กลุ่มที่เข้าข่ายจะอยู่ในกลุ่มผู้ให้เช่าซื้อรถยนต์และรถจักรยานยนต์แก่บุคคลทั่วไป ในส่วนที่เป็น ธ.พ. คือ TISCO, TCAP, KKP, BAY, SCB และ Non-Bank คือ TK, S11 ขณะที่ THANI และ ASK แม้จะไม่อยู่ในข่ายเพราะส่วนใหญ่เน้นให้เช่าซื้อแก่ลูกค้าที่เป็นนิติบุคคล รวมทั้งผู้ประกอบการที่ให้สินเชื่อบุคคลโดยใช้ทะเบียนรถยนต์และรถจักรยานยนต์เป็นหลักประกันอย่าง MTLS และ SAWAD แต่ก็น่าจะได้รับ sentiment เชิงลบไปด้วยเช่นกัน อีกทั้งราคาหุ้นก็มี Upside เหลือไม่มากแล้ว จึงแนะนำหลีกเลี่ยงไปก่อน

Back to top button