พรีเมียร์ลีก กับหุ้น

หุ้นกำลังเป็นขาขึ้นในตลาดหุ้นไทย แต่ที่อังกฤษ ค่าตัวนักเตะที่พุ่งเป็นสถิติโลกหลายต่อหลายคนในสโมสรต่าง ๆ จะพิสูจน์ว่าเงินที่จ่ายไปนั้นคุ้มค่าหรือไม่ เพราะปีนี้ อังกฤษพรีเมียร์ลีกกำลังเริ่มต้นตั้งแต่พรุ่งนี้เป็นต้นไป

พลวัตปี 2018 : วิษณุ โชลิตกุล

หุ้นกำลังเป็นขาขึ้นในตลาดหุ้นไทย แต่ที่อังกฤษ ค่าตัวนักเตะที่พุ่งเป็นสถิติโลกหลายต่อหลายคนในสโมสรต่าง ๆ จะพิสูจน์ว่าเงินที่จ่ายไปนั้นคุ้มค่าหรือไม่ เพราะปีนี้ อังกฤษพรีเมียร์ลีกกำลังเริ่มต้นตั้งแต่พรุ่งนี้เป็นต้นไป

ปีนี้พรีเมียร์ลีก ที่ขึ้นชื่อว่าเป็นลีกฟุตบอลที่มีขนาดธุรกิจใหญ่สุดของโลก (แม้จะยังเล็กมากเมื่อเทียบกับเบสบอล และอเมริกันฟุตบอลในสหรัฐฯ) เปิดค่อนข้างเร็ว และไม่มีการแข่งขันชิงถ้วย คอมมิวนิตี้ ชิลด์ ส่งสัญญาณเหมือนเดิม น่าจะเป็นปีที่คึกคักอย่างมาก เมื่อดูจากเม็ดเงินที่ลงทุนไปกับการสร้างทีมรับฤดูกาลใหม่

การแข่งขันปีนี้ น่าจะคึกคักและพลิกกันในช่วงต้นฤดูกาลค่อนข้างมาก เนื่องจากทีมใหญ่ที่มีนักเตะระดับโลกขาดความพร้อมในการเตรียมทีมเพราะนักเตะที่ไปแข่งฟุตบอลโลกรัสเซีย ยังอยู่ในช่วงพัก ไม่เหมือนทีมเล็กที่เตรียมทีมเงียบ ๆ ยาวนานกว่า น่าจะมีความพร้อมในรูปของทีม

ปีที่ผ่านมา การแข่งขันพรีเมียร์ลีกประสบความสำเร็จอย่างมาก สามารถทำรายได้รวม 6.4 พันล้านดอลลาร์ จากการสำรวจโดยบริษัทดีลอยท์ แผนกธุรกิจกีฬา เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 25% โดยที่มีกำไรสุทธิรวม 1.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งถือว่าอัตรากำไรสุทธิที่ดีมากกว่า 20% แม้ว่า ค่าใช้จ่ายของสโมสรต่าง ๆ จะเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะค่าตัวและค่าจ้างที่เพิ่มเฉลี่ย 9% แต่รายได้จากค่าถ่ายทอดสดที่พุ่งแรงก็สามารถชดเชยได้บ้าง

ค่าใช้จ่ายของสโมสรพรีเมียร์ลีกในปีที่ผ่านมา ในด้านค่าตัวที่ต้องจ่ายระหว่างสโมสรที่สูงมากถึง 2.6 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งหากดูจากการย้ายตัวของนักเตะก่อนฤดูกาลจะเริ่มต้น จะคาดเดาไม่ยากว่าค่าใช้จ่ายส่วนนี้ น่าจะพุ่งแรงขึ้นไปอีก เป็นโจทย์ที่ผู้บริหารจะต้องตามต่อไป แม้ว่าในแง่ของการลงทุน จะยังคงถือกันว่าฟุตบอลอังกฤษ รวมทั้งพรีเมียร์ลีกยังเป็นการลงทุนที่คุ้มค่า

กรณีศึกษาตระกูลเกลเซอร์ที่เข้าเทกโอเวอร์สโมสรแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด กรณีกลุ่มทุนคิง เพาเวอร์จากไทยเข้าซื้อกิจการสโมสรเลสเตอร์ ซิตี้ เป็นต้นแบบที่ดีเยี่ยมของการลงทุนในฟุตบอลอังกฤษ

ทีมแรกมีข้อมูลชัดเจนกว่าเพราะจดทะเบียนเป็นมหาชน มีตัวเลขน่าสนใจอย่างมาก

ปีที่ผ่านมา ทีมที่มีฉายา ปีศาจแดง มีรายได้ซึ่งถือว่าเป็นปีทองของสโมสรฟุตบอลอาชีพที่เป็นบริษัทมหาชนจดทะเบียนใน 2 ตลาดหุ้นแห่งนี้ เพราะสามารถสร้างรายได้รวมเป็นสถิติใหม่ของบริษัทที่ระดับ 581 ล้านปอนด์สเตอร์ลิง

