ขาดกองหนุน

* อาการกวัดแกว่งไปมาในแดนบวกของดัชนี ก่อนจะอ่อนตัวลงมาเรื่อย ๆ จนสุดท้ายลงเอยด้วยการยืนปิดที่ 1,614.99 จุด ลบไป 19.89 จุด ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 5.25 หมื่นล้านบาท เหมือนเป็นการย้ำหัวหมุดให้นักลงทุนได้รับรู้อีกครั้งว่า ตลาดหุ้นขาดกองหนุนสำคัญที่จะทำให้ดัชนีเดินหน้าขึ้นไปอย่างมั่นคง ส่งผลให้รูปแบบการเล่นในแต่ละวันจบลงแบบ so sad ทั้งที่ช่วงเช้าเปิดหัวมาค่อนข้างดีไงละจ๊ะ

เจาะกระดาน : โมนิก้าและทีมงาน

* อาการกวัดแกว่งไปมาในแดนบวกของดัชนี ก่อนจะอ่อนตัวลงมาเรื่อย ๆ จนสุดท้ายลงเอยด้วยการยืนปิดที่ 1,614.99 จุด ลบไป 19.89 จุด ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 5.25 หมื่นล้านบาท เหมือนเป็นการย้ำหัวหมุดให้นักลงทุนได้รับรู้อีกครั้งว่า ตลาดหุ้นขาดกองหนุนสำคัญที่จะทำให้ดัชนีเดินหน้าขึ้นไปอย่างมั่นคง ส่งผลให้รูปแบบการเล่นในแต่ละวันจบลงแบบ so sad ทั้งที่ช่วงเช้าเปิดหัวมาค่อนข้างดีไงละจ๊ะ

* งานนี้ไม่ต้องหาคำอธิบายอะไรให้มากความ เพราะแค่มองไปที่พฤติกรรมของฝรั่งตาน้ำข้าวที่สาดหุ้นออกมาตั้งแต่ต้นปี จนตอนนี้มียอดขายปาเข้าไป 2.85 แสนล้านบาท ซึ่งเป็นสถานการณ์ที่ทำให้รู้ว่า หุ้นบลูชิพยังไม่พ้นบ่วงกรรม และต้องลงไปตั้งหลักที่บริเวณแนวรับเก่าก่อนทะยานขึ้นมา “โมนิก้า” ถึงชอบให้นักเล่นมองกรอบล่างมากกว่ากรอบบนพะยะค่ะ

* เนื่องจากเป็นยุทธวิธีการเล่นที่เซฟสุดในภาวะตลาดหุ้นผันผวนขาลง และยังเป็นแทคติคที่ทำให้นักเล่นมีความคล่องตัวในการเล่นค่อนข้างสูง เพราะเป็นการมองช็อตต่อช็อตเมื่อดัชนีหลุดกรอบแนวรับสำคัญ ซึ่งจะทำให้นักเล่นมีโอกาสในการทำกำไรเมื่อดัชนีมีการรีบาวด์ “โมนิก้า” เลยขอฝากตรงนี้ไปเป็นการบ้านสำหรับทุกคนก่อนถึงวันหยุด เพื่อจะได้วางแผนการเล่นในช่วง 2 สัปดาห์ที่เหลือของปีหมาดุนะคะ

* เม้าท์ถึงเรื่องดุ ๆ ขึ้นมาทั้งที “โมนิก้า” คงต้องมองไปที่ PTTEP เพื่อทำให้นักเล่นได้เห็นการสาดหุ้นทิ้งอย่างหนัก จนราคาหุ้นร่วงลงมาปิดที่ 125 บาท ลบไป 9 บาท หรือลงไป 6.70% ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 7.63 พันล้านบาท ก็มีคำอธิบายมากมายหลายอย่างประเดประดังเข้ามาเยอะแยะ แต่ที่เดี๊ยนสนใจมากสุดคงเป็นคำพูดที่กระตุกต่อมความคิดที่ว่า “เฮียพงศธร” ไม่มีทางปล่อยให้บริษัทแย่หรอก..ทราบแล้วบอกต่อด้วยจ้า!

