เปิด 10 หุ้น SET ราคาทรุดหนัก! 5 เดือนนลท.กระเป๋าฉีกเกิน 40%

เปิด 10 หุ้น SET ราคาทรุดหนัก! 5 เดือนนลท.กระเป๋าฉีกเกิน 40%นำโดย MALEE,SDC,TTCL,SCI,ECL

“ข่าวหุ้นธุรกิจออนไลน์” ได้ทำการสำรวจราคาหุ้นของบริษัทจดทะเบียน (บจ.)กลุ่ม SET ในรอบ 5 เดือน โดยเทียบราคาหุ้นปิด ณ วันที่ 29 ธ.ค.60-31พ.ค.61 และคัดเลือกราคาหุ้นที่ปรับตัวสวนดัชนีปรับตัวลดลง 1.52% โดยเทียบจากดัชนียืนอยู่ที่ระดับ 1753.71 จุด (29 ธ.ค.60) มาอยู่ที่ระดับ 1,726.97 จุด (31พ.ค.61) ลบไป 26.74 จุด

ทั้งนี้หากสังเกตดัชนี SET ในช่วง 5 เดือนที่ผ่านมาจะพบว่าอ่อนตัวลงแรงและต่อเนื่อง โดยเห็นได้ชัดดัชนีอ่อนตัวลงแรงอย่างมากช่วงเดือนเม.ย.-พ.ค.โดยดัชนีอ่อนตัวแรงและหลุดจากระดับ 1800 จุด เนื่องจากนักลงทุนต่างชาติเทขายหุ้นอย่างต่อเนื่อง

โดยล่าสุดนับตั้งแต่วันที่ 1ม.ค.-8 มิ.ย.61 นักลงทุนต่างชาติได้ขายสุทธิรวม 138,251 ล้านบาท ส่งผลให้ Fund Flow ต่างชาติไหลออกอย่างต่อเนื่อง แน่นอนแรงเทขายที่เกิดขึ้นส่วนใหญ่อยู่ในหุ้นกลุ่ม SET50 และส่งผลให้ราคาหุ้นหลายตัวปรับตัวลงแรงเกินพื้นฐาน

สำหรับหุ้นกลุ่มหุ้น SET ที่ปรับตัวลงแรงตามทิศทางตลาดครั้งนี้คัดเลือกมานำเสนอ 10 อันดับดังตารางประกอบโดยหุ้นที่จะนำเสนอข้อมูลประกอบขอนำเสนอเพียง 5 อันดับแรกของตาราง MALEE,SDC,TTCL, SCI,ECL,WORK เท่านั้น

อันดับ 1 บริษัท มาลีกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ MALEE  ราคาหุ้นปรับตัวลดลง 58.69% โดยราคาหุ้นปรับตัวลดลงจากระดับ 38.25 บาท (29 ธ.ค.60) มาอยู่ที่ระดับ 15.80 บาท (30พ.ค.61) ราคาหุ้นร่วงหนักในรอบ 5 เดือน ส่วนใหญ่มาจากนักลงทุนผิดหวังผลการดำเนินงานปี 60 ที่ประกาศออกมาในช่วงดังกล่าว

ขณะเดียวกันผลงานไตรมาส 1/61 กำไรสุทธิลดลงเหลือ 9.46 ลบ. จากปีก่อนมีกำไร 118.50 ลบ. เนื่องจากบริษัทมียอดขายรวมลดลงมาอยู่ที่ระดับ 1.36 พันล้านบาท ลดลง 10% เมื่อเทียบกับปีก่อน

อย่างไรก็ตามบริษัทคาดผลงานปีนี้จะกลับมาเติบโตอย่างโดดเด่นตามแผนกลยุทธ์ธุรกิจระยะยาว 9 ปี (58-66) หลังจากช่วงที่ 1 (58-60) ได้วางรากฐานและความเข้มแข็งขององค์กรในอนาคต ด้วยการลงทุนปรับปรุงประสิทธิภาพด้านการผลิตและบุคลากร รวมทั้งด้านวิจัยพัฒนาสินค้าที่มีความหลากหลายและมีมูลค่าเพิ่มสูง นอกจากนั้นยังสร้างพันธมิตรทางธุรกิจทั้งในประเทศและต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง

