พาราสาวะถี

การดำเนินคดีกับแกนนำกลุ่มอยากเลือกตั้ง 15 คนก็ว่ากันไปตามกระบวนการของกฎหมาย ที่นักกฎหมายและนักสิทธิมนุษยชนจำนวนไม่น้อย พากันแสดงความกังขาว่า เมื่อรัฐธรรมนูญมีผลบังคับใช้แล้วคำสั่งของคสช.ไม่น่าจะถูกนำมาตั้งเป็นข้อกล่าวหาสำหรับผู้ชุมนุมที่ใช้สิทธิ เสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ แต่ต้องยอมรับความเป็นจริงกันว่า นั่นเป็นเพียงแค่สัญลักษณ์ เพราะเวลานี้ประเทศไทยอยู่ภายใต้การปกครองของเผด็จการที่อ้างประชาธิปไตยเท่านั้น


อรชุน

การดำเนินคดีกับแกนนำกลุ่มอยากเลือกตั้ง 15 คนก็ว่ากันไปตามกระบวนการของกฎหมาย ที่นักกฎหมายและนักสิทธิมนุษยชนจำนวนไม่น้อย พากันแสดงความกังขาว่า เมื่อรัฐธรรมนูญมีผลบังคับใช้แล้วคำสั่งของคสช.ไม่น่าจะถูกนำมาตั้งเป็นข้อกล่าวหาสำหรับผู้ชุมนุมที่ใช้สิทธิ เสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ แต่ต้องยอมรับความเป็นจริงกันว่า นั่นเป็นเพียงแค่สัญลักษณ์ เพราะเวลานี้ประเทศไทยอยู่ภายใต้การปกครองของเผด็จการที่อ้างประชาธิปไตยเท่านั้น

คนอย่าง พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ถามว่ากลืนน้ำลายตัวเองมาแล้วกี่หนเรื่องโรดแมปเลือกตั้ง สิ่งสำคัญคือไม่รู้ว่าผู้มีอำนาจเป็นประเภทปลาทองความจำสั้นหรือเปล่า เมื่อไม่นานมานี้เพิ่งประกาศว่าจะให้สิทธิมนุษยชนเป็นวาระแห่งชาติ พอเห็นการขัดขวางการชุมนุมพร้อมกับดำเนินคดีกับกลุ่มคนอยากเลือกตั้ง แค่นี้ก็พอพิสูจน์ได้แล้วว่า วาจาของท่านผู้นำนั้นศักดิ์สิทธิ์ น่าเชื่อถือเพียงใด

ด้วยเหตุนี้ สุนัย ผาสุก ตัวแทนฮิวแมนไรท์วอทช์ ประจำประเทศไทย ในฐานะผู้แทนเครือข่ายการสังเกตการณ์และการบันทึกชุมนุมสาธารณะเพื่อสิทธิมนุษยชน อันเป็นความร่วมมือกันขององค์กรสิทธิมนุษยชนนานาชาติและสหประชาชาติ ทำหน้าที่สังเกตการณ์การชุมนุมในวันที่ 21-22 พฤษภาคม ดูสถานการณ์การใช้สิทธิ เสรีภาพการชุมนุมของประชาชน จึงได้ให้ความเห็นไว้อย่างน่าสนใจ

การสังเกตการณ์ครั้งนี้ เพื่อเฝ้ามองว่าการชุมนุมดังกล่าวนั้นจะดำเนินการไปในลักษณะใด เนื่องจากผู้แทนเครือข่ายการสังเกตการณ์และการบันทึกชุมนุมสาธารณะเพื่อสิทธิมนุษยชน ถือว่าการเคลื่อนไหวดังกล่าวเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่จำเป็นในการฟื้นฟูระบอบประชาธิปไตยและเตรียมความพร้อมของสังคมเพื่อกลับสู่การเลือกตั้ง

