พาราสาวะถี

การท่องคาถาประเทศเดินหน้า บ้านเมืองสงบ นักการเมืองต้องสามัคคี ใช้ได้เฉพาะยามที่ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา มีหัวโขนเป็นหัวหน้าคสช. ที่ถืออำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดพ่วงมาตรา 44 เท่านั้น แต่พลันที่มีการผ่องถ่ายอำนาจจากเผด็จการไปเป็นประชาธิปไตย ด้วยเป้าหมายฟอกขาวชุบตัวจากผู้นำติดหนวดมาเป็นนายกรัฐมนตรีจากการเลือกตั้ง ความขลังของคำสั่งจึงลดน้อยถอยลงไป แม้จะถือมาตรายาวิเศษไปจนกว่าจะมีผู้นำประเทศคนใหม่ก็ตาม

อรชุน

การท่องคาถาประเทศเดินหน้า บ้านเมืองสงบ นักการเมืองต้องสามัคคี ใช้ได้เฉพาะยามที่ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา มีหัวโขนเป็นหัวหน้าคสช. ที่ถืออำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดพ่วงมาตรา 44 เท่านั้น แต่พลันที่มีการผ่องถ่ายอำนาจจากเผด็จการไปเป็นประชาธิปไตย ด้วยเป้าหมายฟอกขาวชุบตัวจากผู้นำติดหนวดมาเป็นนายกรัฐมนตรีจากการเลือกตั้ง ความขลังของคำสั่งจึงลดน้อยถอยลงไป แม้จะถือมาตรายาวิเศษไปจนกว่าจะมีผู้นำประเทศคนใหม่ก็ตาม

ความเป็นจริงของการเมืองทั้งนักการเมืองและพรรคการเมือง เมื่อผ่านพ้นการเลือกตั้งไปแล้ว ทุกอย่างอยู่ที่จำนวนเสียงส.ส.ซึ่งมีอยู่ในมือ การที่ผู้ร่างกฎหมายสูงสุดอย่างรัฐธรรมนูญรวมไปถึงกฎหมายประกอบ ต้องการให้พรรคการเมืองอ่อนแอและการประเคนเก้าอี้ส.ส. 1 ที่นั่งให้ 11 พรรคเล็กของกกต. แทนที่จะเป็นคุณเกื้อหนุนให้กับพรรคสืบทอดอำนาจ แต่กลับกลายเป็นว่า ยิ่งสร้างแรงกดดันมุมกลับ เพราะเสียงที่มีอยู่ในมือ รวมได้แต่เฉพาะส.ว.ลากตั้งเพื่อเลือกผู้นำกลับมาสืบทอดอำนาจเท่านั้น

หากแต่หวังที่จะเป็นรัฐบาลต่อจำนวนเสียงส.ส.ที่มีอยู่ในมือยังไม่เพียงพอและห่างไกลกับคำว่าเสถียรภาพของพรรคแกนนำที่จะเป็นรัฐบาลอย่างยิ่ง ยิ่งท่านผู้นำมาประกาศผ่านสื่อขอคุมกระทรวงหลัก เท่ากับเป็นการยกตนข่มท่าน ปิดทางที่จะให้พรรคของตัวเองได้นำเก้าอี้ไปต่อรองเพื่อล่อใจพรรคตัวแปรสำคัญที่วันนี้ไม่ได้มีแค่ ประชาธิปัตย์ กับ ภูมิใจไทย รวม 113 เสียงเท่านั้น หากแต่หมายถึง 10 เก้าอี้ของชาติไทยพัฒนาด้วย