อันดับ 2 บริษัท สามารถ ดิจิตอล จำกัด (มหาชน) หรือ SDC ราคาหุ้นปรับตัวลดลง 54.84% โดยราคาหุ้นปรับตัวลดลงจากระดับ 0.62 บาท (29 ธ.ค.60) มาอยู่ที่ระดับ 0.28 บาท (30 พ.ค.61) คาดนักลงทุนทยอยขายหุ้นตลอด 5 เดือน เนื่องจากพื้นฐานธุรกิจไม่สดใสนับตั้งแต่ขาดทุนปี 2559

โดยในช่วงดังกล่าวบริษัทประกาศผลประกอบการปี60  ขาดทุน 1,924.82 ล้านบาท จากช่วงเดียวกันของปีก่อนขาดทุน 719.64 ล้านบาท ยิ่งทำให้นักลงทุนเทขายหุ้นหนัก ส่วนผลการดำเนินงานไตรมาส 1/61 ขาดทุนสุทธิ 145.10 ลบ. ลดลงจากปีก่อน 199.66 ลบ. เนื่องจากค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารลดลง

อย่างไรก็ตามปีนี้บริษัทคาดจะมีรายได้อย่างน้อย 3 พันล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 60 ที่คาดว่าจะทำได้ลดลงมากเมื่อเทียบจากปี 59 ขณะที่ในปีนี้มีโอกาสที่จะพลิกมีกำไรได้ ซึ่งจะเร็วกว่าแผนที่คาดว่าจะกลับมามีกำไรในปี 62  หลังจากเปลี่ยนธุรกิจจำหน่ายมือถือ มาเป็นธุรกิจ Digital Trunked Radio และให้เช่าเสาสัญญาณ Co-Tower ในเขตอุทยานแห่งชาติ ที่จะเริ่มรับรู้รายได้ปีนี้ โดยบริษัทได้ลงทุนโครงข่ายรองรับ Digital Trunked Radio จำนวน 1,000 สถานี วงเงิน 2.5 พันล้านบาท สามารถครอบคลุมทั่วประเทศ

ทั้งนี้ คาดว่าปีนี้จะมีลูกค้า 50,000 -100,000 ราย และคาดว่าจะได้เพิ่มอีก 1 แสนราย จากหน่วยงานราชการ ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างรอขั้นตอนการอนุมัติ  และตั้งเป้าเพิ่มลูกค้าเป็น 3-4 แสนรายภายในปี 63 โดยบริษัทจะมีรายได้จากค่าใช้บริการรายเดือนๆละ 800 บาทต่อเครื่อง และรายได้จากการจำหน่ายเครืองลูกข่ายวิทยุคมนาคมระบบดิจิทัล (Digital Trunked Radio) ราคาเครื่องละ 2-6 หมื่นบาท ขณะเดียวกันการลงทุนเสาสัญญาณ มีวงเงิน 2.5 พันล้านบาท ซึ่งทยอยลงทุนในช่วงปลายปี 60 และจะลงทุนในปีนี้อีก 200-300 ต้น

 

อันดับ 3 บริษัท ทีทีซีแอล จำกัด (มหาชน) หรือ TTCL ราคาหุ้นปรับตัวลดลง 52.91 % โดยราคาหุ้นปรับตัวลงจากระดับ 17.20 บาท (29 ธ.ค.60) มาอยู่ที่ระดับ 8.10 บาท (31พ.ค.)  ส่วนใหญ่มาจากนักลงทุนผิดหวังผลการดำเนินงานปี 2560 ออกมาไม่สดใส และในช่วงดังกล่าวบทวิเคราะห์ได้ประเมินว่าธุรกิจยังมีความเสี่ยงจากหนี้เสียโครงการ Rock Salt ยิ่งทำให้

