สังคมข่าวหุ้น

* ตลาดหุ้นไทยล่าสุดปิดการซื้อขายที่ระดับ 1,617.38 จุด ปรับเพิ่มขึ้น 15.61 จุด มูลค่าการซื้อขายรวม 6.7 หมื่นล้านบาท

นิวส์เวฟ

* ตลาดหุ้นไทยล่าสุดปิดการซื้อขายที่ระดับ 1,617.38 จุด ปรับเพิ่มขึ้น 15.61 จุด มูลค่าการซื้อขายรวม 6.7 หมื่นล้านบาท

* แสงสว่างของประเด็นการเลือกตั้งเกิดความชัดเจน ได้ส่งผลให้ภาพรวมตลาดหุ้นไทยเมื่อวานนี้เกิดความคึกคักสุดขีด ผลักดันให้ราคาหุ้นในกระดานพาเหรดปรับตัวขึ้นแรงชนิดยกแผง แต่อย่างไรก็ตามแม้ประเด็นการเลือกตั้งจะถือเป็นปัจจัยบวกแน่นอน แต่ในเชิงการลงทุนแล้วยังคงขอให้นักลงทุนระมัดระวังเหมือนเช่นเดิม

* ที่กล่าวเช่นนี้ไม่ได้อยากพูดจาขัดอารมณ์ทุกคนที่กำลังรู้สึกยินดีกับการได้เห็น SET วิ่งบวกแรง แต่ถ้าลองสังเกตความเคลื่อนไหวหุ้นหลายตัวในวานนี้ให้ดีจะเห็นชัดเจนเลยว่า ในช่วงระหว่างหุ้นขยับขึ้นไปนั้น ได้มีแรงขายรายทางสลับสวนออกมาทันทีเช่นกัน ซึ่งเป็นการปล่อยหุ้นเพื่อสลัดให้พ้นดอยที่เคยติดกันไว้ ดังนั้น ถึงแม้ปัจจัยบวกภายในประเทศจะเกิดความชัดเจนและปลดล็อกได้อีกสเต็ป แต่ภาพรวมของการลงทุนยังต้องเน้นเล่นสั้นตามจังหวะไปก่อน

* หุ้น BDMS เป็นอีกครั้งที่คำว่า “ธรรมาภิบาล” และ “โอกาสในวิกฤติ” ถูกกั้นแบ่งไว้เพียงแค่เส้นบาง ๆ เท่านั้น และไม่ได้เป็นเรื่องผิดความคาดหมายที่หุ้น BDMS กลับมาฟื้นตัวขึ้นได้อย่างรวดเร็ว หลังจากดิ่งลงไปแรงหนักสุดโต่งเมื่อวันที่ 21 ม.ค. จากประเด็นรายงานข่าว ก.ล.ต. ใช้มาตรการลงโทษกับทางผู้บริหารในกรณีสร้างราคาหุ้น BA แน่นอนว่าแม้การลงโทษจะเกิดขึ้นจากกรณี BA แต่ย่อมสะเทือนไปถึงหุ้น BDMS ด้วยเหมือนกัน เพราะชื่อผู้ถูกลงโทษในครั้งนี้ คือ “หมอปราเสริฐ ปราสาททองโอสถ” ซึ่งมีฐานะเป็นทั้งผู้ถือหุ้นใหญ่และเป็นเหมือนภาพลักษณ์สำคัญของกลุ่มโรงพยาบาลกรุงเทพเสมอมา

* เมื่อตลาดรับทราบข่าว ภาวะแพนิกเทขายหุ้น BA-BDMS จึงเกิดขึ้นแบบเฉียบพลัน โดยในฝั่งหุ้น BA เมื่องวดวันที่ 21 ม.ค. ราคาลดลงหนักถึง 7% มีมูลค่าการซื้อขายตลอดวัน 81 ล้านบาท ขณะที่ฝั่ง BDMS ต่างกันลิบลับตลอดวันมูลค่าการซื้อขายกระหน่ำ 7,856 ล้านบาท และหุ้นลงหนักไปกว่า 8% แต่สุดท้ายแพนิกกันได้แค่วันเดียว เพราะงวดวันอังคารและพุธ หุ้นปรับเพิ่ม 2 วันติดไปแล้วกว่า 6% เท่ากับเหลือติดลบแค่ 2% ก็กลับไปเทียบเท่าฐานราคาหุ้นก่อนเกิดเหตุได้แล้ว

