ฟิลลิ่งเริ่มมา

*ในช่วงระยะเวลา 1-2 สัปดาห์ที่ผ่านมา “โมนิก้า” นั่งเฝ้าหน้ากระดานหุ้นแบบไม่กะพริบตา เพราะต้องการเห็นอารมณ์ของนักเล่นที่มีต่อข่าวสารใหม่ ๆ เข้ามากระทบกับตลาดหุ้นเป็นไปในโทนไหน ? รวมทั้งต้องการพิสูจน์ทฤษฎีที่ว่า ตลาดหุ้นไทยเป็นอิสระจากปัญหาทางด้านการเมืองยังใช้ได้อยู่หรือไม่ ? และผลสรุปในเบื้องต้นที่ออกมาทำให้รู้ว่า ขึ้นอยู่กับนักเล่นอินกับข้อมูลด้านไหนมากกว่ากันพะยะค่ะ

เจาะกระดาน : โมนิก้าและทีมงาน

*ในช่วงระยะเวลา 1-2 สัปดาห์ที่ผ่านมา “โมนิก้า” นั่งเฝ้าหน้ากระดานหุ้นแบบไม่กะพริบตา เพราะต้องการเห็นอารมณ์ของนักเล่นที่มีต่อข่าวสารใหม่ ๆ เข้ามากระทบกับตลาดหุ้นเป็นไปในโทนไหน ? รวมทั้งต้องการพิสูจน์ทฤษฎีที่ว่า ตลาดหุ้นไทยเป็นอิสระจากปัญหาทางด้านการเมืองยังใช้ได้อยู่หรือไม่ ? และผลสรุปในเบื้องต้นที่ออกมาทำให้รู้ว่า ขึ้นอยู่กับนักเล่นอินกับข้อมูลด้านไหนมากกว่ากันพะยะค่ะ

*ประเด็นดังกล่าวทำให้ “โมนิก้า” คลายสงสัยทฤษฎีหลายอย่างที่ขัดแย้งในตัวมันเองได้อย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในมุมของฝรั่งตาน้ำข้าวขายหุ้นทิ้งออกมาตลอดเวลา แต่ค่าเงินบาทกลับแข็งค่าขึ้นอย่างต่อเนื่อง มันเป็นเรื่องที่ผิดไปจากตำราที่เคยร่ำเรียนมาตั้งเยอะ หรือแม้กระทั่งตัวเลขส่งออกของประเทศที่บอกว่าเติบโตนักหนา แต่ทำไมหุ้นกลุ่มส่งออกถึงทำผลงานได้ไม่เอาอ่าว ฯลฯ  ล้วนเป็นช็อตที่ขึ้นอยู่กับฟิลลิ่งของนักเล่นในวันนั้นเป็นอย่างไรนะจ๊ะ

*ด้วยเหตุนี้ถึงไม่ต้องถามหาเหตุผลที่ดัชนีตลาดหุ้นไทยวิ่งสวนตลาดหุ้นต่างประเทศที่แดงเถือกกันเป็นส่วนใหญ่ ก่อนจะมาปิดที่ระดับ 1,630.09 จุด บวกไป 12.52 จุด ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 3.64 หมื่นล้านบาท “โมนิก้า” มองเป็นเรื่องที่ทำให้การเล่นหุ้นเที่ยวนี้ยากขึ้นกว่าเดิมหลายเท่า เพราะแรงซื้อที่เข้ามายังเป็นลักษณะเก็งกำไรเหมือนเดิมทุกประการ บวกกับนักเล่นสถาบันซื้อ ๆ ขาย ๆ ถี่ขึ้นกว่าเดิม เลยทำให้ทุกอย่าง เดี๋ยวดี..เดี๋ยวร้าย นะจะบอกให้

*ตัวอย่างที่เห็นได้ชัด ๆ ในช่วงนี้คงเป็นท่าทีของสภาอุตฯ ที่ออกโรงโต้คืนบรรดานักการเมืองกระหายคะแนนเสียงด้วยการตอกกลับแบบนิ่ม ๆ อย่ามาโยนภาระเรื่องขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ 425 บาทให้กับผู้ประกอบการ เพราะเหมือนเป็นการซ้ำเติมให้ธุรกิจ ห้างร้าน แบกรับต้นทุนในการทำธุรกิจสูงขึ้น และกระทบกำไรของบริษัทอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งทำให้บรรดาพรรคการเมืองถอยกรูดไม่เป็นท่ากันเลยทีเดียวเจ้าค่ะ

*เมื่อสถานการณ์ไม่ได้เลวร้ายเหมือนกับที่หลายคนกังวล แรงซื้อจำนวนมากถึงไหลกลับเข้ามายังหุ้นสะดวกซื้อ CPALL จนราคาหุ้นพุ่งขึ้นมาปิดที่ 75.50 บาท บวกไป 1.25 บาท หรือขึ้นไป 1.70% ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 1.42 พันล้านบาท “โมนิก้า” มองเป็นเรื่องของอารมณ์ที่ไหลตามกระแสข่าว ถึงทำให้ราคาหุ้นสวิงสวายมากเหลือเกิน และเมื่อใกล้ถึงวันเลือกตั้งอย่างเป็นทางการ รับรองได้เลยว่า เคาะขวา เคาะซ้าย กันแบบรัว ๆ แน่นอนค่ะ

