เลือกเล่น ‘หุ้นปันผล – พีอีเรโชต่ำ’ หลบภัยตลาดขาลง

ด้วยความกังวลปัจจัยภายนอกที่กดดันอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะตัวอัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ (Bond Yield) อายุ 10 ปี และ อายุ 30 ปี ที่ปรับตัวสูงกว่า 3% ซึ่งนักลงทุนให้ความสนใจ และติดตามความเคลื่อนไหวเป็นระยะ เพราะไม่เพียงแค่ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ที่ร่วงลงแรง ตลาดหุ้นทั่วโลกก็ปรับตัวลง ร่วมถึงตลาดหุ้นไทยก็ปรับตัวลงด้วยเช่นกัน

เส้นทางนักลงทุน

ด้วยความกังวลปัจจัยภายนอกที่กดดันอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะตัวอัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ (Bond Yield) อายุ 10 ปี และ อายุ 30 ปี ที่ปรับตัวสูงกว่า 3% ซึ่งนักลงทุนให้ความสนใจ และติดตามความเคลื่อนไหวเป็นระยะ เพราะไม่เพียงแค่ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ที่ร่วงลงแรง ตลาดหุ้นทั่วโลกก็ปรับตัวลง ร่วมถึงตลาดหุ้นไทยก็ปรับตัวลงด้วยเช่นกัน

เช่นในอดีตการปรับขึ้นของ Bond Yield แล้วกระทบกับการลงทุนในสินทรัพย์ต่างๆ เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมาหลายครั้ง

เนื่องจาก เมื่อ Bond Yield หรืออัตราผลตอบแทนรัฐบาลสหรัฐฯ ปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งจะเกิดแนวโน้มเงินเฟ้อ สิ่งที่ตามมาคือ ความกังวลของนักลงทุนว่า ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายอย่างรุนแรง ซึ่งอาจเร่งการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเร็วกว่าคาดในเดือนธันวาคม และหากเมื่อไรที่อัตราดอกเบี้ยสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว แทนที่จะสะท้อนถึงเศรษฐกิจที่เติบโตได้ดี จะเป็นตัวบั่นทอนการขยายตัวของกำไรบริษัทต่าง ๆ เพราะต้นทุนในการกู้ยืมเพื่อทำธุรกิจจะสูงขึ้น

นอกจากนี้ เมื่ออัตราดอกเบี้ยสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว จะทำให้ดอกเบี้ยที่ได้รับจากการลงทุนตราสารหนี้สูงขึ้นกว่าเดิม ดังนั้นหากการลงทุนหุ้นยังให้ผลตอบแทนโดยรวมไม่ต่างจากเดิม แต่การลงทุนตราสารหนี้กลับมีโอกาสได้รับดอกเบี้ยที่สูงขึ้น จึงทำให้เสน่ห์หรือความน่าสนใจของการลงทุนในตลาดหุ้นลดลงไป

ดังเช่นเมื่อวันที่ 11 ต.ค.61 ดัชนีตลาดหุ้นไทยปรับตัวลดลงอย่างหนัก ปิดที่ระดับ 1,682.89 จุด ลบไป 38.93 จุด ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 8.29 หมื่นล้านบาท และโอกาสของตลาดหุ้นไทยยังมีความเสี่ยงที่จะปรับตัวลงอีกตามตลาดหุ้นทั่วโลกที่ยังมีปัจจัยภายนอกกดดัน

ทว่าหากคิดบวก ถือเป็นโอกาสในการเข้าสะสมหุ้นที่ราคาปรับฐานลงมาลึกเกินปัจจัยพื้นฐานแล้ว อย่างการลงทุนที่มุ่งเน้นไปที่หุ้น ปันผลดี (Dividend Yield เกิน 4%) ขณะที่ พีอีเรโชต่ำกว่า 15 เท่า รวมถึงค่าพีบีวีต่ำกว่า 1.50-2 เท่า เป็นแบบอนุรักษนิยม… ซึ่งถือเป็นหุ้นหลบภัยในช่วงภาวะตลาดหุ้นอยู่ในช่วงขาลงนั่นเอง

