เจาะกลยุทธ์ลงทุนเดือนธ.ค.ชู 21 หุ้นเด่นเน้นพื้นฐานแกร่ง เป้าเม็ดเงิน LTF-RMF ไหลเข้า   

เจาะกลยุทธ์ลงทุนเดือนธ.ค.ชู 21 หุ้นเด่นเน้นพื้นฐานแกร่ง เป้าเม็ดเงิน LTF-RMF ไหลเข้า   

เข้าสู่การลงทุนเดือนธันวาคม “ข่าวหุ้นธุรกิจออนไลน์” จึงทำการรวบรวมกลยุทธ์การลงทุนพร้อมปัจจัยที่ต้องจับตาในการลงทุนมานำเสนอในช่วงเดือนสุดท้ายของปี 61 โดยอาศัยบทวิเคราะห์จากบล.ทิสโก้,บล.เอเซีย พลัส,บล.เคจีไอ และและฟินันเซีย ไซรัส ซึ่งระบุเอาไว้ดังนี้

โดยโบรกเกอร์ส่วนใหญ่มีมุมมองว่าการลงทุนในเดือนนี้เริ่มฟื้นตัว เนื่องจากภาวะตลาดมีปัจจัยบวกมากขึ้นทั้งต่างประเทศและในประเทศ ขณะเดียวกันตลาดได้รับอานิสงส์เม็ดเงิน LTF & RMF ไหลเข้ามากสุด อีกทั้งคาดหวังการเมืองคืบหน้าคาดจะหนุนให้ดัชนีมีโอกาสขึ้นไปทดสอบเป้าหมาย 1,700 จุด

ส่วนหุ้นที่เป็นเป้าหมายการลงทุนของเดือนนี้ได้แก่ BJC,BA,BTS,KBANK,PRM,SCC,TASCO,TMB,DCC,AAV,BDMS, CENTEL,CK,MTC, SAWAD,SEAFCO, AOT,BCH,DTAC,CK,SISB ดังโบรกฯเกอร์ระบุไว้ดังนี้

บล.ทิสโก้ ระบุว่า ในช่วงเดือน ธ.ค. ของทุกปี จะเป็นเดือนที่เม็ดเงิน LTF และ RMF ไหลเข้าตลาดหุ้นไทยมากที่สุด เราคาดว่าในเดือน ธ.ค. ปีนี้จะมีเม็ดเงิน LTF และ RMF ไหลเข้าราว 2.5 หมื่นล้านบาท และ 1.5 หมื่นล้านบาทตามลำดับ ซึ่งมองว่าจะช่วยผลักดันตลาดหุ้นไทยฟื้นตัวได้หลังจากที่ร่วงลงมา 2 เดือนติดต่อกัน

สอดคล้องกับสถิติความเคลื่อนไหวของตลาดหุ้นไทยในเดือน ธ.ค. ย้อนหลังนับตั้งแต่มีการจัดตั้ง LTF & RMF ในปี 2005 เป็นต้นมาพบว่า มักให้ผลตอบแทนเป็นบวกเฉลี่ย +1.4% โดยมีระดับความเชื่อมั่นประมาณ 70% แต่สิ่งที่น่าสนใจ คือ ปีที่ SET Index เดือน ธ.ค. ให้ผลตอบแทนติดลบล้วนเป็นปีที่ต่างชาติขายสุทธิอย่างมีนัยสำคัญระดับ 3-4 หมื่นล้านบาททุกครั้ง

ซึ่งในปีนี้เรามองโอกาสที่ต่างชาติจะขายสุทธิในระดับดังกล่าวมีน้อยมาก เนื่องจากต่างชาติขายสุทธิหุ้นไทยไปมากแล้วในช่วงปี 2013-2018 (YTD) โดยขายสุทธิรวมมูลค่ามากกว่า 6 แสนล้านบาท และเป็นการขายทั้งสิ้น 5 ปีจากทั้งหมด 6 ปี

มองแนวโน้ม SET Index อยู่ในช่วงการแกว่งสร้างฐานไม่หลุดระดับ 1600 จุด เพื่อคาดหวังการขยับซิกแซกขึ้นในช่วงปีหน้ารับผลเชิงบวกจากการเลือกตั้ง (Pre-election Rally) ด้วยเรามองเม็ดเงิน LTF & RMF จะเป็นปัจจัยหลักในการขับเคลื่อนตลาดหุ้นไทยในเดือน ธ.ค. ฟื้นตัวขึ้น

