เปิดงบฯ Q1/62 “กลุ่มพลังงาน-สาธารณูปโภค” CKP นำทีมเด่นโชว์กำไรทะลัก 1,013.76%

เปิดงบฯ Q1/62 "กลุ่มพลังงาน-สาธารณูปโภค" CKP นำทีมเด่นโชว์กำไรทะลัก 1,013.76%

บล.โนมูระ พัฒนสิน ระบุในบทวิเคราะห์ว่า ภาพรวมสัปดาห์นี้จิตวิทยาการลงทุนโดยรวมยังคงรอความชัดเจนจากประเด็นการค้าระหว่างสหรัฐฯ-จีนหลังสหรัฐฯปรับขึ้นภาษีสินค้าสู่ 25% วงเงิน 2 แสนล้านเหรียญ และกำลังจะพิจารณาภาษีอีก 25% สำหรับวงเงินเพิ่มเติมอีก 3 แสนล้านเหรียญ

ขณะที่จีนก็ได้ตอบโต้ด้วยการจะปรับขึ้นภาษีสหรัฐฯสู่ 25% วงเงิน 6 หมื่นล้านเหรียญในวันที่ 1 มิ.ย.นี้ จึงต้องจับตากระบวนการการเจรจาของคณะทำงานของทั้งสองประเทศ ก่อนที่2 ผู้นำเจอกันในการประชุม G20 28 – 29 มิ.ย.

ส่วนภาพรวมผลประกอบการไตรมาส 1/62 งบของบริษัทจดทะเบียนไทยรายงานแล้ว 521 บริษัท มีกำไรรวม 2.63 แสนล้านบาท ดีกว่าคาดการณ์โดย Bloomberg Consensus ยังมีผลประกอบการที่ดีกว่าคาดราว 10.3% สะท้อนพื้นฐานของ บมจ. ไทย ยังแข็งแกร่ง ซึ่งทำให้ปัจจุบัน SET แกว่งที่ PER19F 14.8 เท่า ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยระยะยาว 15.8 เท่า ถือเป็นจุดที่น่าสนใจซื้อเชิงพื้นฐาน 1,620 – 1,550 จุด

ดังนั้นเพื่อให้นักลงทุนได้เห็นว่าบริษัทไหนที่มีกำไรโดดเด่นชัดเจนทีมงาน “ข่าวหุ้นธุรกิจออนไลน์” จึงทำการสำรวจบริษัทจดทะเบียนกลุ่มอุตสาหกรรมทรัพยากร หมวดธุรกิจพลังงานและสาธารณูปโภค โดยเรียงลำดับกำไรเติบโตโดดเด่นไปหากำไรลดลงในไตรมาส 1/62 ดังตารางประกอบ

โดยกลุ่มหุ้นกลุ่มอุตสาหกรรมทรัพยากร หมวดธุรกิจพลังงานและสาธารณูปโภคที่มีกำไรประกอบด้วย CKP,SGP,TAE,BPP RATCH,PTG,SUSCO,BCPG ,SCN, EASTW,TTW,BAFS,ESSO,GPSC,SCG อย่างไรก็ตามครั้งนี้จะขอเลือกนำเสนอข้อมูลประกอบหุ้นที่มีกำไรเพิ่มขึ้นสูงสุด 5 อันดับแรกของกลุ่มดังนี้

อันดับ 1 บริษัท ซีเค พาวเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ CKP กำไรสุทธิไตรมาส 1/62 เพิ่มขึ้นเป็น 139.42 ล้านบาท โต 1,013.76% จากปีก่อน 12.52 ล้านบาท เนื่องจากรายได้จากการขายไฟฟ้าของโรงไฟฟ้าพลังน้ำ น้ำงึม 2 ที่เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันเมื่อปีก่อน ซึ่งสาเหตุหลักมาจากปริมาณน้ำที่คงเหลือในอ่างเก็บน้ำช่วงต้นปี 2562 มีมากกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อน ประกอบกับปริมาณน้ำไหลเข้าอ่างเก็บน้ำในไตรมาส 1 ปี 2562 เพิ่มขึ้น 110.3 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 30.5 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ส่งผลให้ปริมาณการขายไฟฟ้าเพิ่มขึ้น

