“บล.เออีซี”ชี้ SET วันนี้ไปต่อรับปัจจัย Earning Yield Gap-MSCI หนุน ชู 11 หุ้นเด่นน่าเก็บ

“บล.เออีซี”ชี้ SET วันนี้ไปต่อรับปัจจัย Earning Yield Gap-MSCI หนุน ชู 11 หุ้นเด่นน่าเก็บ

บล.เออีซี ประเมินดัชนีวันนี้ (2 เม.ย.62) คาดดัชนี SET ปรับตัวขึ้นต่อจากความน่าสนใจของตลาดหุ้นไทยมีมากขึ้นทั้งจาก Earning Yield Gap และการนำ NVDR เข้ามาคำนวณใน MSCI EM Indexประเมิน SETเคลื่อนไหวในกรอบ 1,640-1,655 จุด

Investment Strategy

สัปดาห์นี้มองทิศทางของ SET Index แกว่งในทิศทางบวกด้วย 2 เหตุผล 1) Earning Yield Gap ระหว่าง SET Index และ 10 Year US Government Bond ปรับตัวสูงขึ้น 21.8 bips ตั้งแต่ต้นเดือน มี.ค. โดยปัจจุบันอยู่ที่ระดับ 3.3396% เข้าใกล้ค่าเฉลี่ย 10 ปี ที่ระดับ 3.5281% ทำให้ตลาดหุ้นไทยมีความน่าสนใจในการลงทุนมากขึ้น และ 2) MSCI นำ NVDR มาคำนวณใน MSCI EM Index ทำให้น้ำหนักตลาดหุ้นไทยมากขึ้น ดังนั้นสัปดาห์นี้จึงมอง SET Index มีแนวรับ 1,640 จุด และแนวต้าน 1,670 จุด มองเป็นโอกาสเข้าซื้อหุ้นใน 3 กลุ่ม หุ้นเด่น ดังนี้

กลุ่มนิคมและโลจิสติกส์:กลุ่มนิคม อานิสงส์บวกทั้งราคาขายและยอดขายพื้นที่ในเขต EEC โตเด่นแนะนำ AMATA (ปัจจุบันมีพื้นที่รอการขาย 2,274ไร่, พื้นที่รอการพัฒนาอีกราว 8,837 ไร่ และที่ดินสำหรับ Commercial Area รวม 1,227 ไร่ โดยตั้งเป้ายอดขายที่ดินปีนี้ไว้ที่ 1,005 ไร่ จากปีก่อนที่มียอดขายรวม 863 ไร่), WHA (คาดได้แรงหนุนจากธุรกิจนิคมและโลจิสติกส์ที่เติบโตดี โดยบริษัทตั้งเป้าขายที่ดินใหม่ 1,600 ไร่ จากปีก่อนมียอดขาย 1,232 ไร่ หลังล่าสุดเปิดตัวนิคมแห่งใหม่พื้นที่ 2,000 ไร่ ซึ่งมีลูกค้าจีนเตรียมเซ็นสัญญาซื้อแล้วราว 285 ไร่ พร้อมปรับราคาขายและค่าเช่าที่ดินในเขต EEC ขึ้นอีก 10%) นอกจากนี้มองกลุ่มขนส่งและโลจิสติกส์ได้อานิสงส์บวกจากการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ แนะนำ BEM (ตั้งเป้าปีนี้ธุรกิจรถไฟฟ้ามีจำนวนผู้โดยสารจะเติบโต 5-7%เทียบช่วงเดียวกันของปีก่อน จากปีก่อนมีจำนวนผู้โดยสารเฉลี่ย 3.1 แสนเที่ยวคน/วัน ทั้งนี้ตั้งเป้าปี 64 จำนวนผู้โดยสารจะแตะ 5-5.5 แสนเที่ยวคน/วัน จากการเปิดเดินรถส่วนต่อขยายสายสีน้ำเงินช่วงหัวลำโพง-หลักสอง ก.ย. 62 และช่วงเตาปูน-ท่าพระ มี.ค. 63 ส่วนปริมาณจราจรบนทางด่วนปีนี้ตั้งเป้าเติบโต 1-2%เทียบช่วงเดียวกันของปีก่อน ใกล้เคียงปีก่อนที่เติบโต 1.3%เทียบช่วงเดียวกันของปีก่อน) และ WICE (ปี 62 คาดกำไรเติบโต 30%เทียบช่วงเดียวกันของปีก่อน หนุนด้วยเป้ารายได้ปีนี้เติบโต 25%เทียบช่วงเดียวกันของปีก่อน จากการรุกธุรกิจให้บริการโลจิสติกส์ขนส่งข้ามพรมแดน Cross-Border Services โดยมีเส้นทางหลักคือจีน-South East Asiaบวกกับ แผนขยาย Network ไปยังตลาดโลจิสติกส์ที่ประเทศจีน)

