เอากองทัพเข้าแลก

กองทัพภาคที่ 1 ขึ้นป้ายไฟ ย้อนคำพูด พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส หัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย ให้สัมภาษณ์ไทยพีบีเอสเมื่อปี 2556 ว่า “ถ้าไม่มีปฏิวัติครั้งที่แล้ว ถ้านายกรัฐมนตรีมาจากนักการเมือง ผมก็คงไม่ได้เป็นผู้บัญชาการตำรวจ”

ทายท้าวิชามาร : ใบตองแห้ง 

กองทัพภาคที่ 1 ขึ้นป้ายไฟ ย้อนคำพูด พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส หัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย ให้สัมภาษณ์ไทยพีบีเอสเมื่อปี 2556 ว่า “ถ้าไม่มีปฏิวัติครั้งที่แล้ว ถ้านายกรัฐมนตรีมาจากนักการเมือง ผมก็คงไม่ได้เป็นผู้บัญชาการตำรวจ”

ใครพบใครเห็นก็หัวร่อครื้นเครง แหม ทหารเก่งจัง ย้อนเสรีพิศุทธ์ได้อย่างแสบสัน เป็นวิธีการที่มีสมอง ยังดีกว่ามีมือมืดไปทำลายป้ายหาเสียงหน้าราบ 11 โดยทหารยามไม่รู้ไม่เห็น

เพียงแต่กองทัพภาคที่ 1 ลืมไปหรือเปล่า ว่ากำลังใช้อุปกรณ์และงบประมาณของทางราชการ มาทำสงครามกับปัจเจกชน ลองนึกดูว่าถ้าไม่ใช่ทหาร สมมติข้าราชการครูไม่พอใจนักการเมือง จะกล้าใช้ป้ายไฟหน้าโรงเรียนมาโจมตีหรือเปล่า

ยิ่งกว่านั้น ถ้าคนอ่านคิดยาว ๆ ก็อาจคิดได้ว่าถ้าไม่มีรัฐประหาร 2549 พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ก็อาจไม่ได้เป็น ผบ.ทบ. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ก็อาจไม่ได้เป็น ผบ.ทบ.และนายกฯ ป่านนี้เกษียณไปเลี้ยงหมาอยู่ที่ไหนไม่รู้

ทหารไม่พอใจ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ ไล่ตะเพิดนายทหารยศพันโท ที่ไปเดินตามสังเกตการณ์ระหว่างหาเสียง มองมุมหนึ่งก็น่าเห็นใจทหารนายนั้น ซึ่งปฏิบัติหน้าที่ตามคำสั่งผู้บังคับบัญชา ถูกดุถูกไล่ก็ยังสุภาพเรียบร้อย อดทน

แต่ถามว่ามันเป็นหน้าที่อะไรของทหาร ที่ต้องไปเดินตามนักการเมืองหาเสียง พบปะประชาชน ซึ่งทำให้คนนิยม พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ รู้สึกกริ่งเกรง ไม่กล้าแสดงออก เพราะรู้กันว่าเป็นคู่กรณีกับกองทัพ

การไปสอดส่องนักการเมืองหาเสียงไม่ใช่หน้าที่ทหาร ไม่ใช่การรักษาความปลอดภัย เป็นการรบกวนขัดขวางด้วยซ้ำ เพราะไม่ได้ทำกับทุกพรรคการเมือง แต่เน้นพรรคตรงข้าม คสช. เช่นเพื่อไทย อนาคตใหม่ ก่อนหน้านี้ ก็เดินตามถ่ายภาพบันทึกวิดีโอคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ซึ่งใช้วิธีเดินเข้าไปถามตรง ๆ ประจานต่อหน้าสื่อ

พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์อาจใช้ท่าทีรุนแรง แต่ลองเปรียบเป็นเรา ๆ ท่าน ๆ จะไปทำธุระส่วนตัวก็มีทหารมาเดินตาม ท่าทางเรียบร้อย เป็นสุภาพบุรุษ บอกไม่ต้องตามก็ว่าเป็นหน้าที่ นายสั่งมา นิสัยดีมาก มาเดินตามต้อย ๆ ทั้งวัน แต่กูรำคาญโว้ย กูเหลืออด ตะโกนไล่ตะโกนด่าเป็นหมูเป็นหมา อย่างนี้กูไม่มีสมบัติผู้ดีใช่ไหม

ทหารยุคนี้อบรมมาดีมาก ใช้ปืนใช้รถถังยึดอำนาจก็ยังเป็นสุภาพบุรุษ ออกคำสั่งเป็นกฎหมาย ไปเอาตัวคนมาเข้าคุก ก็ยังมีสมบัติผู้ดี เข้าไปฟังเวทีวิชาการด้วยท่าทีสุภาพเรียบร้อย แล้วก็แจ้งข้อหาขัดคำสั่ง คสช.

ละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างมีสมบัติผู้ดี แต่ทีพรรคการเมืองประกาศนโยบายลดงบกองทัพ ก็เปิดเพลงหนักแผ่นดิน

ท่าทีของกองทัพ ที่ฉวยเรื่องนี้มาเป็นการปกป้องศักดิ์ศรี ปฏิญาณตน แม้อ้างว่าไม่เกี่ยวการเมือง แต่ประชาชนก็มองออกว่า เป็นท่าทีแอนตี้พรรคใดพรรคหนึ่ง กลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ซึ่งดูเหมือนน่ากลัว แต่ก็น่าขบขันอยู่ในตัว เพราะลงทุนถึงขนาดนี้ ถ้าพรรคเสรีรวมไทยยิ่งได้คะแนนนิยม พรรคฝ่ายต่อต้าน คสช.ชนะถล่มทลาย กองทัพจะเหลืออะไร

กองทัพต้องรับผิดชอบความฉิบหายจากรัฐประหาร 5 ปี อย่างปฏิเสธไม่ได้ ช่วงเลือกตั้งถ้าถอยตัวออกไป ยังพอลดกระแสไม่พอใจ แต่นี่ เหมือนเอาตัวเองเข้าแลก ทุ่มเดิมพัน ประจันหน้ากับกระแสไม่เอา คสช. ไม่เอาประยุทธ์ แบบสุดจิตสุดใจ

แต่ก็ดีแล้วไง ยังไงก็หนีไม่พ้น ถ้า คสช.แพ้ ประชาชนต้องเรียกร้องให้ปฏิรูปกองทัพอยู่ดี