แนวต้าน 1,630 จุด

*ดัชนีช่วงที่ผ่านมาเริ่มมีสัญญาณเป็นโทนบวกเพิ่มขึ้นหลังจากวานนี้วิ่งแรงมาปิดที่ระดับ 1,626.91 จุด บวกไป 16.42 จุด ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 5.09 หมื่นล้านบาท แต่สำหรับ “โมนิก้า” มองว่าการเล่นหุ้นปัจจัยพื้นฐานยังเป็นสิ่งที่สำคัญ เพราะขณะนี้ฐานของดัชนียังไม่แน่นพอหุ้นจึงพร้อมจะกลับหัวลงมาได้อีกเสมอ เว้นเสียแต่ว่าการปรับขึ้นรอบนี้จะสามารถขึ้นไปยืนเหนือแนวต้าน 1,630 จุด ถึงจะทำให้มีเสถียรภาพมากขึ้นเจ้าค่ะ

เจาะกระดาน : โมนิก้าและทีมงาน

*ดัชนีช่วงที่ผ่านมาเริ่มมีสัญญาณเป็นโทนบวกเพิ่มขึ้นหลังจากวานนี้วิ่งแรงมาปิดที่ระดับ 1,626.91 จุด บวกไป 16.42 จุด ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 5.09 หมื่นล้านบาท แต่สำหรับ “โมนิก้า” มองว่าการเล่นหุ้นปัจจัยพื้นฐานยังเป็นสิ่งที่สำคัญ เพราะขณะนี้ฐานของดัชนียังไม่แน่นพอหุ้นจึงพร้อมจะกลับหัวลงมาได้อีกเสมอ เว้นเสียแต่ว่าการปรับขึ้นรอบนี้จะสามารถขึ้นไปยืนเหนือแนวต้าน 1,630 จุด ถึงจะทำให้มีเสถียรภาพมากขึ้นเจ้าค่ะ

*สาเหตุที่ทำให้เชื่อเช่นนั้นเป็นเพราะปัจจัยบวกที่คาดหวังว่าจะดีอย่าง MSCI กลับไม่ได้เป็นปัจจัยบวกกับหุ้นทุกตัวที่ถูกปรับเพิ่มน้ำหนักสักเท่าไหร่ เมื่อโบรกฯ ฝรั่งยังออกมาดาวน์เกรดหุ้นปิโตรเคมี ทำให้มีแรงเทขายกันออกมาจนหุ้นกลุ่มดังกล่าวทรุดกันแบบไม่เป็นท่า ซึ่งประเด็นเหล่านี้เป็นเรื่องที่มีการถกเถียงกันว่าวันนี้ควรเอาอย่างไรดี ? เพราะหากยังไม่มีข่าวดีเข้ามาเป็นปัจจัยหนุน มันหมายถึงทุกคนพร้อมเทขายหุ้นในพอร์ตออกมาตลอดเวลาน่ะสิ !

*สิ่งที่ “โมนิก้า” คิดเอาไว้แสดงให้เห็นในพอร์ตการซื้อขายรายกลุ่ม เมื่อฝรั่งตาน้ำข้าวและกองทุนตัวแสบเป็นกลุ่มที่ดันดัชนีให้ขึ้นมาอยู่ระดับสูง การลงทุนวานนี้ถึงยังไม่ใช่จุดที่ควรดีใจแบบออกนอกหน้า เพราะกลุ่มลากหุ้นเป็นกลุ่มเม็ดเงินหนา หากมีแอ็กซิเดนต์เกิดขึ้นเมื่อไหร่ บันเทิงแน่นอน ฉะนั้นเมื่อสัญญาณเริ่มมีให้เห็นควรที่จะเปลี่ยนมุมการเล่นเป็นเกมเร็ว เข้าให้ไวออกให้ได้และเน้นเล่นหุ้นที่พื้นฐานถึงคุ้มค่าที่จะลงทุนเจ้าค่ะ

*อย่างในรายของ JMT หุ้นน้ำดีที่ยังไม่อยู่ในกระแสสักเท่าไหร่ ล่าสุดราคาหุ้นบวกขึ้นมาอยู่แถว ๆ 15.30 บาท “โมนิก้า” มองพื้นฐานยังไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง แนวโน้มครึ่งปีหลังยังเติบโตจากธุรกิจสินเชื่อที่เป็นไปตามแผนการที่เห็นราคาหุ้นขึ้นมาที่ระดับ 15.30 บาท บวกไป 0.40 บาท หรือ 2.68% ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 23.36 ล้านบาท ยังมีโอกาสซื้อเก็บเพราะขึ้นมาอยู่ระดับนี้ หากทะลุ 15.40 บาทได้เมื่อไหร่ ช็อตต่อไปคือ 16 บาทเจ้าค่ะ

*ส่วนในรายของ SCC เริ่มมีการไล่ราคากันมาอีกรอบหลังจากก่อนหน้านี้ทรงตัวอยู่แถว ๆ 460 บาท ล่าสุดขึ้นมาปิดที่ระดับ 470 บาท ปรับตัวขึ้น 10 บาท หรือ 2.17% ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 1.85 พันล้านบาท “โมนิก้า” มองว่าเป็นปัจจัยบวกจากเม็ดเงิน MSCI ให้หุ้นคืนชีพได้อีกครั้ง ส่วนในด้านของสตอรี่ยังมีอะไรให้น่าลุ้นอยู่อีกเยอะหลังจากเข้าไปถือหุ้นบริษัทผลิตกระดาษในอินโดฯ หนุนให้แวลูบริษัทน่าสนใจขึ้นอีกน่ะสิ !

