ผ่าทางตัน (ระลอกใหม่)

ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในตลาดหุ้นไทยเมื่อเปิดตลาดวานนี้ มีความคล้ายคลึงกันกับวันอังคารที่ 25 กรกฎาคม 2560 อย่างมาก แม้จะต่างกันด้วยรายละเอียด

พลวัตปี 2018 : วิษณุ โชลิตกุล

ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในตลาดหุ้นไทยเมื่อเปิดตลาดวานนี้ มีความคล้ายคลึงกันกับวันอังคารที่ 25 กรกฎาคม 2560 อย่างมาก แม้จะต่างกันด้วยรายละเอียด

เมื่อปีก่อน แรงซื้อของกองทุนในประเทศถั่งโถมเหมือนกินยาผิดซอง หรือองค์เจ้าลงสิงสถิตผิดกาละ ดันให้ราคาหุ้นหลักหรือบลูชิพของตลาดขับเคลื่อนให้ดัชนี SET ทะลวงแนวต้านสำคัญปิดตลาดเหนือ 1,580 จุดมาได้อย่างสวยงาม มูลค่าการซื้อขายเยอะพอประมาณ (ในขณะที่ต่างชาติขายเล็กน้อย) หลังจากที่ซื้อมาช่วงต้นปีเดียวกัน

ในปีก่อนในเวลาเดียวกัน ดัชนีล่วงหน้า set50futures ปิดท้ายตลาดด้วยแรงเหวี่ยงขาขึ้น แถมต่างชาติและกองทุนรุมทำ long แบบร่วมด้วยช่วยกัน ทำให้ขาขึ้นดูดี ส่งผลให้สัญญาณเทคนิคก็ดูดีไปหมดทั้ง macd, rsi, stoch, bollinger band, candlestick รายวันสวย แม้สัญญาณรายสัปดาห์ไม่ชัดเจน

เมื่อวานนี้ เกิดสถานการณ์ทำนองเดียวกัน เกิดขึ้น ท่ามกลางบทวิเคราะห์เชิงลบ และระวังตัวให้ซื้อแบบระยะสั้น ซื้อหุ้นที่พื้นฐานดี (defensive play, dividend play และ domestic play) แต่สถานการณ์ที่เป็นปัจจัยบวก 4 เรื่องคือ โรดแมปสู่การเลือกตั้งในประเทศชัดเจนขึ้นสร้างความเชื่อมั่น สหรัฐฯ มีท่าทีอ่อนลงเริ่มแผ้วทางเปิดเจรจาการค้ารอบใหม่กับจีน Bond Yield สหรัฐฯ อ่อนลง และราคาน้ำมันดิบตลาดโลกพุ่งแรงต่อเนื่องจากเฮอร์ริเคนและการลดกำลังการผลิตของซาอุดีอาระเบีย เช้านี้ได้แรงหนุนจากหุ้นบิ๊กแคปกลับเข้ามา อีกทั้งราคาน้ำมันที่ปรับขึ้นด้วย แม้ประเด็นสงครามการค้ายังมีความไม่แน่นอน ดันให้ดัชนีตลาดบวกแรงตั้งแต่ต้นจนจบกลับมายืนเหนือเส้นจิตวิทยาทางเทคนิคที่ 1,700 จุด ซึ่งเป็นแนวฟิวเจอร์สำคัญ ด้วยมูลค่าซื้อขายคึกคักในรอบเกินกว่า 1 เดือน

สถานการณ์เช่นนี้ บรรดานักวิเคราะห์เทคนิค ไม่พูดกันถึงแนวต้าน 1,730 จุดหรือแนวรับ 1,665 จุดกันแล้ว แต่มองข้ามช็อตไปที่แนวรับ 1,750 จุดเลยทีเดียว โดยอ้างถึงอารมณ์ร่วม (Sentiment) ตลาดฯ ที่ดีขึ้นสร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุนได้อีกครั้ง

คำถามว่าคนไทยรักประชาธิปไตยและรัฐบาลจากการเลือกตั้งจริงจังแค่ไหน (ขานรับกฎหมาย พ.ร.ป.การเลือกตั้ง ส.ส. และที่มา ส.ว. 10 ฉบับที่ได้ประกาศอย่างเป็นทางการในราชกิจจานุเบกษาแล้ว) หรือสงครามการค้าสหรัฐฯ-จีน จะขยายตัวรุนแรงมากขึ้นหรือลดลง ไม่ใช่ประเด็นอะไรอีกแล้ว เป็นอดีตที่นักลงทุนพร้อมจะลืมชั่วคราว

เหตุผลคือ ปรากฏการณ์ของตลาดฯ วานนี้ส่อเค้าว่ากำลังจะเกิดภาวะการซื้อขายที่เรียกว่า breaking out หรือ breakouts ในตลาดหุ้นไทยอีกครั้งหลังจากที่รอคอยกันมานานหลายเดือนนับแต่ปลายเดือนกุมภาพันธ์เป็นต้นมา เพื่อมุ่งไปสู่เป้าหมายสำคัญของรอบใหม่คือ เหนือแนวต้าน 1,800 จุด

