ศึกสายเลือดตระกูล “ณรงค์เดช”! “ณพ” เปิดฉากฟ้อง “พี่-น้อง” แอบขายโครงการ 4 พันลบ.ให้ RML

ศึกสายเลือดตระกูล "ณรงค์เดช"! "ณพ" เปิดฉากฟ้อง "พี่-น้อง" แอบขายโครงการ 4 พันลบ.ให้ RML

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วานนี้ (11 ต.ค) มีรายงานข่าวจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ว่า นายณพ ณรงค์เดช ได้ยื่นฟ้องศาลแพ่ง ขอให้ดำเนินคดีในข้อหาละเมิดและใช้สิทธิโดยไม่สุจริตในการจัดการบริษัท กับ บริษัท เคพีเอ็น โฮลดิ้ง จำกัด (KPNH) จำเลยที่ 1 พร้อมพวกรวม 5 คน ประกอบด้วย นายกฤษณ์ ณรงค์เดช จำเลยที่ 2, นายกรณ์ ณรงค์เดช จำเลยที่ 3, นายระวี ธาตุนิยม จำเลยที่ 4 และบริษัท เคพีเอ็น แลนด์ จำกัด (KPNL) จำเลยที่ 5

โดยคดีนี้มีข้อมูลตามฟ้องโดยสรุป ระบุว่า KPNH มีสถานะเป็นผู้ลงทุนและถือหุ้นอยู่ร้อยละ 99.99 ใน KPNL ซึ่งนายณพถือหุ้นทั้งทางตรงและทางอ้อมอยู่ในทั้งสองบริษัทดังกล่าว

อย่างไรก็ตาม นับเนื่องตั้งแต่ประมาณเดือนกุมภาพันธ์ 2561 ที่ผ่านมาปรากฏว่า การดำเนินงานของ KPNH, KPNL ซึ่งมีนายกฤษณ์, นายกรณ์ กับพวก ทำหน้าที่กรรมการผู้มีอำนาจ ได้สร้างความเสียหายหลายประการให้เกิดขึ้นกับบริษัททั้งสอง รวมถึงนายณพ ในฐานะผู้ถือหุ้นและผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ต่อมาประมาณปลายเดือนกันยายน 2561 โดยพฤติการณ์คือการที่จำเลยได้อาศัยอำนาจกรรมการดำเนินการจัดให้มีการประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้น ครั้งที่ 3/2561 ของ KPNL เพื่ออนุมัติการขายทรัพย์สินและกิจการทั้งหมดให้กับ บริษัท ไรมอน แลนด์ จำกัด (มหาชน) หรือ RML

ทั้งนี้ KPNL อนุมัติการขายทรัพย์สินและกิจการ มูลค่าเกือบ 4 พันล้านบาทให้กับ RML โดยฝ่ายจำเลยกระทำการผ่านกระบวนการที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย มีเจตนาแสวงประโยชน์เพื่อตนเองหรือผู้อื่น จงใจปกปิดซ่อนเร้นข้อมูลการดำเนินการ เพื่อมิให้นายณพ ซึ่งเป็นโจทก์ มีตำแหน่งเป็นทั้งกรรมการและหรือผู้ถือหุ้นของ KPNH และ KPNL ได้ใช้สิทธิตรวจสอบตามกฎหมาย ทำให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์

โดยคำฟ้องระบุด้วยว่า การขายทรัพย์สินดังกล่าว อาทิ โครงการอสังหาริมทรัพย์ เดอะ ดิโพลแมท 39 และเดอะ ดิ โพลแมท สาธร ฯลฯ ล้วนเป็นธุรกิจสำคัญของบริษัททั้งสองเป็นอย่างยิ่ง ทั้งยังเป็นการขายโครงการและทรัพย์สินของ KPNL ที่มีอยู่ทั้งหมด จึงแสดงให้เห็นชัดเจนว่าจำเลยทั้ง 5 มีเจตนาแสวงหาประโยชน์เพื่อตนเองหรือผู้อื่น จงใจที่จะเลิกกิจการของ KPNL ซึ่งตามขั้นตอนต้องได้รับมติพิเศษจากที่ประชุมผู้ถือหุ้นตามกฎหมายเสียก่อน

ทั้งนี้ นายณพ ในฐานะผู้ถือหุ้นทั้งทางตรงและทางอ้อมของทั้งสองบริษัทในสัดส่วน 28.50 เปอร์เซ็นต์ย่อมมีสิทธิโดยชอบในการตรวจสอบพิจารณาขายทรัพย์สินดังกล่าว แต่ด้วยการกระทำไม่สุจริตของจำเลยที่จงใจปกปิดซ่อนเร้น ทำให้นายณพไม่ทราบเรื่องราวมาก่อน กระทั่งต่อมาภายหลังได้ส่งผู้รับมอบอำนาจไปเป็นตัวแทนโต้แย้งประเด็นการขายทรัพย์สินในที่ประชุมวิสามัญของ KPNL ครั้งที่ 3/2561 แต่ไม่เป็นผล

นอกจากนั้น ฝ่ายจำเลยยังกระทำละเมิดต่อโจทก์อีกหลายประการ เช่น ไม่มีการประเมินมูลค่าทรัพย์สินที่จะขายอย่างแท้จริง และยอมรับการจ่ายค่าขายทรัพย์สินเป็นหุ้นในราคาที่ต่างจากราคาตลาด ซึ่งอาจทำให้ KPNL ต้องเสียหายขาดทุนหากมีการโอนขายทรัพย์สินและกิจการของ KPNL และพฤติกรรมของจำเลยอาจเข้าข่ายเป็นกรรมการผู้ได้รับมอบหมายให้จัดการทรัพย์สิน กระทำผิดหน้าที่ของตนโดยทุจริต ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 353 ซึ่งโจทก์อยู่ในระหว่างการรวบรวมข้อมูลเพื่อดำเนินการเรียกร้องความเป็นธรรม และรักษาสิทธิที่พึงมีพึงได้ของตนตามกฎหมายต่อไป

ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 10 ต.ค. ที่ผ่านมา นายณพ ได้มอบอำนาจให้ทางสำนักงานกฎหมายอินดิเพนเดนซ์ ทำหนังสือพร้อมส่งสำเนาการฟ้องร้องแจ้งไปยัง สำนักงานคณะกรรมการกำกับตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย, ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย รวมถึงกรรมการผู้จัดการและคณะกรรมการ RML เป็นที่เรียบร้อยแล้ว