บลจ.ทิสโก้ เปิดขายกอง TW-E70 ลงทุนหุ้น-ตราสารหนี้

บลจ.ทิสโก้ เปิดขายกอง TW-E70 ลงทุนหุ้น-ตราสารหนี้ ถึง 31 ม.ค.นี้

นายสาห์รัช ชัฏสุวรรณ ผู้อำนวยการสายการตลาดและที่ปรึกษาการลงทุน บลจ.ทิสโก้  กล่าวว่า บลจ.ทิสโก้เสนอขายกองทุนเปิด ทิสโก้ เวลธ์ โกรท E70 (TW-E70) ซึ่งเป็นกองทุนรวมผสมที่มีความเสี่ยงระดับ 5 (เสี่ยงปานกลางค่อนข้างสูง) มีนโยบายลงทุนให้กองทุนมีสถานะการลงทุนในหุ้นสุทธิโดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่เกิน 70% ของ มูลค่าทรัพย์สินสุทธิ (NAV) ผู้จัดการกองทุนสามารถลงทุนในสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (Derivatives) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารกองทุน ลดความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงและการผันผวนของราคาหุ้นในกรณีที่หุ้นมีแนวโน้มปรับตัวลดลง

ขณะเดียวกันยังสามารถกระจายการลงทุนไปยังตราสารหนี้ ตราสารกึ่งหนี้กึ่งทุน เงินฝาก กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ ทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ กองทุนโครงสร้างพื้นฐาน และ/หรือหลักทรัพย์หรือทรัพย์สินอื่นทั้งในและต่างประเทศได้ด้วย มูลค่าโครงการ 2,000 ล้านบาท จองซื้อขั้นต่ำ 1,000 บาท เสนอขายวันแรก (IPO) 24-31 ม.ค. 2562 นี้

กองทุน TW-E70 ออกแบบมาให้มี “สถานะการลงทุนสุทธิ” (Net Exposure) ในหุ้นโดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่เกิน 70% ของ NAV เหมาะสำหรับนักลงทุนที่สามารถรับความเสี่ยงได้มากกว่าการลงทุนในกองทุนตราสารหนี้ แต่ไม่สามารถรับความเสี่ยงต่อการลงทุนในกองทุนหุ้นได้ทั้ง 100% โดยกองทุนนี้โดดเด่นตรงที่ ในช่วงที่ผู้จัดการกองทุนมองว่าหุ้นกำลังจะย่อตัวลง ก็สามารถเปิดสถานะ Short (ขาย) หุ้น ในสัญญาซื้อขายล่วงหน้า หรือจะใช้เครื่องมืออื่น ๆ มาช่วยสร้างสมดุลของผลตอบแทนไม่ให้ปรับลงมากเหมือนการลงทุนในกองทุนหุ้น 100%” นายสาห์รัช กล่าว

ทั้งนี้ บลจ.ทิสโก้มองว่าหุ้นเป็นสินทรัพย์ที่น่าสนใจที่สุดในปี 2562 เพราะในปี 2561 ดัชนีหุ้นหลายประเทศได้ปรับฐานไปแล้วพอสมควร ทำให้มูลค่าหุ้นของตลาดหุ้นทั่วโลกซึ่งเคยอยู่ในระดับสูงในช่วงต้นปี 2561 ลดลงมาอยู่ในระดับใกล้เคียงหรือต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในระยะยาว 10 ปี แต่ความผันผวนของผลตอบแทนในหุ้นยังคงมีอยู่ เพราะนักลงทุนกังวลเรื่องเศรษฐกิจโลกที่อาจชะลอตัวเมื่อเทียบกับปีก่อน และมีปัจจัยเรื่องสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีนที่คาดเดาได้ยากว่าผลจะออกมาเป็นเช่นไร

สำหรับการลงทุนในตราสารหนี้นั้น ในปีนี้บลจ.ทิสโก้มองว่า การลงทุนในตราสารหนี้แต่เพียงอย่างเดียวอาจไม่ได้รับผลตอบแทนที่ดีเหมือนในอดีตที่ผ่านมา เพราะมีเรื่องภาษีและอัตราดอกเบี้ยเข้ามาเกี่ยวข้อง ซึ่งปัจจุบันมีนักลงทุนอีกจำนวนไม่น้อยที่ทราบดีว่าการลงทุนในตราสารหนี้เริ่มได้รับผลกระทบแล้ว แต่ยังลังเลที่จะเพิ่มความเสี่ยงไปลงทุนในหุ้นเต็มจำนวน