พาราสาวะถี

วันนี้ถือเป็นการเริ่มต้นวันหยุดในส่วนของข้าราชการและพนักงานรัฐวิสาหกิจ ยาวไปจนถึงวันที่ 16 เมษายน ขณะที่ภาคเอกชนส่วนหนึ่งก็หยุดกันไปบ้างแต่ส่วนใหญ่ยังมีภารกิจต้องปฏิบัติกันอีก 1 วัน แต่ไม่ว่าจะหยุดช้าหรือเร็ว บรรยากาศสงกรานต์ปีนี้ก็หนีไม่พ้นการแห่แหนแต่งกายชุดไทยตามกระแสละครดัง ซึ่งถ้ามองอีกมุมก็ถือเป็นเรื่องดีที่อย่างน้อยสงกรานต์ไทยก็ได้เห็นอีกหนึ่งอัตลักษณ์แห่งความเป็นไทยร่วมด้วย ซึ่งแต่ละภูมิภาคก็มีความโดดเด่นในเรื่องของการแต่งกายที่แตกต่างกัน

อรชุน

วันนี้ถือเป็นการเริ่มต้นวันหยุดในส่วนของข้าราชการและพนักงานรัฐวิสาหกิจ ยาวไปจนถึงวันที่ 16 เมษายน ขณะที่ภาคเอกชนส่วนหนึ่งก็หยุดกันไปบ้างแต่ส่วนใหญ่ยังมีภารกิจต้องปฏิบัติกันอีก 1 วัน แต่ไม่ว่าจะหยุดช้าหรือเร็ว บรรยากาศสงกรานต์ปีนี้ก็หนีไม่พ้นการแห่แหนแต่งกายชุดไทยตามกระแสละครดัง ซึ่งถ้ามองอีกมุมก็ถือเป็นเรื่องดีที่อย่างน้อยสงกรานต์ไทยก็ได้เห็นอีกหนึ่งอัตลักษณ์แห่งความเป็นไทยร่วมด้วย ซึ่งแต่ละภูมิภาคก็มีความโดดเด่นในเรื่องของการแต่งกายที่แตกต่างกัน

ส่วนเรื่องการเก็บตัวเลขสถิติอุบัติเหตุที่ยุคนี้มาแนวใหม่มี 7 วันหน้าหลังและช่วง 7 วันอันตราย ในการแถลงข่าวถ้าจะปรากฏให้สาธารณชนรับรู้คงจะได้ติดตามกันผ่านสื่อกระแสหลักอย่างหนังสือพิมพ์ และสถานีโทรทัศน์ที่ไม่ใช่ของภาครัฐเท่านั้น เพราะมีคำสั่งลงมาแล้วว่าสงกรานต์เที่ยวนี้ห้ามสถานีวิทยุและโทรทัศน์และสังกัดรัฐบาลนำเสนอสถิติตัวเลขต่างๆเป็นอันขาด

แหม!ถ้าคิดในแง่ดีก็คงจะเป็นอย่างที่ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ว่าไว้ก่อนหน้า การเฝ้าระวังต่างๆถือว่าล้มเหลวหากมีผู้เสียชีวิตตั้งแต่ 1 คนขึ้นไป รับทราบกันตามนั้น วันหยุดยาวอย่างไปใส่ใจอะไรที่มันชวนให้ปวดขมับกันก็แล้วกัน แต่หากเป็นการเมืองจะบอกว่าเป็นเรื่องเบาสบายคงไม่ใช่ อย่างท่านผู้นำวันวานอุตส่าห์ได้รับคำอวยพรจนตัวลอยจาก “ป๋า” แต่คล้อยหลังไม่ทันไรก็มีเรื่องกวนใจให้ต้องอารมณ์บูดในทันทีทันใด

เมื่อนักข่าวถามถึงกรณี สมชัย สัจจพงษ์ ปลัดคลังที่ถูกโยกไปนั่งเป็นเลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติหรือสศช. ประกาศจะลาออกจากตำแหน่งด้วยเหตุผล “เบื่อหน่าย ท้อแท้กับการทำงาน” ท่านผู้นำสวนทันควันจะระงับเรื่องลาออกทำไม ถ้าไม่พอใจเป็นข้าราชการไม่พอได้หรือ อย่างนี้ก็เป็นข้าราชการไม่ได้ ตัวบัวไม่เหลือใยจริงๆ

ก่อนที่จะตามมาด้วยประโยคที่ชวนให้คิดตาม ถ้าลาออกด้วยเหตุผลส่วนตัวก็ลาออกไป ยิ่งพอนักข่าวถามย้ำจะไม่มีการยับยั้งการลาออกของสมชัยใช่หรือไม่ ก็ได้รับคำตอบอย่างมีอารมณ์ว่า “จะยับยั้งเรื่องอะไรล่ะ ก็เขาลาออกจะยับยั้งเรื่องอะไร ต้องมีเหตุมีผลอย่าหาเรื่อง” คงไม่ต้องบอกว่าการย้ายฟ้าผ่ารอบนี้ มีเหตุมีผลมากน้อยขนาดไหน

คงไม่ต้องสาธยายอะไรมาก ในยุคที่อำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาด มีการสั่งให้ข้าราชการระดับสูงไปนั่งตบยุงเป็นศาลแขวนลอยอยู่ในทำเนียบรัฐบาลพะเรอเกวียน เรียกร้องและทำอะไรไม่ได้ ดังนั้น การไขก๊อกของสมชัยให้สังคมเกิดเครื่องหมายคำถามจึงคิดว่าน่าจะเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด เพราะความเป็นข้าราชการที่ดีอย่างที่ท่านผู้นำว่า ร้องแร่แห่กระเซออะไรในยุคนี้ก็ไม่มีความหมาย