* ส่วนรายที่น่ากลัวสำหรับการเข้าไปช้อนในเที่ยวนี้กลายเป็น ADVANC หลังมีแรงเทขายออกมาระรอกใหญ่อย่างที่ไม่เคยเห็นมาก่อน จนราคาหุ้นรูดทะลุแนวรับสำคัญลงมาอย่างง่ายดาย ก่อนจะมาปิดที่ระดับ 166.50 บาท ลบไป 6 บาท หรือลงไป 3.50% ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 1.95 พันล้านบาท พร้อมกับทำ new low ในรอบ 1 ปี 9 เดือน น่าจะเป็นการสะท้อนภาพความไร้เสน่ห์ของหุ้นตัวนี้ได้เป็นอย่างดีนะคะ

* เช่นเดียวกับในรายของ TOP โดนถล่มขายครั้งแล้วครั้งเล่า จนมองไม่เห็นแววที่หุ้นจะกลับมายืนหยัดได้อย่างแข็งแกร่ง “โมนิก้า” มองเป็นเรื่องที่นักเล่นทำใจกันมาระดับหนึ่งแล้ว และตอนนี้กำลังมองถึงโอกาสที่หุ้นจะเด้งกลับตรงบริเวณโลว์เดิมที่ราคา 68 บาทมีมากน้อยเพียงใด หลังหุ้นลงมายืนปิดที่ 68.50 บาท ลบไป 3.75 บาท หรือลงไป 5.20% ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 1.18 พันล้านบาทแล้วน่ะซี

* ประเด็นดังกล่าวทำให้ “โมนิก้า” ต้องหันมามองหุ้นปูนใหญ่ SCC เป็นรายถัดมาในทันที เพราะมีรูปแบบการเคลื่อนตัวเป็น W-Shape โดยมีกรอบการเล่นด้านบนแถว 460 บาท และมีกรอบด้านล่างแถว 400 บาท ขณะที่ราคาปิดวานนี้ยืนอยู่ที่ 424 บาท ลบไป 16 บาท หรือลงไป 3.65% ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 1.87 พันล้านบาท มันเป็นจังหวะวัดใจที่นักเล่นต้องคิดกันเองว่า ยังกล้าซื้อเพื่อลุ้นเด้งก่อนลงไปถึงกรอบด้านล่างหรือเปล่า ?

* คล้ายกับกรณีของ KTC ทรุดตัวลงมายืนปิดที่ระดับ 32.25 บาท ลบไป 1.25 บาท หรือลงไป 3.70% ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 425 ล้านบาท ก็เป็นช็อตของการลุ้นระทึกเหมือนกัน เพราะเป็นการอ่อนตัวลงมาใกล้กับเส้นแนวรับ 200 วันบริเวณ 31 บาท แถมบริเวณดังกล่าวเป็นแนวรับสุดท้ายเสียด้วย “โมนิก้า” ถึงมองความเป็นไปได้ของหุ้นออกเป็น 2 ทางคือ “เด้งกลับ” กับ “ลงต่อ” จึงต้องจับตาดูให้ดีเจ้าค่ะ

* สำหรับในรายของหอยทาก DDD กลับกลายเป็นหุ้นที่มองไม่เห็นกรอบล่างอยู่ตรงไหน ? ทั้งที่ก่อนหน้ามีแรงซื้อเข้ามาพยุงหุ้นเป็นระยะ จนมองดูเหมือนจบขาลงอย่างเป็นทางการ แต่เอาเข้าจริงดันกลายเป็นว่า เด้งเพื่อลงยาวเสียอย่างนั้น! วานนี้ถึงเห็นหุ้นลงมาทำ all time low นับตั้งแต่เข้าตลาดหุ้นด้วยการยืนปิดที่ 23.90 บาท ลบไป 1.60 บาท หรือลงไป 6.30% ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 65 ล้านบาท แสดงว่า ไม่มีใครเล่นเลยจริง ๆ นะคะ

* เรื่องนี้เชื่อมโยงโดยตรงกับการขยับตัวของหุ้น PACE อุตส่าห์โปรยข่าวดีออกมาให้เห็นกันทนโท่ สุดท้ายดันกลายเป็นสงครามวันเดียวเสียอย่างนั้น เลยทำให้ภาพของหุ้นดูแย่ลงไปกว่าเดิม เพราะจากที่เคยเห็นกันว่าแย่อยู่แล้ว.. เลยแย่ลงไปอีกแบบนี้ “โมนิก้า” มองเป็นการเปิดเกมและปิดเกมไม่สวยงาม แถมวานนี้หุ้นลงมายืนปิดที่ 0.48 บาท ลบไป 0.06 บาท หรือลงไป 11.10% ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 25 ล้านบาท เลยกลายเป็นว่า “ขึ้นเท่าไหร่ ลงเท่านั้น” แล้วจะเสียเวลามองทำไมละคะ