“บล.เออีซี”ชี้ SET วันนี้ Technical Rebound แนะลงทุนเน้นหุ้น Defensive- Growth

“บล.เออีซี”ชี้ SET วันนี้ Technical Rebound แนะลงทุนเน้นหุ้น Defensive- Growth

บล.เออีซี ประเมินดัชนีวันนี้ (9 พ.ค.62) คาดดัชนี SET จะมีโอกาสเกิด Technical Rebound หลังผันผวนแกว่งลงเกือบ 30 จุดตั้งแต่ปลายสัปดาห์ก่อน  อย่างไรก็ดีมองเป็นการรีบาวด์เพื่อลงต่อ เพราะ Consensus ปรับลดประมาณการ EPS ของ SET Index ลงต่อเนื่องทำให้ Valuation ของหุ้นยังไม่น่าสนใจบวกกับ มีประเด็นต่างประเทศความวิตกเกี่ยวกับการทำสงครามการค้ารอบใหม่หลังมีข่าวสหรัฐฯ จะปรับขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจากจีน ประเมิน SET ในกรอบ 1,640-1,660 จุด

Investment Strategy

ช่วงที่เหลือของสัปดาห์นี้มองทิศทางของ SET Index มีโอกาสแกว่งลง เพราะปัจจัยลบ อันได้แก่ 1) การปรับลดประมาณการกำไรบริษัทจดทะเบียนของ Bloomberg Consensusซึ่งจะทำให้ EPS ของ SET Index ปรับตัวลดลง และ PE ปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งการปรับขึ้นของดัชนีจะเป็นเป้าหมายของการขายทำกำไรและ 2) ประเด็นการเมืองโดยเฉพาะอย่างยิ่งการจัดตั้งรัฐบาลผสมชุดใหม่ โดยหากเกิดกรณีสัดส่วนใกล้เคียงกันระหว่างจำนวน ส.ส. และฝ่ายค้าน ดังนั้นท่ามกลางความผันผวนมองเป็นโอกาสเข้าซื้อหุ้นใน 1 กลุ่ม Defensive และ 2 กลุ่ม Growth ดังนี้

กลุ่มหุ้นกระแสเงินสดแข็งแกร่ง: ท่ามกลางความผันผวนของตลาดหุ้นเราเลือกหุ้นที่มีความมั่นคงทางกระแสเงินสดจากการดำเนินงาน ได้แก่ กลุ่มพลังงานทางเลือก แนะนำ TPCH (แม้ช่วง 1Q62 ประกาศกำไรโตเพียง 4.4%เทียบช่วงเดียวกันของปีก่อน เพราะมีโรงไฟฟ้าหยุดเดินเครื่องเพื่อซ่อมบำรุงเครื่องจักร แต่อย่างไรก็ดีมองระยะยาวมีแนวโน้มโตสดใสจากเป้าปี 63 จะเพิ่มกำลังการผลิตโรงไฟฟ้าชีวมวลเป็น 200 MW และโรงไฟฟ้าจากขยะกำลังการผลิต 50 MW จากปัจจุบันมีโครงการโรงไฟฟ้าที่ COD แล้ว 60 MW, โครงการที่อยู่ระหว่างก่อสร้าง 49 MW และโครงการที่อยู่ระหว่างพัฒนา 10 MW), SSP   (ปี 62 ตั้งเป้า COD เพิ่มอีก 65.6 MW จากโซลาฟาร์มมองโกเลีย 16 MW และโซลาร์ฟาร์มเวียดนาม 49.6MW ส่งผลให้สิ้นปีกำลังการผลิตไฟฟ้าเพิ่มเป็น 157.1MW จากปี 61 ที่ 90.4MW) และ BPP (คาดปี 62 กำไรโต เทียบช่วงเดียวกันของปีก่อน จากการทยอยรับรู้รายได้จากการ COD โรงไฟฟ้าใหม่ตามแผนปีนี้จำนวน 114MW (โรงไฟฟ้า Luannan3 จำนวน 52MW และโครงการ Japan Solar จำนวน 62MW) อีกทั้งในช่วงสั้นคาดได้แรงหนุนจากอัตรากำไรขั้นต้นของ China CHP ที่ดีขึ้นตามราคาถ่านหินที่ปรับตัวลงขณะที่ในระยะกลาง-ยาวบริษัทมีเป้า COD โครงการโรงไฟฟ้าที่อยู่ระหว่างดำเนินการอีก 724MW ที่จะทยอยรับรู้ภายในปี 64)

กลุ่มนิคมและโลจิสติกส์:กลุ่มนิคม: อานิสงส์บวกทั้งราคาขายและยอดขายพื้นที่ในเขต EEC โตเด่นแนะนำ AMATA (ปัจจุบันมีพื้นที่รอการขาย 2,274 ไร่, พื้นที่รอการพัฒนาอีกราว 8,837 ไร่และที่ดินสำหรับ Commercial Area รวม 1,227 ไร่ โดยตั้งเป้ายอดขายที่ดินปีนี้ไว้ที่ 1,005 ไร่จากปีก่อนที่มียอดขายรวม 863 ไร่) นอกจากนี้มองกลุ่มขนส่งและโลจิสติกส์ได้อานิสงส์บวกจากการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ แนะนำ BEM (ตั้งเป้าปีนี้ธุรกิจรถไฟฟ้ามีจำนวนผู้โดยสารจะเติบโต    5-7%เทียบช่วงเดียวกันของปีก่อน จากปีก่อนมีจำนวนผู้โดยสารเฉลี่ย 3.1 แสนเที่ยวคน/วัน ทั้งนี้ตั้งเป้าปี 64 จำนวนผู้โดยสารจะแตะ 5-5.5 แสนเที่ยวคน/วัน จากการเปิดเดินรถส่วนต่อขยายสายสีน้ำเงินช่วงหัวลำโพง-หลักสอง ก.ย. 62 และช่วงเตาปูน-ท่าพระ มี.ค. 63 ส่วนปริมาณจราจรบนทางด่วนปีนี้ตั้งเป้าเติบโต 1-2%เทียบช่วงเดียวกันของปีก่อน ใกล้เคียงปีก่อนที่เติบโต 1.3%เทียบช่วงเดียวกันของปีก่อน) และ AOT (ช่วง ม.ค.-มี.ค. 62 เผยจำนวนเที่ยวบินโต 2.71%เทียบช่วงเดียวกันของปีก่อนและจำนวนผู้โดยสารโต 2.41%เทียบช่วงเดียวกันของปีก่อน)

Mid to Small Cap: โดยเลือกหุ้นที่กำไรปี 62 จะมีแนวโน้มโตเด่นเลือก TWPC (ปี 62 คาดกำไรโตเด่น 146.6%เทียบช่วงเดียวกันของปีก่อน จากแผน Inorganic Growth และสภาวะขาดแคลนวัตถุดิบเริ่มดีขึ้น และ SVI หนุนด้วยเป้ารายได้โต  20%เทียบช่วงเดียวกันของปีก่อน จากลูกค้าใหม่ในกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ และอุตสาหกรรมพลังงานสะอาด รวมถึงลูกค้าจากจีนที่มีความต้องการสินค้าสูงขึ้นหลังได้รับผลกระทบจากสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีน นอกจากนี้มีโครงการซื้อหุ้นคืนในวงเงิน 1,000 ลบ. จำนวน 130 ล้านหุ้น ระหว่างวันที่ 17 เม.ย.-16 ต.ค.62

คำค้น