ตอนนี้ คงต้องบอกย้ำอีกครั้งว่า ภาวะ breaking out ในทางทฤษฎีเทคนิคแล้ว เป็นจังหวะที่ทำให้ตลาดเป็นขาขึ้นอย่างฉับพลันยาวนาน แต่บางครั้งหมายถึงเพียงแค่การถอนหายใจชั่วคราวของตลาดขาลงตามปกติ

โดยทั่วไปแล้ว ในยามที่ตลาดพักฐานหรือปรับฐานลง ดัชนีหรือราคาหุ้นจะดูดซับข่าวร้ายมากขึ้นจนถึงระดับหนึ่ง จนกระทั่งแรงขายแทบหมดหน้าตักเข้าเขตขายมากเกิน แรงซื้อจะกลับมาโดยอัตโนมัติไม่เกี่ยวข้องกับพื้นฐานปัจจัยของตลาดหรือคุณภาพของสินค้าหรือหลักทรัพย์แต่อย่างใด

ในทางกลับกัน หากเป็นตลาดขาขึ้น แรงซื้อที่มากเกินจากภาวะ breaking out สัญญาณทางเทคนิคจะเข้าสู่เขตซื้อมากเกินเร็วกว่าปกติเสมอ ซึ่งนักลงทุนที่ชาญฉลาดจะต้องตัดสินใจขายเมื่อมีกำไรโดยไม่ต้องสนใจราคาสูงสุดคือ margin of safety ที่ดีสุดตามสูตรของเบนจามิน แกรห์ม แต่ก็จะมีนักลงทุนจำนวนหนึ่งที่หลงระเริงจนกลายเป็นแมงเม่าปีกหักง่ายดายมาก กว่าจะรู้ตัวเงินหน้าตักก็ไม่เพียงพอให้แก้ตัวใหม่ เว้นแต่จะตัดขาดทุนขายที่ติดเอาไว้บางส่วน

คำถามสำคัญที่ใคร ๆ ก็อยากจะรู้ (ความอยากซ้ำซาก) ก็คือว่า ภาวะดังกล่าวนี้จะดำรงอยู่นานแค่ไหน

หากมองจากภาพรวม ยังเป็นที่ถกเถียงกันไม่รู้จบว่า ทิศทางเศรษฐกิจในครึ่งหลังของปีนี้ และต่อไปในปีหน้า เศรษฐกิจไทยจะฟื้นตัวจากภาคการเติบโตตามเป้าปีละ 4.2-4.4% ในยามที่รัฐบาลอ้างหรือไม่ แต่เงินทุนเก็งกำไรที่ไหลเข้ามาในประเทศอย่างเป็นปริศนาระยะสั้น (ผ่านตลาดตราสารหนี้) จะไหลกลับเข้ามาในตลาดหุ้นระลอกใหม่จริงหรือไม่

หลังจากขายสะสมสุทธิไปแล้วตลอด 8 เดือนเศษ และส่งผลกระทบต่อตลาดหุ้นอย่างไร

โจทย์ข้างต้น แม้อาจจะไม่ได้ชี้ชัดว่าดัชนีตลาดหุ้นไทยจะถึงเวลาขาขึ้นไปกี่มากน้อย แต่มุมมองและข้อมูลเชิงบวก น่าจะทำให้ตลาดหุ้นผ่านช่วงเวลาทดสอบความอึดทางจิตวิทยาของนักลงทุนในปีนี้ไปแล้ว 2 ระลอก คือ เมื่อเดือนมีนาคม และช่วงเดือนสิงหาคม ทำให้ปรากฏการณ์ breaking out ที่เกิดขึ้นระลอกใหม่นับแต่วานนี้ ได้ช่วยให้นักลงทุนทุกคนต้องทำความเข้าใจและรู้ให้เท่าทัน ก่อนที่จะเจอกับเรื่องลับ-ลวง-พรางของ “สวรรค์คนโง่” (Fool’s Paradise) ให้หลงทางได้อีก คือภาวะขาดทุนขาขึ้น

ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ปรากฏการณ์ breaking out ล่าสุดนี้ สอดรับกับ และยืนยัน พาดหัวเมื่อสองสัปดาห์ก่อนของสื่อตะวันตกที่บอกว่า เศรษฐกิจไทยยามนี้ เลวร้ายน้อยที่สุดในประเทศตลาดเกิดใหม่ ถูกต้องเหมือนคำพยากรณ์ล่วงหน้าเปี๊ยบทีเดียว

ภาวะเช่นนี้ทำให้ศุกร์ที่ 14 กันยายนนี้ ไม่เหมือนศุกร์สัปดาห์อื่นของปีนี้