Turnaround Stock: โดยเลือกหุ้นที่กำไรปี 61 ชะลอลงแต่จะกลับมาฟื้นตัวโดดเด่นในปี 62 เลือก TKS (ปี 62 คาดกำไรโตเด่น 29.8%เทียบช่วงเดียวกันของปีก่อน จากงานบัตรเลือกตั้งและการเพิ่มสินค้าและบริการด้านนวัตกรรม + แนวโน้มสดใส นอกจากนี้มี Upside Risk หากได้งาน E-Passport), TWPC (ปี 62 คาดกำไรโตเด่น 146.6%เทียบช่วงเดียวกันของปีก่อน จากแผน Inorganic Growth และสภาวะขาดแคลนวัตถุดิบเริ่มดีขึ้น, TVDปี 62 ตั้งเป้ารายได้รวม 4,800 ลบ. เพิ่มขึ้น 20% เทียบช่วงเดียวกันของปีก่อนแบ่งเป็นรายได้จากธุรกิจของทีวี ไดเร็ค 3,300 ลบ. และจาก 6 บริษัทในเครืออีก 1,500 ลบ. ขับเคลื่อนด้วยกลยุทธ์หลักจากการทำ Omni Channel Direct Marketing Experience โดยผสมผสานการทำตลาดผ่านทั้งช่องทางออนไลน์และออฟไลน์ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด

กลุ่มโรงพยาบาล: มองเป็นหุ้นกลุ่ม Defensive ที่น่าสนใจยามตลาดผันผวน จากกระแสเงินสดแข็งแกร่งไม่ผันผวนตามสภาวะเศรษฐกิจและธุรกิจยังสามารถขยายตัวได้ต่อเนื่อง โดยคัดกรองหุ้นจากข้อมูลของ Bloomberg Consensus ที่มี Earning Growth ปี 62 โต และยังมี Upside เลือก EKH (ปี 62 ตั้งเป้ารายได้โตหนุนด้วยการเปิดให้บริการศูนย์ผู้มีบุตรยาก (IVF) พระราม 9 สามารถให้บริการได้เต็มปีทำให้สามารถรองรับคนไข้เข้ามาใช้บริการได้เพิ่มขึ้นจาก 300 ราย/ปีจากเดิมที่ 200 ราย/ปีนอกจากนี้เตรียมเปิดอาคารกุมารเวชแห่งใหม่ในช่วงต้นปี 62 ซึ่งจะมีจำนวนห้องและเตียงเพิ่มขึ้นอีกจำนวน 53 เตียงจากเดิมที่มี 86 เตียง), BCH (แรงหนุนจากการปรับปรุงโรงพยาบาลในเครือ และการเพิ่มศูนย์การแพทย์ระดับตติยภูมิ พร้อมกับแนวโน้มสดใสของ WMC และ IVF), BDMS (คาดกำไรปี 62 โต เทียบช่วงเดียวกันของปีก่อนจากแผนยกระดับการให้บริการที่เน้นกลุ่มโรคซับซ้อนมากขึ้น และพัฒนาการของโครงการWellness Clinic  รวมทั้งคาดมีกำไรพิเศษจากการขายหุ้น RAM ซึ่งคาดจะบันทึกในช่วง 1Q62 (4.6 ล้านนหุ้น ที่ราคา 2,800 บาท/หุ้น) ซึ่งบริษัทมีแผนจะนำมาชำระหนี้เพื่อลดภาระทางการเงิน)

หุ้นในกลุ่ม SET100ที่มีโอกาสถูก Short Covering

หุ้นกลุ่มที่คาดมีแรงซื้อจากการทำ Short Covering โดย Screen หุ้นที่ช่วง YTD มีสัดส่วนการถูก Short Sales เทียบกับมูลค่าซื้อขายเป็นสัดส่วนที่สูง ขณะที่ราคาหุ้นปัจจุบันยังมี Upside จากราคาพื้นฐานของ Bloomberg Consensus  เลือก IVL (Short Sale/Value 9%, Upside 40.6%), PTTEP (Short Sale/Value 8.5%, Upside 14.5%) และ TRUE (Short Sale/Value 5.1%, Upside 22%)

คำค้น