“เออีซี” แนะเก็บ 11 หุ้นเด็ดช่วง SET ผันผวน เน้น 4 กลุ่มหลักมีโอกาสฟื้น!

"บล.เออีซี" ให้กรอบดัชนี 1,628-1,671 จุด แนะเก็บ 11 หุ้นเด็ดช่วง SET ขาลง เน้นเล่น 4 กลุ่มหลักมีปัจจัยหนุน!

บริษัทหลักทรัพย์ เออีซี จำกัด (มหาชน) หรือ AECS เปิดเผยว่า ดัชนีตลาดหุ้นไทยเคลื่อนไหวในกรอบ 1,628-1,671 จุด เนื่องจาก Trade wars ของสหรัฐฯ-จีนที่ลดความรุนแรงลง และสัญญาณการฟื้นตัวของน้ำมันดิบหลังคาด OPEC จะมีการลดกำลังผลิตน้ำมัน บวกกับข้อมูลจาก Bloomberg Consensus ในช่วงวันที่ 1-30 พ.ย. พบว่า นักวิเคราะห์มีการปรับลดประมาณการ EPS ในปี 2561 และ 2562 ลง โดยจากที่คาดกำไรในปี 62 จะโต 9.5% จากปีก่อนเป็น 8.6% จากปีก่อน เพื่อสะท้อนผลประกอบการช่วงไตรมาส 3/2561 ที่ชะลอตัว

ส่วนประเด็นที่ยังคงน่าติดตามในช่วงนี้ คือ การประชุมนอกรอบระหว่างนายโดนัลด์ ทรัมป์ และสี จิ้น ผิ้ง ออกมาในโทนบวก โดยได้ข้อสรุปร่วมกันที่จะชะลอแผนขึ้นภาษีสินค้ารอบใหม่และการปรับขึ้นอัตราภาษีสินค้าจีนมูลค่ารวมกว่า 2 แสนล้านดอลลาร์จาก 10% เป็น 25% ออกไป 90 วัน เพื่อหาทางออกด้านการค้าร่วมกัน ซึ่งแม้ยังขาดรายละเอียดเชิงลึก แต่เบื้องต้นจีนรับปากที่จะเพิ่มสัดส่วนการนำเข้าสินค้าจากสหรัฐฯ และตกลงที่จะแก้ปัญหาทางโครงสร้าง (ด้านทรัพย์สินทางปัญญา, อุปสรรคทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษี และการบังคับถ่ายโอนเทคโนโลยี) คาดสร้าง Sentiment บวกให้กับตลาด EM ที่มี Supply Chain สินค้าเกี่ยวเนื่องกับจีนอยู่มาก รวมถึงลดแรงกดดันในส่วนของความต้องการใช้พลังงานที่กดดันราคาน้ำมันดิบในช่วงที่ผ่านมา

พร้อมกันนี้ ยังมีการพูดคุยนอกรอบระหว่างผู้นำซาอุฯ และรัสเซีย ออกมาในเชิงบวกเช่นกัน โดยทั้งสองประเทศตกลงที่จะสนับสนุนให้ทางกลุ่ม OPEC และ Non-OPEC ขยายกรอบร่วมมือปรับลดกำลังการผลิตออกไป แต่สำหรับจำนวนกำลังการผลิตที่เหมาะสมต้องรอข้อสรุปจากที่ประชุม OPEC ในคืนวันที่ 6 ธ.ค. นี้ อีกด้วย

ขณะเดียวกันประธาน Fed มีมุมมอง Dovish มากขึ้น จากการแถลงของนายเจอโรม พาวเวล ครั้งล่าสุด สะท้อนว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายในปัจจุบันได้เข้าใกล้ระดับที่เป็นกลางที่เป็นระดับที่เหมาะสมกับสภาพเศรษฐกิจปัจจุบันของสหรัฐฯ แล้ว สงผลให้ตลาดเริ่มปรับลด Implied Prob. ของการขึ้นดอกเบี้ยมากกว่า 3 ครั้งในปีหน้า คาดหนุนให้ Fund Flow ชะลอการไหลออกจากตลาด EM

ดังนั้น มองว่าการปรับตัวลงของ SET Index ในช่วงก่อนหน้านี้ได้สะท้อนประเด็นลบดังกล่าวหมดแล้ว จึงแนะนำหุ้นที่น่าสนใจ ดังนี้

1) หุ้นกลุ่มพลังงานทางเลือกและกลุ่มโรงแรมซึ่งโครงสร้างธุรกิจมีกระแสเงินสดแข็งแรง ได้แก่ SSP (แนวรับ 7.5 บาท,แนวต้าน 7.9บาท), BPP (แนวรับ 23.2,แนวต้าน 23.9), GUNKUL(แนวรับ 3.15 บาท,แนวต้าน 3.30 บาท), CENTEL(แนวรับ 41 บาท,แนวต้าน 43 บาท)

2) หุ้นกลุ่มหนี้สินต่อทุนต่ำคาดได้รับผลกระทบจากการขึ้นดอกเบี้ยน้อย ได้แก่ TPIPP(แนวรับ 5.95 บาท,แนวต้าน 6.30 บาท), HANA(แนวรับ 33บาท,แนวต้าน 35 บาท)

3) บริษัทที่ Fixed Coupon Rate และมีสัดส่วนเงินกู้ระยะยาวสูง ได้แก่ KTC(แนวรับ 33 บาท,แนวต้าน 35 บาท), MTC(แนวรับ 49 บาท,แนวต้าน 51 บาท), SAWAD(แนวรับ 47.75 บาท ,แนวต้าน 51 บาท)

และ 4) หุ้นกลุ่มธนาคารที่มีพอร์ตสินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่ในสัดส่วน 35-40% ขึ้นไป และมีสินเชื่อที่อยู่อาศัยน้อยกว่า 10% ได้แก่ (KBANK(แนวรับ 190 บาท,แนวต้าน 196 บาท), BBL(แนวรับ 205 บาท,แนวต้าน 210 บาท )

คำค้น