ดังนั้นหุ้นที่แนะนำเดือนนี้จะเน้นไปหุ้นพื้นฐานดีขนาดใหญ่ (Market Cap. > 1 แสนล้านบาท) ที่น่าจะเป็นเป้าหมายการลงทุนของ LTF & RMF แนะนำ BJC, BTS, KBANK, SCC, TMB  นอกจากนี้ชอบหุ้น BA, PRM, TASCO หลังราคาหุ้นร่วงกว่า 30% ในปีนี้ (YTD) สะท้อนกำไรที่แย่ไปแล้ว แนวโน้มกำไรปีหน้าคาดว่าจะฟื้นตัวโดดเด่น และได้ประโยชน์จากราคาน้ำมันที่ดิ่งลงแรงในขณะนี้ เพราะฉะนั้น

หุ้นเด่นที่แนะนำในเดือน ธ.ค. คือ BJC, BA, BTS, KBANK, PRM, SCC, TASCO และ TMB ด้านแนวรับ และแนวต้านสำคัญของ SET Index เดือนนี้อยู่ที่ 1620+/-, 1595-1600 และ 1670-75, 1690 จุด ตามลำดับ

ส่วน 4 ปัจจัยติดตามสำคัญในเดือนนี้ (3 นอก + 1 ใน) คือ

(1) การประชุมสุดยอดผู้นำกลุ่มประเทศ G20 ในวันที่ 30 พ.ย. – 1 ธ.ค. : การเจรจาการค้าระหว่างผู้นำสหรัฐฯ-จีนจะมีความคืบหน้าหรือไม่ และท่าทีของประธานาธิบดีทรัมป์หลังการประชุมดังกล่าว

(2) การประชุมกลุ่มประเทศผู้ผลิตน้ำมันเพื่อการส่งออก (OPEC) และรัสเซียในวันที่ 6 ธ.ค. : หารือเกี่ยวกับการลดปริมาณการผลิตน้ำมันดิบราว 1 – 1.4 ล้านบาร์เรลต่อวันสำหรับปี 2019 เพื่อกระตุ้นราคาน้ำมันฟื้นตัว

(3) การประชุมรัฐสภาอังกฤษในวันที่ 11 ธ.ค. : จะเห็นชอบข้อตกลง Brexit หรือไม่ มิฉะนั้นอาจส่งผลให้อังกฤษต้องออกจาก EU แบบไร้ข้อตกลงในปลาย มี.ค. 2019 (No Deal Brexit) ซึ่งจะส่งผลกระทบรุนแรงต่อเศรษฐกิจและสร้างความปั่นป่วนแก่ตลาดการเงินได้

(4) การเมืองในประเทศช่วงครึ่งหลังเดือน ธ.ค. : จะสร้างความชัดเจนว่าการเลือกตั้งในวันที่ 24 ก.พ. จะเกิดขึ้นได้หรือไม่ ซึ่งจะต้องมีการทูลเกล้าฯ และบังคับใช้ร่างพ.ร.ฏ.ให้มีการเลือกตั้ง ส.ส. ภายในช่วงปลายเดือน ธ.ค. นี้เท่านั้น ดังนั้นในมุมมองของ การเลือกตั้งยังอาจเคลื่อนได้เป็นปลายเดือน เม.ย. – ต้นเดือน พ.ค.

 

บล.เอเซีย พลัส กลยุทธ์การลงทุนเดือน ธ.ค. คาดแรงขายต่างชาติเบาลง และมีแรงหนุน LTF สรุป Fund Flow ในเดือน พ.ย. 61  มีแรงขาย ชะลอลงจากเดือนก่อนหน้า  และพลิกกลับมาซื้อสุทธิ 1.90 พันล้านเหรียญ โดยเป็นการซื้อสุทธิเกือบทุกประเทศ ยกเว้นไทยแห่งเดียวที่ถูกขายสุทธิ 424 ล้านเหรียญ หรือ 1.40 หมื่นล้านบาท (รายละเอียดดังตารางทางด้านล่าง)