นั่นหมายความว่า การเคลื่อนไหวของกลุ่มคนอยากเลือกตั้งในวาระครบรอบ 4 ปีคสช. ไม่ว่าจะมีข้อเรียกร้องที่ถูกใจคณะเผด็จการคสช.หรือไม่ แต่หากไม่ได้กลัวว่าตัวเองจะเสียหน้าแล้วศึกษากฎบัตร ความร่วมมือระหว่างประเทศให้ชัดเจน หากปล่อยให้ทุกอย่างดำเนินการตามที่แกนนำกลุ่มประกาศไว้แล้วจบลงในเวลาอันรวดเร็ว การย้ำเรื่องเลือกตั้งของท่านผู้นำคงจะหนักแน่นและคนส่วนใหญ่จะเชื่อว่าไม่เจอโรคเลื่อนอีกแน่นอน

เมื่อเลือกที่จะใช้กำลังและอำนาจอันเบ็ดเสร็จเด็ดขาดเพราะความเคยชินและนิสัยที่ไม่ยอมให้ใครมาวิพากษ์วิจารณ์ผู้เป็นเผด็จการแล้ว คำถามที่ตามมาจากสุนัยจึงน่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง เพราะคณะผู้สังเกตการณ์ได้สังเกตการณ์ทั้งฝั่งเจ้าหน้าที่รัฐและผู้ชุมนุมว่า ผู้ชุมนุมมีการยั่วยุหรือไม่ ผู้ชุมนุมจะชุมนุมโดยสันติตามที่บอกหรือไม่

ทั้งนี้ ประชาชนควรมีพื้นที่ปลอดภัยในการแสดงออก  ถ้าหากการชุมนุมโดยสันติถูกห้าม ถูกทำให้เป็นอาชญากรรม ถูกจำกัด ก็ไม่ใช่เรื่องดี เพราะถ้าเป็นเช่นนั้นหมายถึงเราจะไม่สามารถเชื่อใจคำพูดของผู้นำรัฐบาลที่บอกว่า กำลังเปลี่ยนผ่านประเทศสู่ประชาธิปไตย เมื่อบวกกับวิธีการและการตั้งข้อกล่าวหากับแกนนำผู้ชุมนุมทำให้คณะผู้สังเกตการณ์สงสัยว่าจะไว้ใจรัฐบาลคสช.ได้อีกหรือไม่

การบอกเช่นนี้ของสุนัยถือเป็นการสวนทางกับคำพูดของท่านผู้นำที่พยายามกรอกหูประชาชนมาโดยตลอดที่ว่า การย้ำเรื่องโรดแมปเลือกตั้งในปีหน้านั้น ต่างประเทศไม่มีปัญหา จะมีแต่ก็คนบางพวกบางกลุ่มในประเทศเท่านั้น ไม่น่าจะเป็นความจริง และไม่เพียงแต่สุนัยและคณะผู้สังเกตการณ์เท่านั้นที่แสดงท่าทีต่อการจัดการกับกลุ่มผู้ชุมนุมหนนี้ สำนักงานข้าหลวงใหญ่เพื่อสิทธิมนุษยชนของยูเอ็น ก็เรียกร้องต่อรัฐบาลไทยในการปล่อยตัวแกนนำกลุ่มนี้แบบไม่มีเงื่อนไขด้วยเช่นกัน

จะว่าไปแล้วไม่เพียงแต่กลุ่มผู้ชุมนุมเท่านั้นที่ถูกลิดรอนหรือคุกคามสิทธิ เสรีภาพ แม้กระทั่งสื่อมวลชนเองก็ไม่ต่างกัน อันเนื่องมาจากการประกาศห้ามสื่อเข้าไปปะปนอยู่กับผู้ชุมนุมของรองผู้บัญชาตำรวจแห่งชาติคนดัง พลตำรวจเอกศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล ก่อนที่จะมาแก้ตัวตอนหลังว่า ไม่ได้ห้ามและคุกคามแต่อย่างใด