หากเป็นนักการเมืองอาชีพเลิกติดหนวดแล้ว เราจะไม่ได้ยินคำพูดของการหวงเก้าอี้แบบนี้ออกมาจากปากของคนที่ถูกมองว่าจะกลับมาเป็นผู้นำประเทศอีกสมัยอย่างแน่นอน แต่เข้าใจถึงเหตุที่ต้องประกาศไว้อย่างนี้ เพราะ 3 เก้าอี้สำคัญคือ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง รมว.กลาโหมและรมว.มหาดไทย เป็นตำแหน่งที่ถูกตีตราจองไว้แล้วสำหรับ พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ และ พลเอกอนุพงษ์ เผ่าจินดา พี่ใหญ่และพี่รองของผู้นำเผด็จการนั่นเอง

อย่างไรก็ตาม เมื่อสูตรทางการเมืองไม่ได้ถูกล็อคตาย ประกอบกับพรรคตัวแปรสำคัญก็มีโจทย์ที่ท้าทายต่อการตัดสินใจที่จะเกิดขึ้นครั้งนี้อยู่ไม่น้อย ประชาธิปัตย์นั้นมีสารพัดปัญหา ขณะที่ภูมิใจไทยถ้าตัดความอยากร่วมรัฐบาลออกไป แล้วหันไปมองกองเชียร์ที่เลือกก็จะเข้าใจว่า ได้ส.ส. เป็นกอบเป็นกำมาเพราะเหตุใด สรุปแบบง่าย ๆ คือ หากทั้งสองพรรคมองถึงการเลือกตั้งในอนาคตก็ต้องทบทวนกันหลายตลบกับการตอบตกลงจับมือกับพรรคสืบทอดอำนาจ

แน่นอนว่า คำอธิบายทางการเมืองนั้นสร้างวาทกรรมกันขึ้นไม่ยาก ถ้าเป็นในอดีตคนจะเชื่อได้ง่าย เห็นได้จากปฏิบัติการคนไปตะโกนในโรงหนัง แต่ยุคโซเซียลมีเดียที่ไม่ว่าคนรุ่นไหนก็เข้าถึงได้โดยง่าย ประกอบการคนรุ่นใหม่ที่หันมาสนใจใส่ใจการเมืองมากขึ้น คำแก้ต่างแก้ตัวแบบสีข้างถลอกมันใช้ไม่ได้อีกต่อไป ปรากฏการณ์อนาคตใหม่สะท้อนภาพได้เป็นอย่างดี แม้จะรุมกระหน่ำด้วยความหมั่นไส้ในเวลานี้ก็ตาม

เหมือนคำเตือนดัง ๆ ที่มาจาก นายแพทย์สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลจะนะ จังหวัดสงขลา ที่มีไปยังพรรคประชาธิปัตย์ถึงการตัดสินใจทางการเมืองที่กำลังจะเกิดขึ้น โดยฐานะคนในพื้นที่เห็นความเป็นไปและการเปลี่ยนแปลงของการเมืองในยุคพ.ศ.นี้ ไม่เพียงแต่พรรคเก่าแก่เท่านั้นที่ต้องนำกลับไปเป็นการบ้าน แต่น่าจะหมายถึงพรรคการเมืองอื่น ๆ ด้วย การใช้มาตรการเอาใจคนหรือประชานิยมจำแลงเหมือนอย่างที่รัฐบาลเผด็จการทำมาตลอด 5 ปี จะไม่ได้ผลอีกต่อไป

มุมของหมอสุภัทรก็คือ อยากเห็นประชาธิปัตย์ยืนหยัดบนวิถีการเมืองที่สง่างาม ยืนยันอุดมการณ์ตามชื่อพรรคที่ว่าประชาธิปไตยของประชาชน ไม่รับในอำนาจของเผด็จการคสช.ที่กำลังแปลงร่างมาด้วยกติกาที่เขียนเองอย่างฉ้อฉล หากคิดสั้น ๆ ก็ไม่ยาก เข้าร่วมสนับสนุนพรรคพลังประชารัฐตั้งรัฐบาล ซึ่งก็น่าจะถูกใจคนรุ่นเก่า แต่ที่ว่าคิดสั้นเพราะคนรุ่นใหม่ในภาคใต้ก็จะได้เลิกหวังเลิกเชียร์พรรคสีฟ้านี้เสียที ไปหนุนพรรคอนาคตใหม่ให้เต็ม ๆ