*ส่วนรายที่ต้องลุ้นให้เด้งกลับแรง ๆ “โมนิก้า” ขอพุ่งเป้าไปยังหุ้น PTTGC ก่อนใครเพื่อน หลังเห็นทิศทางของหุ้นโค้งตัวลงมาอย่างต่อเนื่อง และในระหว่างทางพยายามตีกลับขึ้นเป็นระยะ แต่สุดท้ายก็ทำไม่สำเร็จเสียที จนวานนี้หุ้นขยับขึ้นมาปิดที่ 68 บาท บวกไป 0.50 บาท ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 1.35 พันล้านบาท เดี๊ยนย่อมมองเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญของการเล่นในเที่ยวนี้ จึงต้องลุ้นให้หุ้นขยับขึ้นไปปิดบวกให้ได้ไงล่ะคะ

*ในระหว่างที่ต้องลุ้นหุ้นหลายตัว “โมนิก้า” กลับพบว่า SAWAD กลายเป็นหุ้นทรงสวยที่เหมาะต่อการลงทุนยาว ๆ เพราะเมื่อย้อนดูไซเคิลของหุ้นในรอบ 9 เดือนออกไปในทาง W-Shape แบบขาขึ้นเต็มตัว ย่อมเป็นการเปิดโอกาสให้ทุกคนกระโจนใส่ได้ทั้งนั้น และเมื่อคิดในมุมของการเคลื่อนตัวขึ้นจากบริเวณราคา 30 บาทอย่างต่อเนื่อง จนวานนี้ขึ้นมาปิดที่ระดับ 52.75 บาท บวกไป 1 บาท หรือขึ้นไป 1.90% ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 504 ล้านบาท กลายเป็นช็อตที่ต้องเล่นโดยไม่มีข้อแม้นะคะ

*ส่วนคนที่ชอบห้อยโหนกระแสเป็นหลัก “โมนิก้า” ขอแนะนำให้หันไปชำเลืองตามอง SPRC ไว้เป็นทางเลือกของการเล่นในเที่ยวนี้ และเหตุผลที่ต้องเอ่ยเช่นนี้ออกไปไม่ได้เกิดจากปัจจัยพื้นฐานที่แน่นปึ้กหรอก ! แต่มาจากวอลุ่มที่หนาแน่นกว่าวันก่อน ๆ บวกกับน้ำมันดิบปรับตัวขึ้นต่อเนื่อง เลยทำให้เชื่อว่าการขึ้นมาปิดที่ 11 บาท บวกไป 0.40 บาท หรือขึ้นไป 3.80% ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 375 ล้านบาท น่าจะไปต่อได้ในช่วงที่อารมณ์ของนักเล่นกำลังพีกอีกครั้ง..อิอิอิ

*หายหน้าหายตาไปนาน แต่กลับมาทีไรมักเปิดตัวสวยทุกที “โมนิก้า” คงพุ่งเป้าไปยังหุ้นบัตรเครดิต KTC หลังกระชากขึ้นมาปิดที่ 32.50 บาท บวกไป 1.50 บาท หรือขึ้นไป 4.80% ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 556 ล้านบาท แถมเป็นการทะยานขึ้นแรงเป็นวันแรกเสียด้วย เดี๊ยนถึงมองว่า หากแรงซื้อยังมีเข้ามาเรื่อย ๆ ย่อมคาดหวังราคาหุ้นจะไปถึงบริเวณ 36-37 บาทได้แบบชิว ๆ เลยนะเนี่ย !

*สำหรับรายที่ขึ้นมาเงียบ ๆ และโยนกันไปมาสนุกขึ้นเรื่อย ๆ “โมนิก้า” ย่อมเล็งไปยังหุ้น CAZ น้องใหม่ของตลาด mai ที่เข้าเทรดอย่างเป็นทางการในช่วงกลางเดือน ม.ค. แถมในตอนนั้นราคาหุ้นก็ย่ำฐานไปมาบริเวณ 3.80 บาทนานร่วมสัปดาห์กว่า ๆ แต่หลังจากนั้นก็มีแรงซื้อเข้ามาไล่เก็บหุ้นอย่างต่อเนื่อง จนวานนี้เห็นหุ้นขึ้นมายืนปิดที่ 5 บาท บวกไป 0.10 บาท หรือขึ้นไป 2% ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 51 ล้านบาท แสดงว่าต้องมีอะไรในกอไผ่แน่ ๆ ..ไม่เชื่อลองถาม ดร.วิน ได้เลยจ้า !