ดักเก็บ BCP โบรกฯชี้ราคา Laggard ลุ้นไตรมาส 3/61 ฟันกำไร 1.3 พันลบ. ชูเป้า 40 บ.

ดักเก็บ BCP โบรกฯชี้ราคา Laggard ลุ้นไตรมาส 3/61 ฟันกำไร 1.3 พันลบ. ชูเป้า 40 บ.

“ข่าวหุ้นธุรกิจออนไลน์” ได้ทำการสำรวจข้อมูลและบทวิเคราะห์เกี่ยวกับหุ้นบริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ BCP หลังมีการประเมินว่าผลการดำเนินงานในช่วงไตรมาส 3/2561 จะเริ่มฟื้นตัวขึ้น ซึ่งเป็นผลมาจากค่าการกลั่นที่กลับมาเดินเครื่องเต็มที่ เป็นผลให้กำไรสุทธิในช่วงไตรมาส 3/2561 เติบโตอย่างแข็งแกร่ง เมื่อเทียบกับช่วงไตรมาสก่อนหน้า

อนึ่งก่อนหน้านี้ นายชัยวัฒน์ โควาวิสารัช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ BCP เปิดเผยว่า ในงวดปี 2561 บริษัทคงเป้าหมายกำไรก่อนหักดอกเบี้ย ภาษี และค่าเสื่อม (EBITDA) อยู่ที่ระดับใกล้เคียงกับงวดปี 2560 ที่ทำได้จำนวน 13,700 ล้านบาท โดยครึ่งปีหลังไม่มีการปิดปรับปรุงโรงกลั่น จึงคาดว่ากำลังการผลิตจะอยู่ที่ระดับ 102,000 บาร์เรลต่อวัน

ทั้งนี้ ในปี 2561 บริษัทจะขยายสถานีบริการน้ำมันเพิ่มจำนวน 80 แห่ง จากครึ่งปีแรกที่ทำได้แล้ว 40 แห่ง ทำให้ปัจจุบันมีสาขาทั้งหมดอยู่ที่ 1,140 แห่ง ส่วนธุรกิจที่ไม่ใช่น้ำมัน (นอนออยล์) บริษัทมีแผนจะเปิดให้บริการร้านกาแฟอินทนินอีก 150 สาขา โดยครึ่งปีแรกขยายไปแล้ว 80 แห่ง ทำให้ปัจจุบันมีสาขาอยู่ที่ 492 สาขา โดยขณะนี้ยังมีผู้สนใจซื้อแฟรนไชส์ประมาณ 20 ราย ในประเทศเพื่อนบ้าน ส่วน SPAR ยังมีแผนขยายสาขาต่อเนื่อง จากปัจจุบันอยู่ที่ 35 สาขา

สำหรับกรณีโรงกลั่นทั่วโลกมีการปิดปรับปรุงหลายแห่ง ส่งผลให้น้ำมันดีเซลขาดตลาด ดังนั้นจึงทำให้ค่าการกลั่นน้ำมันดีเซลปรับตัวสูง โดยบริษัทมีสัดส่วนการกลั่นน้ำมันดีเซลอยู่ที่ระดับ 50% จึงคาดว่าจะได้รับปัจจัยบวกอย่างมีนัยสำคัญ แต่ช่วงครึ่งหลังปี 2561 บริษัทคาดว่าจะไม่มีกำไรจากสต๊อกเกน และประเมินว่าค่าการกลั่นที่ไม่รวมสต๊อกเกนคาดจะใกล้เคียงครึ่งปีแรกที่อยู่ที่ระดับ 7.5 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ดังนั้นจากปัจจัยดังกล่าวจึงคาดว่าจะชดเชยส่วนที่ขาดหายอย่างสมเหตุสมผล

ขณะที่ โครงการเพิ่มกำลังการผลิตเป็นที่ระดับ 130,000 บาร์เรลต่อวัน คาดว่าจะเปิดดำเนินการผลิตในปี 2563 ซึ่งการเพิ่มประสิทธิภาพโรงกลั่นและขยายกำลังการผลิต จะช่วยให้บริษัทยืดอายุการปิดซ่อมบำรุงโรงกลั่น จากเดิมที่จะต้องซ่อมบำรุงทุก 18 เดือน เปลี่ยนเป็น 30 เดือน