เนื่องจากเห็นได้ชัดว่า การเลือกตั้งรอบนี้ในพื้นที่ภาคใต้นั้น คนวัยกลางคน คนสูงอายุ ส่วนใหญ่หนุนพรรคพลังประชารัฐ ส่วนคนรุ่นใหม่หนุนอนาคตใหม่ แต่ประชาธิปัตย์เจ้าของพื้นที่เดิม เพราะจุดยืนไม่ชัดเจน และยังส่งเสาไฟฟ้าส.ส.เก่าที่ไร้บทบาทมานานลงสนามอีก จึงสอบตกกันเป็นแถว หากไม่สรุปบทเรียนหรือไม่แยแสต่อความเป็นจริงที่ปรากฎตรงหน้า เป็นไปได้ว่าพรรคเก่าแก่จะกลายเป็นพรรคต่ำสิบได้ในอนาคตอันใกล้

ความเป็นจริงของความเปลี่ยนผ่านก็คือ คนวัยกลางคนและวัยสูงอายุจะค่อย ๆ ลดลง คนรุ่นใหม่จะเติบโตก้าวขึ้นมาแทนที่ปีละ 6-7 แสนคน สิบปีก็ร่วม 6-7 ล้านคน เสียงของคนรุ่นใหม่จึงมีพลังขึ้นเรื่อย ๆ พรรคสีฟ้าจะเมินเฉยหรือ หากคิดถึงการยืนระยะยาว คำแนะนำของหมอสุภัทรที่มีไปยัง จุรินทร์ ลักษณวิศิฏฐ์ หัวหน้าพรรคคนใหม่ก็คือ กล้าที่จะปฏิเสธ ไม่เข้าร่วมตั้งรัฐบาลกับพรรคพลังประชารัฐ เพราะคนรุ่นใหม่ไม่เอาการสานต่ออำนาจเผด็จการ ครม.หน้าเดิม ๆ  5 ปีนั้นพอแล้ว

นี่แค่ความเห็นของคน ๆ เดียวกับพรรคหนึ่งพรรค แต่หากไม่โกหกตัวเอง มองการเมืองสมัยใหม่ให้กว้างขึ้น การก่อกำเนิดพรรคอนาคตใหม่และบทสรุปที่ได้จากการเลือกตั้งภายใต้สารพัดกลไกที่อำนาจเผด็จการสร้างขึ้น น่าจะเป็นตัวชี้วัดที่สำคัญว่า คนไทยส่วนใหญ่นั้นคิดอย่างไร โดยเฉพาะความสามารถในการแก้ไขปัญหาปากท้อง พลิกฟื้นเศรษฐกิจของประเทศให้กลับคืนมา 5 ปีที่ผ่านมานั้นพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าองคาพยพข้าราชการกับพวกเทคโนแครตทั้งหลายทำได้หรือไม่

ยิ่งในบริบทที่สงครามการค้าระหว่างสหรัฐอเมริกาและจีนที่ปะทุอย่างดุเดือดเวลานี้ ยิ่งเกิดปุจฉาตัวโตยังจะไว้วางใจทีมเศรษฐกิจรัฐบาลเผด็จการให้เป็นผู้นำพาประเทศเข้าสู่สมรภูมิที่ทั่วโลกหวั่นไหวอย่างนั้นหรือ วันนี้พรรคสืบทอดอำนาจเองก็คงตอบไม่ได้และไม่น่าจะกล้าตอบ คำตอบอยู่ที่พรรคตัวแปรสำคัญว่าให้น้ำหนักกับเรื่องไหนเป็นสำคัญ ตำแหน่งและอำนาจหรือการอยู่ดีกินดีของประชาชน