“บล.เออีซี”ชี้ SET วันนี้ชะลอการปรับลง ชู 12 หุ้นเน้นกลุ่มเลือกตั้ง-โรงพยาบาล-Turnaround

“บล.เออีซี”ชี้ SET วันนี้ชะลอการปรับลง ชู 12 หุ้นเน้นกลุ่มเลือกตั้ง-โรงพยาบาล-Turnaround

บล.เออีซี ประเมินดัชนีวันนี้ (11 มี.ค.62) คาดดัชนี SET เริ่มชะลอการปรับลง โดยแม้เมื่อวันศุกร์ Flow ของกลุ่มนักลงทุนต่างชาติยังขายต่อเนื่องเป็นวันที่สิบติดต่อกัน แต่เริ่มเห็นสัดส่วนการขายที่ลดลงเมื่อเทียบจากช่วงต้นสัปดาห์อีกทั้งปัจจุบัน Consensus ปรับลดคาดการณ์กำไรของ SET Index ด้วยขนาดที่น้อยกว่าเดือนก่อนหน้า ทั้งนี้ประเมินกรอบการเคลื่อนไหว 1,625-1,640

Investment Strategy

สัปดาห์นี้มอง SET Index แกว่งในกรอบ มองการปรับลดประมาณการกำไรบริษัทจดทะเบียนของConsensusจะชะลอลง โดยข้อมูลจาก Bloomberg Consensus ได้ปรับลดประมาณการ EPS ของSET Index ปี 62 เหลือเพียง 109.99 บาท ลดลง 4.3%Year To Date อย่างไรก็ดีจากข้อมูลเฉลี่ย 10 ปีย้อนหลัง (ปี 2552-2561) พบว่าค่าเฉลี่ยของ Consensus จะปรับลดคาดการณ์กำไร %MoMตั้งแต่ช่วงเดือน ก.พ. และปรับลดด้วยขนาดที่ลดลงในเดือน มี.ค.พร้อมกับกลับมามีมุมมองเชิงบวกในช่วงเดือน เม.ย. และ พ.ค. บวกกับการเข้าใกล้วันเลือกตั้งในช่วง 24 มี.ค. นี้คาดจะทำให้มุมมองของนักลงทุนต่างชาติที่กังวล Political Risk ของประเทศไทยจะลดลง พร้อมกับมามีความเชื่อมั่นมากขึ้นคาดส่งผลให้ทั้งการลงทุนและการท่องเที่ยวดีขึ้น

ดังนั้นมอง SET Index จะหยุดการปรับตัวลงในสัปดาห์นี้และช่วงปลายเดือนมีโอกาสเห็น SET Index พลิกกลับมาฟื้นตัวอีกครั้งมองภาพรายเดือนดัชนีมีแนวรับ 1,620 จุด และแนวต้าน 1,675 จุด มองเป็นโอกาสเข้าซื้อ 3 กลุ่ม หุ้นเด่น ดังนี้

Turnaround Stock: โดยเลือกหุ้นที่กำไรปี 61 ชะลอลงแต่จะกลับมาฟื้นตัวโดดเด่นในปี 62เลือก TKS (ปี 62 คาดกำไรโตเด่น 29.8%เทียบช่วงเดียวกันของปีก่อน จากงานบัตรเลือกตั้งและการเพิ่มสินค้าและบริการด้านนวัตกรรม + แนวโน้มสดใส นอกจากนี้มี Upside Risk หากได้งาน E-Passport), TWPC (ปี 62 คาดกำไรโตเด่น 146.6%เทียบช่วงเดียวกันของปีก่อน จากแผน Inorganic Growth และสภาวะขาดแคลนวัตถุดิบเริ่มดีขึ้น), BEC (คาดเห็นการ Turnaround ของกำไรตั้งแต่ช่วง ไตรมาส1/62

โดยมีปัจจัยบวกหลักจาก 1) ไม่มี One-time expense ที่เกี่ยวข้องกับการปรับโครงสร้างพนักงาน 2) Rating เริ่มฟื้นตัวขึ้นจากเพียง 1.108 ในเดือน ธ.ค. เป็น 1.292 ในช่วงเดือน ก.พ. หลังละคร “ทองเอก หมอยาท่าโฉลง” และ “ตุ๊กตาผี” ได้รับความนิยมสูง  3) เม็ดเงินโฆษณาของสื่อทีวีในเดือน ม.ค. ปรับขึ้น 3.25%เทียบช่วงเดียวกันของปีก่อน สวนทางอุตสาหกรรม), TVDปี62 ตั้งเป้ารายได้รวม 4,800 ลบ. เพิ่มขึ้น 20% เทียบช่วงเดียวกันของปีก่อนแบ่งเป็นรายได้จากธุรกิจของทีวี ไดเร็ค 3,300 ลบ. และจาก 6 บริษัทในเครืออีก 1,500 ลบ. ขับเคลื่อนด้วยกลยุทธ์หลักจากการทำ Omni Channel Direct Marketing Experience โดยผสมผสานการทำตลาดผ่านทั้งช่องทางออนไลน์และออฟไลน์ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด

กลุ่มที่คาดว่าจะได้ประโยชน์หลังเลือกตั้ง: กลุ่มค้าปลีก (คาดหลังเลือกตั้งภายใต้รัฐบาลใหม่จะเข้ามาแก้ปัญหาปากท้องของประชาชนเป็นอันดับต้นๆ มองอานิสงส์บวกดังกล่าวหนุนกลุ่มค้าปลีกได้ประโยชน์จากกำลังซื้อที่มากขึ้น เลือกหุ้นที่คาดจะได้ประโยชน์ ได้แก่ ROBINS และ CPALL), กลุ่มท่องเที่ยว (คาดเมื่อประเทศไทยเข้าสู่กระบวนการเลือกตั้ง ทำให้นักท่องเที่ยวบางกลุ่มมีมุมมองความเสี่ยงทางการเมืองของประเทศไทยที่ลดลง คาดทำให้จำนวนนักท่องเที่ยวเพิ่มมากขึ้น เลือกหุ้นที่คาดจะได้ประโยชน์ ได้แก่ AOT)  และกลุ่มสื่อ (คาดเอเจนซี่ที่ชะลอการใช้เม็ดเงินในช่วงก่อนหน้าจะกลับมาอัดฉีดเม็ดเงินเข้าสู่อุตสาหกรรมอีกครั้ง หลังการเลือกตั้งมีความชัดเจนและการบริโภคในประเทศมีแนวโน้มดีขึ้น โดยแนะนำกลุ่มที่เห็นสัญญาณบวกจากส่วนแบ่งในเม็ดเงินโฆษณาที่ขยายตัวเพิ่มขึ้นในเดือน ม.ค. ได้แก่ กลุ่มดิจิตอลทีวี (เพิ่มจาก 62.7% ณ สิ้น ธ.ค. เป็น 64.6%) แนะนำ RS และกลุ่ม Out of Home (เพิ่มจาก 12.2% ณ สิ้น ธ.ค. เป็น 13.5%) แนะนำ VGI

กลุ่มโรงพยาบาล: มองเป็นหุ้นกลุ่ม Defensive ที่น่าสนใจยามตลาดผันผวน จากกระแสเงินสดแข็งแกร่งไม่ผันผวนตามสภาวะเศรษฐกิจและธุรกิจยังสามารถขยายตัวได้ต่อเนื่อง โดยคัดกรองหุ้นจากข้อมูลของ Bloomberg Consensus ที่มี Earning Growth ปี 62 โต และยังมี Upside เลือก EKH (ปี 62 ตั้งเป้ารายได้โตหนุนด้วยการเปิดให้บริการศูนย์ผู้มีบุตรยาก (IVF) พระราม 9 สามารถให้บริการได้เต็มปีทำให้สามารถรองรับคนไข้เข้ามาใช้บริการได้เพิ่มขึ้นจาก 300 ราย/ปีจากเดิมที่ 200 ราย/ปีนอกจากนี้เตรียมเปิดอาคารกุมารเวชแห่งใหม่ในช่วงต้นปี 62 ซึ่งจะมีจำนวนห้องและเตียงเพิ่มขึ้นอีกจำนวน 53 เตียงจากเดิมที่มี 86 เตียง), BCH (แรงหนุนจากการปรับปรุงโรงพยาบาลในเครือ และการเพิ่มศูนย์การแพทย์ระดับตติยภูมิ พร้อมกับแนวโน้มสดใสของ WMC และ IVF), BDMS (คาดกำไรปี 62 โต เทียบช่วงเดียวกันของปีก่อนจากแผนยกระดับการให้บริการที่เน้นกลุ่มโรคซับซ้อนมากขึ้น และพัฒนาการของโครงการWellness Clinic  รวมทั้งคาดมีกำไรพิเศษจากการขายหุ้น RAM ซึ่งคาดจะบันทึกในช่วง ไตรมาส1/62 (4.6 ล้านนหุ้น ที่ราคา 2,800 บาท/หุ้น) ซึ่งบริษัทมีแผนจะนำมาชำระหนี้เพื่อลดภาระทางการเงิน)

 

คำค้น