* คำถามต่อมาของนักลงทุนจึงเกิดขึ้นมาทันทีว่า สรุปแล้วเรื่อง “ธรรมาภิบาล” มันมีผลต่อหุ้นมากน้อยเพียงใดกันแน่ เพราะบ่อยครั้งเรามักได้ยินว่าให้เน้นความโปร่งใส ยึดหลักธรรมาภิบาล ต้องมาก่อนสิ่งอื่นใดเสมอ แต่ในข้อเท็จจริงอีกด้านคำว่า “ธรรมาภิบาล” นั้น ไม่สามารถตีราคาออกมาได้ว่ามันคิดเป็นมูลค่าเท่าไหร่ของฐานราคาหุ้นในกระดานกันแน่ ?

* ที่เขียนมาแบบนี้อย่าเพิ่งเข้าใจผิดว่าผู้เขียนไม่ได้ให้ความสำคัญกับธรรมาภิบาล ผู้เขียนก็เห็นด้วยกับการส่งเสริมให้ทุกบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ บริหารธุรกิจและยึดหลักธรรมาภิบาลไว้เสมอ เพราะนี่เป็นสิ่งที่ช่วยสร้างความเชื่อมั่นต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกฝ่าย

* แต่ในโลกของการลงทุนย่อมมีผู้เห็นแตกต่างเสมอ เพราะภายใต้วิกฤติมันก็คือโอกาสเหมือนกัน ในเมื่อต้นเหตุเกิดขึ้นมาจากตัวบุคคลที่ขาดธรรมาภิบาล (ไม่ใช่บริษัท) ทำให้ในอีกฝั่งมองว่า พื้นฐานหุ้นจึงไม่ได้เปลี่ยนแปลงจากเดิม และยังกลายเป็นโอกาสดีให้เข้าเก็บหุ้นในราคาต่ำกว่าพื้นฐาน จนเกิดแรงซื้อผลักดันราคาหุ้นให้คืนชีพแบบรวดเร็วอย่างที่พวกเราเห็นนี่แหละ

* สุดท้ายจึงกลายเป็นเรื่องมองต่างมุมของแต่ละคนว่าการลงทุนในหุ้นหนึ่งหลักทรัพย์นั้นให้น้ำหนักไว้ที่อะไรบ้าง เช่น ต้องเป็นหุ้นมีพื้นฐานดี ผลตอบแทนสูง มีหลักธรรมาภิบาล บางคนบอกว่าต้องเข้าเกณฑ์ทั้งหมดจึงกล้าตัดสินใจเก็บหุ้น แต่บางคนบอกว่าขอแค่เข้าเกณฑ์ข้อเดียวก็พอแค่นี้ซื้อหุ้นได้แล้ว ทำให้บทสรุปสุดท้ายไม่มีมุมไหนถูกหรือผิดแบบ 100% อยากซื้อเพราะหุ้นต่ำกว่าพื้นฐานและมองว่าเป็นแค่เรื่องส่วนบุคคลก็ไม่ผิด อยากขายเพราะมองว่าสิ่งผู้บริหารทำนั้นขาดธรรมาภิบาลแล้วก็ไม่ผิดเช่นกัน แต่ที่แน่ ๆ คนที่ได้รับความเสียหายไปแบบเต็ม ๆ หนีไม่พ้น “หมอปราเสริฐ” ผู้ได้รับตำแหน่งแชมป์เศรษฐีหุ้นประจำปี 2561 ถือครองหุ้นรวมกว่า 7 หมื่นล้านบาท ต้องมาจบเกมกับเหตุการณ์ที่ไม่ควรเกิด และถือเป็นบทเรียนสำคัญของผู้บริหารและผู้ถือหุ้นบริษัทจดทะเบียนที่ไม่ควรเดินตามรอยซ้ำเด็ดขาด