สังคมข่าวหุ้น

* ตลาดหุ้นไทยล่าสุดปิดการซื้อขายที่ระดับ 1,652.30 จุด ปรับลดลง 7.48 จุด พ่วงด้วยมูลค่าการซื้อขายรวม 4.4 หมื่นล้านบาท


นิวส์เวฟ

* ตลาดหุ้นไทยล่าสุดปิดการซื้อขายที่ระดับ 1,652.30 จุด ปรับลดลง 7.48 จุด พ่วงด้วยมูลค่าการซื้อขายรวม 4.4 หมื่นล้านบาท

* หุ้นรับเหมาก่อสร้าง CK-STEC วันนี้น่าจับตา โดยทั้ง 2 หุ้นประกาศผลการดำเนินงานงวดไตรมาส 3 ออกมาเติบโตได้ดีตามที่คาดกันไว้ เริ่มจากทางฝั่ง CK รายงานกำไรสุทธิสูงท่วม 1.2 พันล้านบาท โดยหลักเป็นผลมาจากการฟันส่วนแบ่งกำไรบริษัทร่วมเข้าสูงถึงหลักพันล้านบาทบวกกับงบบริษัทลูก CKP-BEM-TTW ออกมาเติบโตยกแผง เลยช่วยสนับสนุนให้ตัวแม่ CK มีกำไรออกมาเด่นด้วยเช่นกัน ส่วนทางฝั่ง STEC ฟาดกำไรไป 381 ล้านบาท โตชัดเจนด้วยฐานรายได้ธุรกิจรับเหมาก่อสร้างที่สูงขึ้นทะลุ 7 พันล้านบาท เท่ากับเพิ่มกว่า 50% จากปีก่อน จึงส่งผลให้ทั้งคู่ในวันนี้น่าจะดึงดูดแรงซื้อรับข่าวดีเรื่องงบเข้ามาช่วยกระตุ้นราคาหุ้นในกระดาน

* BGC เป็นไอพีโออีกรายที่รายงานงบออกมาได้ดี ไตรมาส 3 มีกำไรรวม 84 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 22% จากปีก่อน รวมงวด 9 เดือนแรกกวาดกำไรไปแล้ว 341 ล้านบาท เพิ่มขึ้นกว่า 80% ปัจจัยบวกหลักมาจากตัวฐานกำไรขั้นต้นที่สูงขึ้น โดยแม้บริษัทจะมียอดขายลดลงแต่ด้วยประสิทธิภาพการผลิตที่ดีขึ้นเป็น 87.7% บวกกับต้นทุนคงที่หลังจากหยุดดำเนินงานที่ระยองในช่วงปลายปี 60 ทำให้บริษัทมีกำไรขั้นต้นสูงกว่าเดิม ล่าสุดหุ้นซื้อขายด้วย P/E ประมาณ 19 เท่า นับว่าไม่แพงเกินไปที่จะเข้าเป็นเจ้าของหุ้น

* ย้ายมาดูที่หุ้นอสังหาฯ โดยรวมทยอยประกาศงบกันออกมาเกือบครบถ้วนแล้ว และมีหนึ่งหุ้นที่กลับมาอยู่ในจุดน่าสนใจอีกครั้งคือ QH ปัจจุบันถอยลงมาซื้อขายแถวเพียง 3 บาท ขณะที่ไตรมาส 4 มีสตอรี่บวกสำคัญกับการโอนโครงการ Q Sukhumvit (มูลค่าโครงการรวม 1 หมื่นล้านบาท) เบื้องต้นจะบันทึกเข้ามาในไตรมาสนี้กว่าระดับ 1 พันล้านบาท และที่เหลือจะไปรับรู้ในช่วงปี 62

* แล้วอีกปัจจัยบวกหนึ่งคือความสามารถในการจ่ายเงินปันผล หากอิงตามฐานสถิติย้อนหลังในรอบ 3-4 ปีที่ผ่านมา จะเห็นได้ว่า QH เป็นอีกหุ้นที่รักษามาตรฐานจ่ายปันผลต่อปีสม่ำเสมอได้สูงระดับ 4-5% ขณะที่ความกังวลเรื่องเกณฑ์คุมเข้มสินเชื่อ อันนี้ไม่น่าส่งผลกระทบต่อบริษัทนัก เนื่องจากมีพอร์ตรายได้หลักจากกลุ่มแนวราบมากกว่า 80% ซึ่งถือเป็นตลาดอสังหาฯ ที่มุ่งเน้นการซื้อเพื่ออยู่อาศัยจริง