ส่วนแนวโน้ม Fund Flow ในเดือน ธ.ค. คาดว่าแรงขายต่างชาติน่าจะเบาลง และมีการสลับเข้ามาซื้อบ้าง หลังสงครามการค้าจีน – สหรัฐ ผ่อนคลาย  และยังมีเม็ดเงิน LTF ที่มักเข้ามาหนาแน่นที่สุดในเดือน ธ.ค. เฉลี่ย 47% ของแรงซื้อทั้งปี หรือราวๆ 3 หมื่นล้านบาท หนุนให้ SET Index มีโอกาสปรับตัวเพิ่มขึ้นในช่วงโค้งสุดท้ายของปี และยังสอดคล้องกับสถิติในอดีตย้อนหลัง 10 ปี ที่ SET Index มักปรับตัวเพิ่มขึ้น 1.84% และให้ผลตอบแทนเป็นบวกถึง 7 ใน 10 ปี

กลยุทธ์การลงทุน ยังเน้นไปที่หุ้น Domestic Play ที่ได้ประโยชน์จากมาตรการภาครัฐ ร่วมกับหุ้นปันผลสูง Upside สูง ร่วมกับหุ้นที่ได้ประโยชน์จากน้ำมันขาลง โดยยังชอบหุ้น Domestic ที่มีการกระตุ้นการใช้จ่าย Top picks KBANK(FV@B251) มี upside 30% และ Beta สูงมีโอกาส Rebound และยังชอบ BJC(FV@B61) และ DCC(FV@B2.9)  

 

บล.เคจีไอ  ฝ่ายวิจัยประเมินว่า ตลาดหุ้นไทยในเดือนที่แล้ว รับรู้ปัจจัยเสี่ยงต่างๆ ไปค่อนข้างมาก และด้วยปัจจัยบวกที่เพิ่มขึ้นทั้งฝั่งต่างประเทศ (สหรัฐฯ และจีนบรรลุข้อตกลงในการประชุม G-20 ว่าจะไม่ปรับขึ้นภาษีนำเข้าอีกอย่างน้อย 90 วัน

ขณะที่สัญญาณนโยบายการเงินของสหรัฐฯ ได้ผ่อนคลายลงกว่าเดิม) รวมทั้งปัจจัยบวกภายในประเทศ (ตัวเลขเศรษฐกิจไทยฟื้นตัวค่อนข้างเร็ว ผนวกกับในเดือน ธ.ค. น่าจะมีความชัดเจนมากขึ้นเกี่ยวกับช่วงเวลาการจัดการเลือกตั้ง)

ประเมิน SET Index ปรับตัวขึ้นในเดือนนี้ โดยมองเป้าหมายเชิงกลยุทธ์ไว้ที่ 1,710 จุด อิงเป้าหมายพีอีที่ 15.4 เท่า และประมาณการ EPS ของตลาดหุ้นไทยสิ้นปีนี้ซึ่งอยู่ที่ 111 จุด ด้วยมุมมองตลาดหุ้นที่เป็นบวกมากขึ้นในเดือน ธ.ค.เน้นหุ้นตัวหลักของกลุ่มเชื่อมโยงเศรษฐกิจภายในประเทศ ซึ่งน่าจะมีปัจจัยบวกสนับสนุนในเดือนนี้

ผนวกกับหุ้นที่แนวโน้มผลประกอบการไตรมาส 4/2561 จะออกมาโดดเด่นทั้งเทียบช่วงเดียวกันของปีก่อน และเทียบไตรมาสก่อนหน้าผนวกกับหุ้นที่อยู่ใน high season และน่าจะได้รับประโยชน์จากมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวของภาครัฐฯ โดยสรุป ในเดือน ธ.ค. หุ้นแนะนำได้แก่ AAV*, BDMS*, CENTEL*, CK*, MTC*, SAWAD* และ SEAFCO

 

บล.ฟินันเซีย ไซรัส แนวโน้มตลาดหุ้นไทยเดือน ธ.ค. สดใสแม้วอลุ่มจะเบาบางลงเพราะแรงขายของนักลงทุนต่างชาติเริ่มหายไป เม็ดเงิน LTF/RMF ทยอยเข้ามา ประกอบกับราคาน้ำมันมี downside ต่ำ

อีกทั้งเลือกตั้งมีความชัดเจน มาตรการช้อปช่วยชาติช่วยสร้างบรรยากาศ การประมูลแหล่งปิโตรเลียมรู้ผล และความคืบหน้าของโครงการรถไฟเชื่อม 3 สนามบิน เชื่อว่า SET มีโอกาสทดสอบ 1,730 จุดสิ้นปีเพราะ PE ที่ไม่แพง 13 เท่าและ Earnings yield gap ที่กว้างขึ้นเป็น 4% หุ้นเด่นเดือนนี้ได้แก่ AOT, BCH, DTAC, CK, SISB

คำค้น