โบรกฯชี้กำไร “กลุ่มแบงก์” Q1 ส่อแววหดตัว แนะสอย 10 หุ้นเด่นมีเสน่ห์น่าลงทุน-พื้นฐานแกร่ง!

โบรกฯชี้กำไร “กลุ่มแบงก์” Q1 ส่อแววหดตัว แนะสอย 10 หุ้นเด่นมีเสน่ห์น่าลงทุน-พื้นฐานแกร่ง!

บริษัทหลักทรัพย์ เออีซี จำกัด (มหาชน) หรือ AECS  ระบุในบทวิเคราะห์ ประเมินดัชนีตลาดหุ้นไทยในสัปดาห์นี้ยังคงแกว่งตัวตามกรอบสัญญาณทางเทคนิคแคบๆ เนื่องจากยังมีปัจจัยลบจากเรื่องความมีเสถียรภาพทางการเมืองของรัฐบาลผสมชุดใหม่ โดยเฉพาะหากเกิดกรณีสัดส่วนใกล้เคียงกันระหว่างจำนวน ส.ส.ฝ่ายค้าน

อีกทั้ง Bloomberg Consensus คาดกำไรหุ้นกลุ่มธนาคารในช่วงไตรมาส 1/62 หดตัว 2.27% เทียบกับปีก่อน ซึ่งผลประกอบการของหุ้นกลุ่มธนาคารเป็น Leading Indicator ของ Real Sector ท่ามกลางความผันผวนจากดัชนีมีโอกาสย่อตัวเข้าหาฐานแนวรับ 1,640 จุด

ดังนั้นฝ่ายวิจัย AECS มองว่า เป็นโอกาสเข้าซื้อหุ้นในกลุ่มหุ้นกระแสเงินสดแข็งแรง 4 กลุ่ม อาทิ กลุ่มหุ้นกระแสเงินสดแข็งแกร่ง ท่ามกลางความผันผวนของตลาดหุ้นเราเลือกหุ้นที่มีความมั่นคงทางกระแสเงินสดและมีลักษณะคล้าย Fixed Income ได้แก่ กลุ่มพลังงานทางเลือก แนะนำ หุ้น BGRIM เนื่องจาก บริษัทฯตั้งเป้ารายได้โต 15-20 % เทียบกับปีก่อน หลังรับรู้รายได้โครงการ ABPR3, ABPR4 และ ABPR5 กำลังผลิตไฟรวม 399 MW เต็มปี บวกกับมีโครงการใหญ่ที่จะ COD ในปี 62 ทั้งโครงการ Solar DTE1&2 กำลังผลิต 420MW และโครงการ Phu Yen TTP อีก 257MW ซึ่งบริษัทคาดเริ่ม COD ในช่วงครึ่งหลังปี 62

นอกจากนี้ หุ้น SSP มองว่าในปี 62 บริษัท ตั้งเป้า COD เพิ่ม 65.6 MW จากโซลาฟาร์มมองโกเลีย 16 MW และโซลาฟาร์ม เวียดนาม 49.6 MW ส่งผลให้สิ้นปีกำลังการผลิตไฟฟ้าเพิ่มเป็น 157.1 MW

นอกจากนี้ ยังแนะนำกลุ่มท่องเที่ยว เนื่องจากได้อานิสงส์บวกจากการท่องเที่ยวในประเทศที่คึกคัก แนะนำหุ้น AOT เพราะจากช่วงสงกรานต์มีแนวโน้มผู้โดยสารโตจากปีก่อน แล้วในช่วง ม.ค.-ก.พ. 62 จำนวนเที่ยวบินโต 5.59% จากปีก่อนและจำนวนผู้โดยสารโต 3.47% จากปีก่อน

ขณะที่หุ้น ERW  มองเป้ารายได้ปี 62 โต 10-15% จากปีก่อน  จากการเปิดโรงแรมใหม่ 9 แห่งให้ปีนี้ แบ่งเป็นโรงแรม Hop Inn 7 แห่ง 573 ห้อง และโรงแรมขนาดกลาง 2 แห่ง จำนวนห้องรวม 501 ห้อง อีกทั้งตั้งเป้า RevPar ไม่รวม Hop Inn โต 3-5% จากปีก่อน และ Occupancy Rate ที่ 80% ตามจำนวนนักท่องเที่ยวที่มีแนวโน้มโตต่อเนื่อง

กลุ่มนิคม และโลจิสติกส์ กลุ่มนิคม อานิสงส์บวกทั้งราคาขายและยอดขายพื้นที่ในเขต EEC โตเด่นแนะนำหุ้น AMATA มองว่า ปัจจุบันมีพื้นที่รอการขาย 2,274 ไร่ , พื้นที่รอการพัฒนาอีกราว 8,837 ไร่ และที่ดินสำหรับ Commercial Area รวม 1,227ไร่ โดยตั้งเป้ ายอดขายที่ดินปีนี้ไว้ที่ 1,005 ไร่จากปี ก่อนที่มียอดขายรวม 863ไร่),