*เช่นเดียวกันกับ XO ราคาหุ้นวานนี้พุ่งทะยานขึ้นมาปิดที่ระดับ 9.45 บาท บวกไป 0.45 บาท หรือ 5% ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 44.03 ล้านบาท “โมนิก้า” ถึงไม่ได้รู้สึกตกอกตกใจอะไรที่ราคาหุ้นจะทะยานขึ้นมาปิดระดับนี้ เพราะหลังจากหุ้นร่วงมาจนถึงระดับ Oversold สวนทางผลประกอบการที่ยังมีแนวโน้มโตต่อเนื่องทั้ง ๆ ที่หุ้นตัวอื่น ๆ ผลงานยังคงอึมครึม งานนี้หุ้นจิ๋วผลงานดีเขาก็ไปต่อไม่รอแล้วนะเจ้าค่ะ

*สำหรับ KCE หลังถูกกระหน่ำขายออกมาต่อเนื่องฉุดราคาทรุดต่ำเตี้ยเรี่ยดินหลังทำกำไรไตรมาส 1 พลาดเป้าไปไกลโข วานนี้ก็ถึงคราวผงกหัวจากก้นเหว พุ่งมาปิดตลาดที่ระดับ 17.90 บาท บวกไป 1.20 บาท หรือ 7.19% ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 279.82 ล้านบาท “โมนิก้า” มองเป็นหลุมพรางชั้น 1 ของแมงเม่าที่ชอบเล่นกับไฟ เพราะปัจจัยพื้นฐานก็ยังเละไม่เป็นท่า แถมศึกการค้ามะกัน-จีน ก็ยังลุ่ม ๆ ดอน ๆ งานนี้นักเก็งกำไรก็วัดดวงกันเอาเองนะเจ้าค่ะ ส่วนเดี๊ยนนั้นขอบาย…อิอิ

*ในรายของ SAWAD ที่วานนี้ราคาไต่ขึ้นมาปิดที่ 49 บวกไป 3.25 บาท หรือขึ้นไป 7.10% ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 420.27  ล้านบาท หลังรับข่าวดีถึง 2 เด้ง ทั้งติดโผอันดับ 8 หุ้นการเงินแคปปิตอลเกนสูงสุด โดยให้ผลตอบแทน YTD ที่ 11.86%  ด้านผลงานที่ผ่านมายังขึ้นแท่นทำกำไรแจ่มสุดในกลุ่ม ทำให้ “โมนิก้า” มองการถีบตัวขึ้นไปทดสอบที่บริเวณเดิม แถว 50 บาท ดูจะไม่ใช่เรื่องยากเจ้าค่ะ

*ส่วนในรายของ TOP ราคาหุ้นยังคงถอยหลังทำนิวโลว์ต่อเนื่อง แถมถูกหั่นกำไรปี 2562 ลงเกือบ 30% พร้อมหั่นราคาเป้าหมายเหลือ 55 บาท ทำเอานักเล่นอกสั่นขวัญหายเคาะขายกันรัวๆ จนราคาหุ้นทรุดมาปิดที่ระดับ 60.50 บาท ลบ 2 บาท หรือลบไป 3.20% ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 2.85 พันล้านบาท งานนี้มิตรรักแฟนเพลงต้องลุ้นให้แนวรับ 60 บาททำงานถึงจะมีหวังดีดกลับนะเจ้าค่ะ

*ปิดท้ายกันที่ INTUCH ถึงแม้จะเป็นหุ้นที่ถูกนำเข้าคำนวณใน MSCI ที่คาดว่าจะมีเม็ดเงินไหลเข้าสูงถึง 5.4 พันล้านบาท แต่กลับไม่เป็นที่น่าสนใจเท่าที่ควร เพราะด้านพื้นฐานที่ยังมีปัจจัยเสี่ยงด้านการตั้งสำรอง จึงทำให้หุ้นยังดูไม่ดีนัก แต่ “โมนิก้า” กลับมองว่าการขยายเวลาจ่ายค่าไลเซนส์คลื่น 900 MHz เป็นปัจจัยบวกที่ผลักดันให้ความสามารถในการจ่ายปันผลสูงขึ้น ใครที่เน้นเล่นแบบช้าแต่ชัวร์จะเข้าไปถือแบบชิว ๆ ก็ยังทำได้เจ้าค่ะ