บล. ทิสโก้ ระบุในบทวิเคราะห์ว่า  คาดผลประกอบการ 2Q18 ดีขึ้น ผลประกอบการที่ลดลงจากค่าใช้จ่ายพิเศษและรายได้จากงาน EPC ที่เพิ่มขึ้นจากโครงการมูลค่า 1.4 หมื่นล้านบาจะเป็นปัจจัยบวกต่อการดำเนินงาน นอกจากนี้บริษัทยังเข้าประมูลงาน 1 หมื่นล้านบาทในต่างประเทศในช่วง 2H18 แนะนำให้ “ขาย” จากผลประกอบการที่ขาดทุนและความเสี่ยงในการเพิ่มทุน มูลค่าที่เหมาะสม 5.60 บาท (PER ที่ 26 เท่าสำหรับปี 2018F)

 

อันดับ 4 บริษัท เอสซีไอ อีเลคตริค จำกัด (มหาชน) หรือ SCI ราคาหุ้นปรับตัวลดลง 51.48 % โดยราคาหุ้นปรับตัวลงจากระดับ 6.10 บาท (29 ธ.ค.60) มาอยู่ที่ระดับ 2.96 บาท (31พ.ค.)  ส่วนใหญ่มาจากนักลงทุนผิดหวังผลการดำเนินงานออกมาไม่สดใสและถดถอยอย่างต่อเนื่อง

โดยผลการดำเนินงานไตรมาส 1/60 พลิกขาดทุน 23.19 ลบ. จากปีก่อนกำไร 6.36 ลบ. เนื่องจากกลุ่มบริษัทมีรายได้รวมทั้งสิ้น 381.92ล้านบาท ลดลงจำนวน 208.65 ล้านบาท หรือลดลงร้อยละ 35.33 เมื่อเปรียบเทียบกับงวดเดียวกนของปีก่อน ซึ่งมีจำนวน 590.56 ล้านบาท

อย่างไรก็ตามแผนการดำเนินงานในปี 61 บริษัทยังคงเดินหน้าขยายการลงทุนทั้งในและต่างประเทศ เพื่อขยายฐานรายได้ให้กับบริษัท โดยในส่วนของการลงทุนในประเทศในปีนี้จะมีการลงทุนของบริษัทร่วมทุนคือ บริษัท ทียูทิลิตี้ส์ จำกัด (TU) ซึ่งเป็นบริษัทร่วมลงทุนระหว่าง SCI และ บมจ.พร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค (PF) โดย SCI ถือหุ้น 45% เพื่อลงทุนในพลังงานทดแทนและสาธารณูปโภคต่างๆ

ในปีนี้ TU มีเป้าหมายรับงานโซลาร์รูฟบนหลังคาโรงงานอุตสาหกรรมขนาดกำลังการผลิตรวม 20 เมกะวัตต์ โดยมีโครงการที่ได้เซ็นสัญญาซื้อขายไฟฟ้ากับโรงงานอุตสาหกรรมไปแล้ว 4 เมกะวัตต์ ซึ่งอยู่ระหว่างทยอยจ่ายไฟเข้าระบบเชิงพาณิชย์ (COD) ส่วนที่เหลือคาดว่าจะทยอยติดตั้งในปีนี้และปี 62

ทั้งนี้ ปัจจุบัน SCI มีงานในมือที่รอรับรู้รายได้จากในประเทศ (Backlog) ราว 400 ล้านบาท แบ่งเป็นงานเสาของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ประมาณ 300 ล้านบาท ส่วนที่เหลือเป็นงานสวิตซ์บอร์ด