ขณะที่อัตราค่าไฟฟ้าปรับเพิ่มขึ้นประมาณร้อยละ 7.8 ตามสัญญาซื้อขายไฟฟ้ากับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย โดยจะใช้อัตราค่าไฟฟ้าดังกล่าวตั้งแต่ปี 2562 จนสิ้นสุดสัญญาซื้อขายไฟฟ้า

บล.เอเชีย เวลท์ ระบุว่า CKP รายงานกำไรสุทธิไตรมาส 1/62 เท่ากับ 139 ล้านบาท (+1,014%YoY, +14%QoQ) คาดผลประกอบการไตรมาส 2/62 ได้รับผลลบจากการปิดซ่อมบำรุงโรงไฟฟ้าบางปะอินโคเจนเนอเรชั่นโครงการที่ 1 (BIC1)

ผลประกอบการช่วง 2H62 จะเร่งตัวขึ้น หนุนโดย (1) ปริมาณน้ำไหลเข้าเขื่อนน้ำงึม 2 ยังเพิ่มขึ้น เทียบช่วงเดียวกันของปีก่อน (2) High Season ในไตรมาส 3/62 และ (3) การเริ่ม COD โรงไฟฟ้าพลังน้ำไซยะบุรีในเดือน ต.ค. 62 คงประมาณการกำไรสุทธิปี 2562-2563 ที่ 1,135 ล้านบาทและ 2,093 ล้านบาท ตามลำดับ คงคำแนะนำ “ซื้อ” ให้ราคาเป้าหมาย 6.50 บาทต่อหุ้น อิงวิธี Discounted Cash Flow

 

อันดับ 2 บริษัท สยามแก๊ส แอนด์ ปิโตรเคมีคัลส์ จำกัด (มหาชน) หรือ SGP กำไรสุทธิไตรมาส 1/62 เพิ่มขึ้นเป็น 560.04 ล้านบาท โต 455.76% จากปีก่อน 100.77 ล้านบาท

โดยมีรายได้รวม 17,648.68 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2,054.90 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 13.18%  เมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อน ที่มีรายได้ 15,593.78 ล้านบาท เป็นผลมาจากยอดขายก๊าซ LPG ในต่างประเทศมีปริมาณการขายเพิ่มขึ้นจากปีก่อน ราว 30% โดยราคาก๊าซ LPG  ในตลาดโลกโดยรวมงวด 3 เดือนของไตรมาส 1/2562 ราคาเฉลี่ยอยู่ที่ 462 ดอลลาร์สหรัฐต่อเมตริกตัน เทียบกับงวดเดียวกันของปี 2561 ราคาเฉลี่ยอยู่ที่ 523 ดอลลาร์สหรัฐต่อเมตริกตัน

ขณะที่ความคืบหน้าการลงทุนในประเทศต่างๆ ล่าสุดเมื่อต้นเดือนเมษายนที่ผ่านมาบริษัทได้เปิดให้บริการคลังก๊าซแอลพีจีที่ North Port ใกล้เมืองกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย เป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยตั้งเป้าหมายยอดขายไว้ที่ 10,000 ตัน/เดือน ทำให้สามารถขยายศักยภาพการขายเพิ่มในฝั่งมาเลเซียตะวันตก ซึ่งมีศักยภาพมากในการขาย และบริษัทมีแผนเปิดคลังก๊าซแอลพีจี ที่เมืองปีนัง คาดว่าจะสามารถเปิดดำเนินการได้ในช่วงไตรมาส 4/2562

 

อันดับ 3 บริษัท ไทย อะโกร เอ็นเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) หรือ TAE กำไรสุทธิไตรมาส 1/62 เพิ่มขึ้นเป็น 181.46 ล้านบาท โต 181.41% จากปีก่อน 64.48 ล้านบาท