แต่ที่ต้องขีดเส้นใต้คงเป็นคำพูดของท่านผู้นำเองที่บอกว่า ถ้าเป็นข้าราชการไม่พอใจก็เป็นข้าราชการไม่ได้ คงต้องไปสะกิดถามคนชื่อ ถวิล เปลี่ยนศรี ที่ปรึกษาของ พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ ว่าเป็นข้าราชการไม่พอใจคำสั่งผู้บังคับบัญชาได้หรือ มิหนำซ้ำ นอกจากไม่พอใจแล้วยังเป็นเหตุให้มีการไปร้องดำเนินการจนส่งผลให้ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร กระดอนตกเก้าอี้มาแล้ว

นั่นก็วิถีของการเรียกร้องความถูกต้อง ที่ต้องถามกันดังๆว่าใช้ได้กับยุคนี้หรือเปล่า ข้าราชการบางรายที่ถูกย้ายพร้อมตั้งข้อกล่าวหาเกี่ยวพันทุจริต จนผลออกมาว่าเขาเหล่านั้นบริสุทธิ์ แต่ก็เกษียณอายุราชการไปแล้ว มีการเยียวยาหรือรับผิดชอบใดๆจากคนที่อ้างว่ายึดหลักความเป็นข้าราชการที่ดีหรือไม่ การทำตัวปากว่าตาขยิบหากเป็นผู้บริหารที่มาจากตัวแทนประชาชน คงถูกฟ้องร้องกันบานตะไทไปแล้ว

การตั้งพรรคการเมืองของผู้มีอำนาจ บอกมาตลอดมีโอกาสมากถึงมากที่สุด มาถึงนาทีนี้คงไม่ต้องกระมิดกระเมี้ยนกันอีกต่อไป ขนาดท่านผู้นำยังยอมรับว่า “เขาคุยกันอยู่” ส่วนการทางกั๊กอ้างว่าไม่รู้จะเข้าร่วมหรือเปล่า พร้อมยกเหตุผลสารพัดนั้นก็แค่การแก้เขิน ความจริงหากมีคนอย่าง สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ นั่งบัญชาการ ถามว่าคนที่จะมานั่งนายกฯเพื่อสืบทอดอำนาจจะไปสังกัดพรรคไหนอีก

เมื่อทุกอย่างเดินกันแบบนี้ เรื่องที่พรรคดังว่าจะมี อุตตม สาวนายน นั่งเป็นหัวหน้า สนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ เป็นเลขาธิการ จึงไม่ใช่เรื่องเลื่อนลอยอีกต่อไป ยิ่งล่าสุดคนที่ดอดไปพบสมคิดในทำเนียบฯอย่าง สกลธี ภัททิยกุล ได้ยื่นใบลาออกจากความเป็นสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ โดยอ้างเหตุผลไปดำรงตำแหน่งรองผู้ว่าฯกทม. ยิ่งเป็นคำตอบที่เด่นชัดยิ่ง

แต่ก็พอจะเข้าใจได้คนอย่างสกลธีเมื่อย้อนกลับไปดูยังบิดา ก็ไต่เส้นของอำนาจเผด็จการมาเหมือนกัน ส่วนเมื่อไปนั่งเก้าอี้ดังกล่าวแล้ว จะแปรสภาพหรือสร้างความได้เปรียบทางการเมืองให้กับพรรคใหม่ภายใต้ชายคาของหัวหน้าทีมเศรษฐกิจรัฐบาลได้มากน้อยขนาดไหน คงต้องไปดูการไหลออกของสมาชิกพรรคเก่าแก่ในสนามเมืองหลวง

ตรงนี้ต้องยอมรับความเป็นจริง เก้าอี้ส.ส.ในกทม.อย่างไรเสียคนกรุงเทพฯก็ไม่เลือกผู้สมัครจากพรรคเพื่อไทย ส่วนประชาธิปัตย์ก็เสียรังวัดจากผลงานของคุณชายหมู จึงเป็นช่องทางของพรรคทางเลือกใหม่ที่จะเสนอตัวให้คนเมืองหลวงได้ลองใช้บริการ แน่นอนว่า คนเหล่านั้นไม่สนใจที่มาด้วยว่าเป็นอย่างไร เป็นพวกเผด็จการหรือไม่ แค่ขอได้เลือกในสิ่งที่คิดว่าต่างจากคนภาคเหนือและอีสานเท่านั้นก็พอ

การเมืองเรื่องเลือกตั้งเที่ยวนี้ มีโอกาสพลิกกันหลายตลบ เพราะปัจจัยไม่ใช่แค่ตัวเล่นฐานะนักการเมืองที่จะเป็นผู้ถูกเลือกโดยประชาชนเท่านั้น หากแต่เป็นหลังเลือกตั้งแล้วคนในระดับหัวที่มีอำนาจตัดสินใจเขาคุยกันไว้อย่างไรต่างหากคือคำตอบสุดท้าย ประเภทที่ว่านอนมาอาจไม่ใช่ ประเภทที่คิดว่าไม่น่าใช่ก็มีโอกาสที่จะเป็นไปได้ แต่งานนี้ให้ท่องจำคำว่า “เสียหน้า” กับ “เสียหาย” ไว้ให้ดี เพราะมันจะมีคนที่เสียหน้าแต่ที่เสียหายกว่าคือบรรดาลิ่วล้อและกองเชียร์ทั้งหลาย ส่วนจะเป็นพวกไหนฝ่ายใดนั้นอดใจรอกันต่อไป