เนื่องจากราคาหุ้นจะไม่เหวี่ยงแรงมากเกินไป

ดังนั้นนักลงทุนสามารถเลือกลงทุนได้ในหุ้นให้อัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลมากกว่า 4%  ขึ้นไป พร้อมพีอีเรต่ำ ทั้งหุ้นที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) และตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) ต่อการพิจารณาเพื่อเป็นแนวทางให้นักลงทุนใช้เป็นฐานข้อมูลในการตัดสินใจลงทุนในช่วงที่ภาวะตลาดไม่ดี ซึ่งจะทำให้นักลงทุนได้ซื้อในราคาถูก และปันผลดี

ทั้งนี้ได้คัดมา 25 ตัว ได้แก่ 1) บริษัท พฤกษา โฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ PSH มีอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผล (Dividend Yield) 10.19% ขณะที่ค่า P/E อยู่ที่ 8.22 เท่า และค่า P/BV อยู่ที่ 1.16 เท่า 2) บริษัทหลักทรัพย์ เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ MBKET มีอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผล (Dividend Yield) 8.73% ขณะที่ค่า P/E อยู่ที่ 13.71 เท่า และค่า P/BV อยู่ที่ 1.54 เท่า

3) บริษัท คอมมิวนิเคชั่น แอนด์ ซิสเต็มส์ โซลูชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ CSS มีอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผล (Dividend Yield) 8.41% ขณะที่ค่า P/E อยู่ที่ 13.55 เท่า และค่า P/BV อยู่ที่ 1.56 เท่า 4) บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) หรือ SIRI มีอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผล (Dividend Yield) 7.38% ขณะที่ค่า P/E อยู่ที่ 11.07 เท่า และค่า P/BV อยู่ที่ 0.79 เท่า

5) บริษัทหลักทรัพย์ เคจีไอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ KGI มีอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผล (Dividend Yield) 7.37% ขณะที่ค่า P/E อยู่ที่ 8.47 เท่า และค่า P/BV อยู่ที่ 1.59 เท่า 6) ธนาคารเกียรตินาคิน จำกัด (มหาชน) หรือ KKP มีอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผล (Dividend Yield) 6.97% ขณะที่ค่า P/E อยู่ที่ 9.99 เท่า และค่า P/BV อยู่ที่ 1.47 เท่า

7) บริษัท เอสโซ่ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ ESSO มีอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผล (Dividend Yield) 6.85% ขณะที่ค่า P/E อยู่ที่ 5.12 เท่า และค่า P/BV อยู่ที่ 1.81 เท่า 8) บริษัท สยามแก๊ส แอนด์ ปิโตรเคมีคัลส์ จำกัด (มหาชน) หรือ SGP มีอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผล (Dividend Yield) 6.70% ขณะที่ค่า P/E อยู่ที่ 7.92 เท่า และค่า P/BV อยู่ที่ 1.88 เท่า

9) บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ BCP มีอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผล (Dividend Yield) 6.47% ขณะที่ค่า P/E อยู่ที่ 9.43 เท่า และค่า P/BV อยู่ที่ 1.03 เท่า 10) บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) หรือ TOP มีอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผล (Dividend Yield) 6.36% ขณะที่ค่า P/E อยู่ที่ 6.75 เท่า และค่า P/BV อยู่ที่ 1.35 เท่า

ส่วนข้อมูลหลักทรัพย์ที่เหลือดูรายละเอียดจากตารางประกอบ

สรุปจากข้อมูลข้างต้น สะท้อนให้เห็นว่า การลงทุนในหุ้นปันผล น่าจะปลอดภัยกว่าการลงทุนในหุ้นขนาดใหญ่ที่มีพื้นฐานดีเท่านั้น

ดังนั้นหุ้นที่คัดสรรมานำเสนอแก่นักลงทุนเพื่อให้เป็นคำตอบว่าควรจะเลือกซื้อหุ้นตัวไหน เพราะอย่างน้อยจะรู้สึกอุ่นใจเมื่อดัชนีหุ้นไหลลงแบบไม่รู้ว่าแนวรับจะอยู่ที่จุดไหน!!!