โดยผลการดำเนินงานของบริษัทฯในไตรมาสที่ 1/2562 อยู่ในเกณฑ์ที่ดีมากเป็นที่น่าพอใจอย่างยิ่ง โดยมีรายได้และกำไรสุทธิในไตรมาสที่ 1/2562 จำนวน 754.10 ล้านบาท และ 181.46 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากงวดเดียวกันของปีก่อนร้อยละ 24.28 และ 181.42 ตามลำดับ เนื่องจากปริมาณการขายเอทานอลเพิ่มขึ้นจากงวดเดียวกันของปีก่อนร้อยละ 39.50 และราคาวัตถุดิบกากน้ำตาลซึ่งเป็นต้นทุนส่วนใหญ่ลดลงจากงวดเดียวกันของปีก่อนโดยเฉลี่ยร้อยละ 27.41

 

อันดับ 4 บริษัท บ้านปู เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BPP กำไรสุทธิไตรมาส 1/62 เพิ่มขึ้นเป็น 1,254.47 ล้านบาท โต 166.96 % จากปีก่อน 469.91 ล้านบาท

โดยผลการดำเนินงานในไตรมาสดังกล่าว มีผลกำไรเพิ่มขึ้น เนื่องจากรายได้รวมของบริษัทฯ จำนวน 1,764 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3% เทียบกับไตรมาสที่ผ่านมา ประกอบด้วยรายได้จากโรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนร่วมทั้ง 3 โรง จำนวน 1,605 ล้านบาท และรายได้จากโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ในประเทศจีนจำนวน 159 ล้านบาท จากความต้องการใช้ไฟฟ้าและไอน้ำที่เพิ่มขึ้นในช่วงไตรมาส 1 ทำให้ปริมาณการขายไฟฟ้าเพิ่มขึ้น 6% และไอน้ำเพิ่มขึ้น 11% เมื่อเทียบกับไตรมาสที่ผ่านมา ซึ่งส่วนหลักมาจากภาคครัวเรือน

นอกจากนี้สภาวะราคาถ่านหินที่อ่อนตัวลงในช่วงต้นปี เป็นผลบวกต่อบริษัทฯ โดยส่งผลให้ราคาต้นทุนถ่านหินเฉลี่ยอยู่ที่ 619 หยวนต่อตัน ลดลง 3% เมื่อเทียบกับไตรมาสที่ผ่านมา และลดลง 5% เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันในปีก่อนหน้า จึงมีอัตรากำไรขั้นต้นที่ 24% เพิ่มขึ้นจากไตรมาสที่แล้ว 20% และรายได้จากโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ จำนวน 159 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 9% เทียบกับไตรมาสที่ผ่านมา จากความเข้มข้นของแสงแดดที่เพิ่มขึ้น เนื่องจากสภาพอากาศที่เอื้ออำนวย

อีกทั้งส่วนแบ่งกำไรจากการร่วมค้า จำนวน 1,116 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 71% เมื่อเทียบกับไตรมาสที่ผ่านมา และลดลงเล็กน้อยที่ 1% เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันในปีก่อน ส่วนใหญ่มาจากโรงไฟฟ้าหลักทั้ง 2 แห่งอัน ได้แก่ โรงไฟฟ้าหงสา และ บีแอลซีพีโดยโรงไฟฟ้าหงสามีการหยุดเดินเครื่องเพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพประจำปีของหน่วยผลิตที่ 1 จำนวน 18 วัน ในขณะที่หน่วยผลิตที่ 2 สามารถดำเนินงานได้เป็นอย่างดี จึงทำให้อัตราความพร้อมจ่ายหรือ EAF โดยรวมอยู่ที่ 81% รายงานส่วนแบ่งกำไรทั้งสิ้น 734 ล้านบาท ซึ่งได้รวมผลขาดทุนจากการแปลงค่าสกุลเงินแล้วจำนวน 138 ล้านบาท

ในขณะที่โรงไฟฟ้า บีแอลซีพี หลังจากที่ได้ หยุดเดินเครื่องเพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพครั้งใหญ่ของทั้ง 2 หน่วยผลิตในไตรมาสที่ 4 ของช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ทำให้สามารถกลับมาดำเนินการผลิตไฟฟ้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีอัตราความพร้อมจ่ายที่ 100% และรายงานส่วนแบ่งกำไรจำนวน 387 ล้านบาท ซึ่งได้รวมผลขาดทุนจากการแปลงค่าสกุลเงินแล้วจำนวน 29 ล้านบาท และ ผลบวกจากภาษีเงินได้รอตัดบัญชีจำนวน 79 ล้านบาท ซึ่งสะท้อนถึงผลการดำเนินงานที่ดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ เทียบกับผลขาดทุนจำนวน 46 ล้านบาทในไตรมาสก่อนหน้า