ส่วนความคืบหน้าการลงทุนก่อสร้างโรงงานผลิตเสาส่งไฟฟ้าแรงสูงและเสาสื่อสารโทรคมนาคม และชุบกัลป์วาไนซ์ ที่เมียนมา คาดว่าจะสามารถเริ่มเปิดโรงงานได้ในช่วงไตรมาส 3/61 และจะเริ่มผลิตได้ตั้งแต่ครึ่งหลังของปี 61 เป็นต้นไป โดยเน้นขายภายในประเทศเป็นหลัก

 

อันดับ 5 บริษัท ตะวันออกพาณิชย์ลีสซิ่ง จำกัด (มหาชน) หรือ ECLราคาหุ้นปรับตัวลดลง 49.01 % โดยราคาหุ้นปรับตัวลงจากระดับ 4.04 บาท (29 ธ.ค.60) มาอยู่ที่ระดับ 2.06 บาท (31พ.ค.)  โดยราคาหุ้นปรับตัวแรงเนื่องจากมั่นใจพื้นฐานธุรกิจที่มีกำไร แต่เนื่องจากช่วงที่ผ่านมามีความกังวลเรื่องเกณฑ์คุม non-bank หรือเกณฑ์คุมสัญญาเช่าซื้อใหม่ส่งผลให้ราคาหุ้นมีแรงขายทำกำไรต่อเนื่อง

บล.บัวหลวง  ระบุว่า สำหรับไตรมาส 2/61 คาดบริษัทจะกลับมาแสดงผลกำไรเติบโตอีกครั้งทั้ง YoY และ QoQ  จากสินเชื่อที่เราประเมินว่าจะเติบโตแรงอย่างต่อเนื่องและได้อานิสงค์จากการจบงาน Motor Show ซึ่งเรามองว่าจะหนุนให้การหมุนเวียนของรถมือ2 ในตลาดมีเพิ่มขึ้น ซึ่ง ECL ได้ประโยชน์จากการปล่อยสินเชื่อให้กับรถยนต์มือ2 นี้ รวมถึงการตั้งสำรองเพื่อการเตรียมความพร้อม IFRS9 คาดจะลดลงจาก 1Q18 ส่งผลให้กำไรดีขึ้น

คงประมาณการกำไรปี 2017-18 ที่ 172 และ 251 ล้านบาท โดยเรายังคงคาดบริษัทจะสามารถรักษาส่วนต่างดอกเบี้ย (NIM) ได้สูงในระดับ 6.10% โดยเรามองว่าหุ้นกู้ของบริษัทที่ได้อันดับความน่าเชื่อถือ BBB- โดยทริส จะเป็นปัจจัยช่วยให้บริษัทสามารถล๊อคต้นทุนการเงินให้ต่ำไปได้อีกหลายปี

อย่างไรก็ดีเราประเมินว่าผลกระทบต่อผลประกอบการจะจำกัด และคาดกำไรจะเริ่มกลับมาเติบโตได้ดีตั้งแต่ 2Q18 ดังนั้น จากราคาหุ้นปัจจุบันที่เทรดบน P/E เพียง 15 เท่า มองเป็นโอกาสในการทยอยสะสม ราคาเปาหมาย 3.80 บาท อิง PE 25 เท่า เท่ากับค่าเฉลี่ยในอดีต และใกล้เคียงกับค่าเฉลี่ยกลุ่มที่ PE 20-25 เท่า

*ทั้งนี้ข้อมูลที่มีการนำเสนอข้างต้น เป็นเพียงข้อแนะนำจากข้อมูลพื้นฐานเพื่อประกอบการตัดสินใจของนักลงทุนเท่านั้น และมิได้เป็นการชี้นำ หรือเสนอแนะให้ซื้อหรือขายหลักทรัพย์ใดๆการตัดสินใจซื้อหรือขายหลักทรัพย์ใดๆ ของผู้อ่าน ไม่ว่าจะเกิดจากการอ่านบทความในเอกสารนี้หรือไม่ก็ตาม ล้วนเป็นผลจากการใช้วิจารณญาณของผู้อ่าน

คำค้น