จัดธีม 12 หุ้นปลอดภัย เน้นกลุ่ม “Domestic Play” รับมือสงครามการค้าสหรัฐฯ-จีน

จัดธีม 12 หุ้นปลอดภัย รับมือภาวะตลาดผันผวน วิตกสงครามการค้าสหรัฐฯ-จีน


“ข่าวหุ้นธุรกิจออนไลน์” ได้ทำการสำรวจบทวิเคราะห์ของบริษัทหลักทรัพย์เอเซีย พลัส จำกัด (มหาชน) ที่แนะนำการลงทุนประจำเดือนกรกฏาคม 2561 หลังจากตลาดหุ้นไทยยังคงถูกกดดันจากภาวะตลาดหุ้นต่างประเทศ

โดย บล.เอเซีย พลัส ระบุในบทวิเคราะห์ ว่า ดัชนี 1,600 จุด สะท้อน EPS ตลาดปี 2562 ลดลง 15% จากสงครามการค้า  โดยตลาดหุ้นโลกยังถูกกดดันจากสงครามการค้า ซึ่งมีผลแล้วในเดือนก.ค. นี้ และมีแนวโน้มที่จะรุนแรงขึ้นหากสหรัฐและประเทศคู่ค้ามีการตอบโต้ทั้งมาตรการทางภาษีและมิใช่ภาษี ซึ่งจะกระทบต่อเศรษฐกิจและมูลค่าการค้าโลกตั้งแต่ปี 2562 และอาจยาวไปจนปี 2563

สำหรับไทยแม้จะไม่ได้รับผลกระทบทางตรง แต่น่าจะได้รับผลกระทบทางอ้อม เนื่องจากไทยเป็นผู้ส่งออกวัตถุดิบและส่วนประกอบไปยังจีน และน่าจะทำให้ผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนปี 2562 มีโอกาสที่จะลดลงจากคาดการณ์เดิมที่ประเมินไว้ที่ 1.1 ล้านล้านบาท (EPS 116 บาท)

ทั้งนี้ ประเมิน Sensitivity Analysis ว่า ทุกๆ 5% ของกำไรตลาดฯ ที่ลดลงจากประมาณการเดิม ส่งผลให้กำไรสุทธิปี 2562 หายไปราว 5.75 หมื่นล้านบาท ในกรณีเลวร้ายหากกำไรตลาดลดลง 20% จากประมาณการเดิม จะกระทบต่อดัชนีเป้าหมายปี 2562 ให้ลดลงจาก 1,854.23 จุด มาอยู่ที่ 1,483.39 จุด (อิง Expected P/E 16 เท่า)

ขณะที่ปี 2561 แม้ผลจากสงครามการค้าจะกระทบต่อกำไรของบริษัทจดทะเบียนไม่มากนัก แต่ดัชนีเป้าหมายที่ฝ่ายวิจัยประเมินที่ 1,772 จุด (อิง Expected P/E 16 เท่า) มีความเป็นไปได้ค่อนข้างยาก จึงอยู่ระหว่างการทบทวนดัชนีเป้าหมายปี 2561 โดยจะปรับ Expected P/E ลงสู่ 15.5 หรือ 15 เท่า ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับท่าทีของสหรัฐว่าจะดำเนินนโยบายทางการค้าอย่างไร แต่เชื่อว่าตลาดปัจจุบันสะท้อนความเสี่ยงสงครามการค้าไประดับหนึ่งแล้ว

กลยุทธ์การลงทุน แนะนำลงทุนในหุ้น 40% ของพอร์ต และเลือกลงทุนในหุ้นที่เติบโตในประเทศ (Domestic Play) เป็นหลัก คือ

  1. หุ้นที่เกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวัน อาทิ โทรศัพท์มือถือ ปัจจุบันนับว่าเป็นปัจจัย4 ที่สำคัญต่อการดำเนินชีวิต โดยธุรกรรมต่างๆ มักจะทำผ่านโทรศัพท์เป็นหลัก จึงจำเป็นต้องมีเครือข่ายและสัญญาณที่ดีในการรับรองกิจกรรมต่างๆ ประกอบกับโอกาสประมูลคลื่นในอนาคตและราคาที่ปรับตัวลงค่อนข้างมาก จึงแนะนำ DTAC ราคาเป้าหมาย 68 บาท , ADVANC ราคาเป้าหมาย 230 บาท , กลุ่มค้าปลีก BJC ราคาเป้าหมาย 69 บาท
  2. หุ้นปลอดภัยจากดอกเบี้ยขาขึ้น คือ กลุ่มธนาคารพาณิชย์ เนื่องจากโครงสร้างสินเชื่อกว่า 70% เป็นอัตราดอกเบี้ยลอยตัว เป็นบวกต่อรายได้ดอกเบี้ยรับ ขณะที่สัดส่วนเงินฝากกว่า 50% เป็นอัตราดอกเบี้ยคงที่ ส่งผลดีต่อการเติบโตของรายได้ดอกเบี้ย แนะนำ BBL ราคาเป้าหมาย 220 บาท , KBANK ราคาเป้าหมาย 227 บาท หรือปลอดหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ย (Debt Free) เช่น STEC ราคาเป้าหมาย 25 บาท , SYNTEC ราคาเป้าหมาย 6.6 บาท, PYLON ราคาเป้าหมาย 8.67 บาท , PLANB ราคาเป้าหมาย 7.30 บาท
  3. หุ้นส่งออกอาหาร ที่ได้ประโยชน์จากเงินบาทอ่อนค่า CPF ราคาเป้าหมาย 30 บาท , TU ราคาเป้าหมาย 21 บาท , GFPT ราคาเป้าหมาย 14 บาท

Back to top button