พร้อมทั้งโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ที่ประเทศญี่ปุ่นสามารถผลิตและจำหน่ายกระแสไฟฟ้าได้ทั้งสิ้น 16 กิกะวัตต์ชั่วโมงเพิ่มขึ้นถึง 43% เป็นผลมาจากการการเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ของ 2 โรงไฟฟ้าคือ โรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ Mukawaและ Nari Aizu บวกกับสภาพอากาศที่ดีจึงมีค่าความเข้มข้นของแสงแดดมากขึ้น

 

อันดับ 5 บริษัท พีทีจี เอ็นเนอยี จำกัด (มหาชน) หรือ PTG กำไรสุทธิไตรมาส 1/62 เพิ่มขึ้นเป็น 519.70 ล้านบาท โต 92.99 % จากปีก่อน 269.28 ล้านบาท โดยผลการดำเนินงานเพิ่มขึ้นเนื่องจากรายได้จากการขายและการให้บริการไตรมาส 1/62 เพิ่มขึ้นเป็น 28,654.74 ล้านบาท จากปีก่อน 24,752.19 ล้านบาท

บล.ทิสโก้ ระบุว่า คาดปีนี้ยังมีแนวโน้มที่ดีจากค่าการตลาดที่ยังคงอยู่ในระดับสูง :คาดจะยังคงเห็นแนวโน้มผลประกอบการที่ยังคงเติบโตทั้งเทียบช่วงเดียวกันของปีก่อน และ เทียบไตรมาสก่อนหน้า ในไตรมาส 2/62 จากปกติแล้วปริมาณขายในไตรมาส 2 จะอยู่ระดับที่สูงกว่าไตรมาส 1 (ที่คาดจะเติบโตระดับ 20%) รวมกับค่าการตลาดที่ยังคงอยู่ระดับสูงประมาณ 1.90-2.0 บาทต่อลิตร รวมถึงผลจากการขยายธุรกิจ non-oil ที่มีสัดส่วนรายได้และกำไรที่เพิ่มขึ้น และด้วยผลประกอบการ 1Q19 ที่ดีกว่าคาดคิดเป็น 65% ของประมาณการ

ดังนั้นมีแนวโน้มปรับประมาณการขึ้นเพื่อสะท้อนทิศทางของค่าการตลาดที่ปัจจุบันอยู่ระดับสูงกว่าสมมติฐานของ (ที่ 1.70 บาทต่อลิตร) ซึ่งจากบทวิเคราะห์ของเราวันที่ 3 พ.ค. ที่ผ่านมา ได้ทำ sensitivity กรณีค่าการตลาดสูงกว่าคาดโดยในเบื้องต้นประเมินหากค่าการตลาดอยู่ที่ 1.80-1.90 บาทต่อลิตร กำไรสุทธิจะอยู่ที่ราว 1,100 – 1,500 ล้านบาท ราคาเป้าหมายจะอยู่ที่ราว 14-16 บาทต่อหุ้น ดังนั้นยังคงแนะนำ “ซื้อ” สำหรับ PTG

ทั้งนี้ข้อมูลที่มีการนำเสนอข้างต้น เป็นเพียงข้อแนะนำจากข้อมูลพื้นฐานเพื่อประกอบการตัดสินใจของนักลงทุนเท่านั้น และมิได้เป็นการชี้นำ หรือเสนอแนะให้ซื้อหรือขายหลักทรัพย์ใดๆการตัดสินใจซื้อหรือขายหลักทรัพย์ใดๆ ของผู้อ่าน ไม่ว่าจะเกิดจากการอ่านบทความในเอกสารนี้หรือไม่ก็ตาม ล้วนเป็นผลจากการใช้วิจารณญาณของผู้อ่าน