รายได้ที่เพิ่มขึ้นมาก สัมพันธ์อย่างแยกไม่ออกจากความสำเร็จในสนามแข่งขันของทีมเมื่อปีก่อน แม้ปีที่ผ่านมาจะคว้าน้ำเหลวหมด แต่ฟอร์มโดยรวมของทีมเริ่มกลับมาน่าเกรงขามอีกครั้ง

รายได้หลักที่เพิ่มขึ้นมากเป็นพิเศษมาจากรายได้จากถ่ายทอดสดทางโทรทัศน์ ที่รับส่วนแบ่งจากการเข้ารอบลึก ๆ หลายรายการ จนได้รับมากถึง 194.1 ล้านปอนด์ เพิ่มขึ้นถึง 53.7 ล้านปอนด์จากปีก่อน หรือ 38.2% รายได้ที่โดดเด่นถัดมาได้แก่รายได้จากการขายของที่ระลึกในร้านค้า และอื่น ๆ มากถึง 275.5 ล้านปอนด์ ในขณะที่รายได้จากการขายตั๋วเข้าชม ทรงตัวที่ระดับ 111.6 ล้านปอนด์

หลายคนอาจอ้างว่า การมาของผู้จัดการทีมที่มีค่าตัวแพงสุดในโลก ชาวโปรตุกีส โชเซ่ มูรินโญ่ แค่ปีเดียว สามารถทำให้ทีมยกระดับมูลค่ามาได้ถึงขนาดนี้ แต่นั่นถูกเพียงแค่ส่วนเดียว เพราะ หากทีมผู้บริหารชั้นบนที่สูงขึ้นกว่าตัวผู้จัดการทีม ไม่ยอมรับความยืดหยุ่นของการสร้างแบรนด์ที่เกิดจากการผสมผสานหลายปัจจัยเข้าด้วยกันแล้ว ความสำเร็จคงไม่เกิดขึ้น

ดังที่ทราบกันดี สโมสรฟุตบอลอาชีพในปัจจุบัน มีรากฐานความสำเร็จทางการตลาดและการเงินจากบูรณาการถึง 5 ด้านของการบริหารที่ต้องมีดุลยภาพกัน ซึ่งเกิดจากองค์ประกอบ 1) การซื้อขายนักเตะ 2) รายได้จากค่าตั๋วเข้าชมการแข่งขัน 3) รายได้จากผู้สนับสนุนทางการตลาด 4) รายได้จากลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดทางโทรทัศน์ หรือเน็ต (ที่นับวันจะยิ่งทำกำไรมากขึ้นเรื่อย ๆ) หรือเครือข่ายโทรคมนาคมอื่น ๆ และ 5) รายได้จากการขายสินค้าที่ระลึกจากแฟรนไชส์ร้านค้าทั่วโลก ความสำเร็จจากรายได้ที่พุ่งกระฉูดเป็นอันดับหนึ่งของโลก ถูกหักล้างจากค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นแรงเช่นกัน

ค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นแรงสุด ไม่ใช่ค่าใช้จ่ายจากการซื้อนักเตะที่ค่าตัวเฟ้อจัดอย่างพอล ป็อกบา เพราะค่าใช้จ่ายนักเตะเพิ่ม 13% เป็น 263.5 ล้านปอนด์ จากเดิม 232.2 ล้านปอนด์ แต่มาจากค่าใช้จ่ายทางด้านการบริหารจัดการที่พุ่งกระฉูดแซงอัตราการเติบโตของรายได้ มากถึง 511.5 ล้านปอนด์ เพิ่มจากปีก่อนที่มีแค่ 74.7 ล้านปอนด์ หรือเพิ่มขึ้น 684%

ปีนี้ อันเป็นปีหลังฟุตบอลโลก การแข่งขันในช่วงแรกจะเร้าใจยิ่ง เพราะทีมใหญ่ที่ยังเตรียมความพร้อมไม่เสร็จดี แรงกดดันมากกว่าปกติ แต่ทีมเล็กมีแรงจูงใจมากกว่า

คำถามสำคัญของพรีเมียร์ลีก นอกเหนือจากทีมไหนจะชนะหรือแพ้ในแต่ละนัด อยู่ที่ว่า ภายใต้สภาพเศรษฐกิจโดยรวมยังอึมครึมด้วยสงครามการค้า ความวุ่นวายเรื่องการถอนตัวของสหราชอาณาจักรจากสหภาพยุโรป และคุณภาพที่ต่ำกว่าค่าตัวและค่าจ้างของนักเตะ จะยังมีขนาดตลาดให้ทำกำไรเพิ่มขึ้นมากน้อยเพียงใด

ราคาหุ้นของทีม แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด ในฐานะทีมที่มีมูลค่าตลาดสูงสุดในโลก จะสะท้อนภาพของพรีเมียร์ลีกปีนี้ได้ดีพอสมควร แม้ไม่ทั้งหมด