* หุ้น CPALL ประกาศงบไตรมาส 3 มีกำไรมากกว่าที่โบรกฯ คาดไว้ 5.1 พันล้านบาท ซึ่งมีอีกหนึ่งเรื่องที่น่าจับตาคือกรณีประกาศแผนเข้าลงทุนเพิ่มใน “ไทยสมาร์ทคาร์ด” หรือเป็นที่รู้จักทั่วไปในนาม “สมาร์ทเพิร์ส” ปัจจุบัน CPALL ถือหุ้นแล้วประมาณ 72% โดยตามแผนจะซื้อหุ้นเพิ่มอีก (ซึ่งรวมถึงซื้อต่อจาก TRUE ด้วย) หากปิดดีลสำเร็จบริษัทเตรียมเข้าไปบริหารจัดการใหม่ให้เหมาะสมกับตลาดปัจจุบัน แล้วยังมีแผนดึงลูกค้าสมาร์ทเพิร์สย้ายมาเป็นสมาชิกALL Member” ของ 7-11 แทน

* ถ้าอิงตามข้อมูลที่แจ้งไว้สมาร์ทเพิร์สมีฐานสมาชิก 3 ล้านใบ (ที่ยังไม่หมดอายุ) มีปริมาณใช้งานต่อเนื่องกว่า 1.5 ล้านใบต่อเดือน หาก CPALL ทำได้สำเร็จจะถือเป็นโอกาสสร้างฐานลูกค้าให้กับ 7-11 เพิ่มขึ้น และนี่คือหนึ่งในแผนใหม่ของ CPALL ที่หาช่องทางฟื้นธุรกิจ แต่อย่างไรก็ตามด้วยตัวราคาหุ้นที่ดีดขึ้นมาแล้วจนเกือบ 70 บาท แล้วนี่ยังไม่รวมกับความผันผวนของราคาหุ้นมีอยู่มากอีกนะ จึงยังไม่ใช่จังหวะของรายย่อยทั้งสิ้น

* ส่งท้ายด้วยกลุ่มหุ้นพลังงาน ดิ่งหนักชนิดยกแผง ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มหุ้นปตท. หรือหุ้นโรงกลั่นเจ้าอื่นในตลาด สาเหตุมาจากราคาน้ำมันดิบตลาดโลกถอยลงต่อเนื่องแบบไม่ทันตั้งตัว ทำให้ไตรมาส 4 เริ่มเกิดความกังวลว่า จะได้เห็นสต๊อกลอสแทนสต๊อกเกนหรือเปล่า? ตามที่บอกนักลงทุนเสมอว่าหุ้นพลังงานนั้นมีความผันผวนสูงและเซนซิทีฟต่อราคาน้ำมันโลกมาก แล้วยังถือเป็นปัจจัยที่เหนือการควบคุมของทุกบริษัท ดังนั้น จึงไม่มีใครตอบได้ชัดว่าที่ราคาน้ำมันลงมาต่ำขนาดนี้เท่ากับต่ำมากพอแล้วหรือยัง หรือจะกลับไปดีดตัวขึ้นได้ตอนไหน แต่ข้อเท็จจริงอย่างหนึ่งที่ปรากฏขึ้นแล้วในขณะนี้ ก็คืออิมแพ็คต่อหุ้นในกระดาน หากวันนี้รีบาวด์ขึ้นมา (ทางเทคนิค) แต่เซนติเมนท์เชิงลบยังไม่จางหายไปไหน แนะปล่อยผ่านกลุ่มนี้ไปก่อนดีกว่าเฝ้ารอดูสถานการณ์แบบรายวันน่าจะเหมาะสมกับสถานการณ์ตอนนี้มากที่สุด

Back to top button