ขณะที่ นักวิเคราะห์ บล.เอเอสแอล ระบุในบทวิเคราะห์ แนะนำ “ซื้อ” หุ้น BCP ในราคาเป้าหมาย 40 บาทต่อหุ้น โดยคาดมีกำไรสุทธิในช่วงไตรมาส 3/2561 อยู่ที่ระดับ 1.76 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 60% จากไตรมาสก่อน และเพิ่มขึ้น 22% เทียบกับปีก่อน แม้มีค่าใช้จ่ายเพิ่มจากการหยุดซ่อม แต่บริษัทจะไม่มีค่าใช้จ่ายพิเศษในธุรกิจ E&P มากเหมือนในช่วงไตรมาสก่อน

โดยปัจจัยที่จะส่งผลให้ผลประกอบการพลิกกลับมาฟื้นตัวอย่างมีนัยสำคัญ เป็นผลมาจากกำลังกลั่นที่เพิ่มขึ้น 1) ธุรกิจการกลั่นฟื้นตัว โดยในช่วงไตรมาส 2/2561 บริษัทมีการหยุดซ่อมหน่วยกลั่น ทำให้กำลังกลั่นรวมเพิ่มขึ้นจาก 66.8 พันบาร์เรลต่อวัน (KBD) ในไตรมาส 2/2561 เป็น 115KBD รวมไปถึงแรงกดดันจากต้นทุนน้ำมันดิบที่ลดลง โดยส่วนต่างระหว่าง Dated Brent – Dubai ลดลงจากไตรมาส 2 ที่ระดับ 2.3 เหรียญต่อบาร์เรล เหลือ 1.35 เหรียญต่อบาร์เรล ในช่วงไตรมาส 3

ทั้งนี้ คาดว่าบริษัทจะมีค่าการกลั่นรวม (Accounting GRM) ในช่วงไตรมาส 3 ไม่ต่ำกว่า 7.6 เหรียญต่อบาร์เรล (Market GRM 3Q61 อยู่ที่ 7.1 เหรียญต่อบาร์เรล) เป็นปัจจัยหนุนการฟื้นตัวของธุรกิจโรงกลั่น

2) ธุรกิจตลาดปรับลดลงจากไตรมาสก่อน คาดว่าบริษัทจะมียอดขายรวมลดลง โดยยอดขายน้ำมันผ่านสถานีบริการปรับลดลงตามฤดูกาล ทำให้ยอดขายรวมทั้งไตรมาสอยู่ที่ 1,435 ล้านลิตร ลดลง 1.4% จากไตรมาสก่อน ขณะที่ค่าการตลาดได้รับผลกระทบจากการปรับขึ้นของราคาน้ำมันดิบในช่วงไตรมาส 3 ที่ผ่านมา ทำให้บริษัทมีค่าการตลาดเฉลี่ยอยู่ที่ 0.69 บาทต่อลิตร ลดลง 8% จากไตรมาสก่อน

3) ธุรกิจ Bio-Based แม้จะมียอดขายเพิ่มขึ้น แต่ถูกลดทอดด้วย Margin ของธุรกิจที่ลดลง และ 4) ธุรกิจผลิตไฟฟ้า (BCPG) ปรับตัวเพิ่มขึ้น โดยคาดว่าบริษัทจะมีกำไรพิเศษจากการขายโครงการโรงไฟฟ์าพลังงานแสงอาทิตย์ในญี่ปุ่นประมาณ 500 ล้านบาท จำนวน 2 โครงการ กำลังผลิตรวม 27.5 MW ให้กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานของญี่ปุ่น ชดเชยผลกระทบจากกำไรปกติที่ลดลงตามฤดูกาล

อย่างไรก็ตาม ประเมินมูลค่าเหมาะสมของ BCP ไว้ที่ 40 บาท อ้างอิง 1.1 เท่า PBV ปี 62 ราคาหุ้นปัจจุบันค่อนข้าง Laggard จากกลุ่มธุรกิจการกลั่น และซื้อขายเพียง 0.92xPBV เท่านั้น ขณะที่แนวโน้มกำไรสุทธิปี 62 จะกลับมาฟื้นตัว ทำให้เรายังคงแนะนำ “ซื้อ” 

คำค้น