“บาทยวบ!” กดกำไรสุทธิ GULF ครึ่งแรกลด 2% สวนทาง “คอร์โปรฟิต” Q2/61 โตทะลักเกินเท่าตัว

"บาทยวบ!" กดกำไรสุทธิ GULF ครึ่งแรกลด 2% สวนทาง "คอร์โปรฟิต" Q2/61 โตทะลักเกินเท่าตัว

บริษัท กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ GULF รายงานผลการดำเนินงานไตรมาส 2/61 (รวมบริษัทย่อย) สิ้นสุดวันที่ 30 มิ.ย.61 ดังนี้

ทั้งนี้ ผลการดำเนินงานในไตรมาสดังกล่าวมีผลขาดทุนสุทธิ เนื่องจากประสบผลขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยน ขณะที่มีกำไรจากการดำเนินงานเติบโตขึ้น โดยกําไรสุทธิจากการดําเนินงานของกลุ่มบริษัทฯ ก่อนกําไร (ขาดทุน) จากอัตราแลกเปลี่ยน (“Core profit”) ในไตรมาส 2/61 จํานวน 794.8 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5.2% จากไตรมาสก่อน และ 104.8% จากปีก่อน และมี Core profit ในช่วง 6 เดือนแรกปี 2561 จํานวน 1,550.7 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 124.2% จากปีก่อน

อนึ่ง การเพิ่มขึ้นของกําไรอย่างต่อเนื่องดังกล่าวมีสาเหตุหลักมาจากการทยอยเปิดดําเนินการของโรงไฟฟ้า SPP ในกลุ่ม GMP และการเพิิ่มขึ้นของปริมาณการขายไฟฟ้า ไอน้ำและน้ำเย็น ให้กับทั้ง กฟผ. และกลุ่มลูกค้าอุตสาหกรรมของโครงการโรงไฟฟ้า SPP ภายใต้กลุ่ม GMP และ GJP โดยปริมาณการขายไฟฟ้า ไอนํ้ำ และน้ำเย็นที่มากขึ้นนั้นยังส่งผลให้โรงไฟฟ้า SPP ทั้ง 2 กลุ่ม เดินเครื่องได้เต็มประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น และมีอัตราการใช้ความร้อน (Heat rate) ที่ดีขึ้นด้วย

อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาผลการดําเนินงานที่รวมผลกําไร (ขาดทุน) จากอัตราแลกเปลี่ยน บริษัทฯ มีขาดทุนสุทธิส่วนของบริษัทฯ ในไตรมาส 2/61 จํานวน 438.0 ล้านบาท และมีกําไรสุทธิส่วนของบริษัทฯ ใน 6 เดือนแรกของปี 2561 จํานวน 1,269.7 ล้านบาท จากการที่กลุ่มบริษัทฯ มีผลขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนในไตรมาส 2/61 และ 6 เดือนแรกของปี 2561 จํานวน 1,232.9 ล้านบาท และ 281.0 ล้านบาท ตามลําดับ ทั้งนี้ กําไร (ขาดทุน) จากอัตราแลกเปลี่ยนดังกล่าวเป็นการบันทึกรายการทางบัญชีที่เกี่ยวข้องกับสกุลเงินต่างประเทศ ซึ่งหลักๆ แล้ว เกิดจากการแปลงมูลค่าหนี้สินระยะยาวในสกุลเงินเหรียญสหรัฐให้เป็นเงินสกุลบาท

โดยใช้อัตราแลกเปลี่ยน ณ วันสิ้นงวดบัญชี (เงินสกุลบาทเทียบกับเงินสกุลดอลลาร์สหรัฐ ณ สิ้นงวดสิ้นปี 2560, สิ้นไตรมาสที่ 1 และไตรมาสที่ 2 ของปี 2561 เท่ากับ 32.8472, 31.4063 และ 33.3278 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ตามลําดับ) ทั้งนี้ กําไร (ขาดทุน) จากอัตราแลกเปลี่ยนดังกล่าวเป็นการบันทึกรายการตามสัดส่วนการถือหุ้นในบริษัทย่อยและบริษัทร่วม ซึ่งไม่ใช่ผลกําไร (ขาดทุน) ที่เกิดขึ้นจริง รายการดังกล่าวจึงไม่ส่งผลกระทบต่อกระแสเงินสดและผลประกอบการที่แท้จริงของกลุ่มบริษัทฯ

ขณะที่ ต้นทุนจากการขายใน 6 เดือนแรกของปี 2561 เท่ากับ 5,413.6 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5,122.3 ล้านบาท หรือ 1,758.5% จากปีก่อน เนื่องจากบริษัทฯ มีต้นทุนการผลิตและขายไฟฟ้าและไอน้ำเพิ่มขึ้นจากโครงการโรงไฟฟ้า SPP ภายใต้บริษัทย่อย GMP ที่เปิดดําเนินการเชิงพาณิชย์แล้ว โดยประมาณร้อยละ 80.4 ของต้นทุนจากการขายทั้งหมดมาจากต้นทุนเชื้อเพลิง ทั้งนี้ ราคาก๊าซธรรมชาติของโครงการโรงไฟฟ้า SPP ในช่วงหกเดือนแรกของปี 2561 เฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 243.9 บาท/ล้านบีทียู

อีกทั้ง ต้นทุนจากการขายในไตรมาส 2/61 เท่ากับ 2,929.2 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 444.9 ล้านบาท หรือ 17.9% จากไตรมาสก่อน จากการที่โครงการโรงไฟฟ้าทุกโครงการภายใต้กลุ่ม GMP มีปริมาณการผลิตและขายไฟฟ้าและไอน้ำ เพิ่มขึ้นในไตรมาส 2/61 และในขณะเดียวกันราคาก๊าซธรรมชาติเฉลี่ยได้ ปรับเพิ่มขึ้นจากประมาณ 237.3 บาท/ล้านบีทียูในไตรมาส 1/61 เป็นประมาณ 250.4 บาท/ล้านบีทียูในไตรมาส 2/61

คำค้น