เรื่องนี้สุนัยก็ชี้ว่า สื่อมวลชนก็โดนหางเลขจากการชุมนุมครั้งนี้ การที่ขู่ว่าสื่อไปปะปนกับผู้ชุมนุมก็อาจจะเกี่ยวข้องกับความผิดเดียวกันกับผู้ชุมนุมด้วยนั้น เป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง เพราะสื่อควรได้รับความปลอดภัยในการรายงานข่าวอย่างตรงไปตรงมาจากทั้งสองฝ่าย ซึ่งธงของเจ้าหน้าที่เหมือนจะบอกให้สื่อมวลชนนำเสนอจากมุมรัฐบาลเท่านั้น ทั้งหมดนี้เป็นท่าทีที่น่ากังวล

จะว่าไปท่าทีของผู้ปฏิบัติอย่างตำรวจที่ถึงขั้นขู่นักข่าว น่าจะเป็นผลจากการได้รับแรงกดดันมาจากผู้มีอำนาจหรือไม่ เพราะในการแถลงข่าวหลังประชุมครม.ท่านผู้นำก็พูดกับสื่อประจำทำเนียบรัฐบาลว่า ไม่ต้องการให้ไปสัมภาษณ์ผู้ชุมนุมเพื่อเป็นการขยายความ โดยขอให้ฟังเหตุผลรัฐบาลบ้าง เป็นภาพสะท้อนของความเป็นเผด็จการได้เป็นอย่างดี

ไม่เพียงแต่องค์กรสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศเท่านั้นที่แสดงความไม่เห็นด้วยต่อการดำเนินการของรัฐบาลเผด็จการ ในประเทศไม่ว่าจะเป็นสมาคมนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน เครือข่ายนักวิชาการ นักศึกษาและประชาชนภาคเหนือ ที่ออกมาประณามการขัดขวาง การดำเนินคดี และการจับกุมของเจ้าหน้าที่รัฐ ที่กระทำต่อกลุ่มคนอยากเลือกตั้งและประชาชนผู้เรียกร้องการเลือกตั้ง โดยขอให้ยุติการดำเนินคดีและหยุดใช้คำสั่งหัวหน้าคสช.ที่ 3/2558 ในการปิดกั้นเสรีภาพของประชาชน

เหล่านี้คงเป็นแค่ความเคลื่อนไหวของบุคคลและองค์กรที่ยึดโยงกับหลักการอันเป็นสากล แต่กับรัฐบาลเผด็จการที่ใช้แต่อำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดและมาตรายาวิเศษมาตลอด คงไม่อินังขังขอบหรือรู้สึกรู้สาใด ๆ มิเช่นนั้น คงไม่ระรื่นยกหางตัวเองกับโอกาสครบรอบ 4 ปีว่าทำทุกอย่างดีขึ้น ที่น่าหัวร่อคงเป็นประเด็นที่ว่าทำให้เศรษฐกิจดี นี่แหละธาตุแท้เผด็จการของจริง

เอาแค่เรื่องปากท้อง วันนี้ประชาชนคนหาเช้ากินค่ำบ่นกันทั่วบ้านทั่วเมือง รายได้ไม่กระเตื้อง มนุษย์เงินเดือนได้ค่าแรงเพิ่มแค่จิ๊บจ๊อย ราคาพืชผลทางการเกษตรตกต่ำ ผิดกับราคาน้ำมันที่แพงขึ้น ๆ และสินค้าต่าง ๆ ที่ขยับราคากันสำราญใจ เท่านี้ถ้าไม่มืดบอดทางปัญญาประสาผู้นำที่ดีคงรู้อยู่แก่ใจดีว่า ที่สุขสบายได้ประโยชน์มันคือพวกนายทุนหรือคนส่วนใหญ่ของประเทศกันแน่

Back to top button