หุ้น WHA ดาดได้แรงหนุนจากธุรกิจนิคมและโลจิสติกส์ที่เติบโตดี โดยบริษัทตั้งเป้าขายที่ดินใหม่ 1,600 ไร่ จากปี ก่อนมียอดขาย 1,232 ไร่ หลังล่าสุดเปิดตัวนิคมแห่งใหม่ พื้นที่ 2,000ไร่ ซึ่งมีลูกค้าจีน เตรียมเซ็นสัญญาซื้อแล้วราว 285 ไร่ พร้อมปรับราคาขายและค่าเช่าที่ดินในเขต EEC ขึ้นอีก 10%

นอกจากนี้มองกลุ่มขนส่งและโลจิสติกส์ ได้อานิสงส์บวกจากการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ แนะนำ หุ้น BEM โดยตั้งเป้าปีนี้ ธุรกิจรถไฟฟ้า มีจำนวนผู้โดยสารจะเติบโต 5-7% เทียบกับปีก่อน จากปีก่อนมีจำนวนผู้โดยสารเฉลี่ย 3.1แสนเที่ยวคน วันทั้งนี้ ตั้งเป้าปี 64 จำนวนผู้โดยสาร จะแตะ 5-5.5 แสนเที่ยวคนต่อวัน จากการเปิดเดินรถส่วนต่อขยายสายสีน้ำเงินช่วงหัวลำโพง-หลักสอง ก.ย. 62 และช่วงเตาปูน-ท่าพระ มี.ค. 63 ส่วนปริมาณจราจรบนทางด่วนปีนี้ ตั้งเป้าเติบโต 1-2%YoY ใกล้เคียงปี ก่อนที่เติบโต 1.3%YoY)

ขณะที่กลุ่มโรงพยาบาล เป็นหุ้นกลุ่ม Defensive ที่น่าสนใจยามตลาดผันผวน จากกระแสเงินสดแข็งแกร่งไม่ผันผวนตามสภาวะเศรษฐกิจและธุรกิจยังสามารถขยายตัวได้ต่อเนื่อง โดยทางฝ่ายวิจัย มองว่าหุ้นที่ยังมี Upside ได้แก่ หุ้น EKH เพราะ ปี 62 ตั้งเป้ารายได้โตหนุนด้วยการเปิดให้บริการศูนย์ผู้มีบุตรยาก (IVF) พระราม 9 สามารถให้บริการได้เต็มปี ทำให้สามารถรองรับคนไข้เข้ามาใช้บริการได้เพิ่มขึ้นจาก 300 ราย/ปี จากเดิมที่ 200 ราย/ปี

นอกจากนี้ เตรียมเปิดอาคารกุมารเวชแห่งใหม่ ในช่วงต้นปี 62ซึ่งจะมีจำนวนห้องและเตียงเพิ่มขึ้นอีกจำนวน 53 เตียง จากเดิมที่มี 86 เตียง  หุ้น BCH  ได้รับแรงหนุนจากการปรับปรุงโรงพยาบาลในเครือ และการเพิ่มศูนย์การแพทย์ระดับตติยภูมิ พร้อมกับแนวโน้มสดใสของ WMC และ IVF  และหุ้น BDMS ที่มีการคาดกำไรปี 62โต จากปีก่อน จากแผนยกระดับการให้บริการที่เน้นกลุ่มโรคซับซ้อนมากขึ้น และพัฒนาการของโครงการ Wellness Clinic รวมทั้งคาดมีกำไรพิเศษจากการขายหุ้น RAM ซึ่งคาดจะบันทึกในช่วงไตรมาส 1/62 (4.6 ล้านหุ้น ที่ราคา 2,800 บาท/หุ้น) ซึ่งบริษัทมีแผนจะนำมาชำระหนี้เพื่อลดภาระทางการเงิน

ส่วนปัจจัยต่างประเทศยังคงผันผวนต่อเนื่อง โดยมีปัจจัยหลัก คือ การเข้าสู่ช่วงประกาศผลการดำเนินงานของบริษัทจดทะเบียนในสหรัฐฯ ทำให้ดัชนีหุ้นยังมีโอกาสผันผวนตามทิศทางกำไรของหุ้นที่จะประกาศออกมาโดยตลาดคาดว่ากำไรช่วง 1Q62 จะหดตัว 4.3% จากปีก่อน อีกทั้งนักลงทุนรอการประกาศตัวเลข เศรษฐกิจของจีนโดยตลาดคาดว่า GDP ของจีนจะอยู่ที่ระดับ 6.3% จากปีก่อน เติบโตต่ำสุดในรอบ 27 ปี

อย่างไรก็ตาม ในช่วงที่ผ่านมีตลาดมีความชัดเจนจากการที่ EU เห็นชอบขยายเวลา Brexit ออกไปจากวันที่ 12 เม.ย. เป็นวันที่ 31 ต.ค. โดยเป็นการขยายเวลาออกไปอีก 6 เดือน  และรายงานการประชุม FED ยังคงไม่ขึ้นอัตราดอกเบี้ยในปีนี้แต่หาก เศรษฐกิจมีพัฒนาการที่ดีขึ้นก็มีโอกาสที่จะขึ้นอัตราดอกเบี้ยได้เช่นกัน