เปิดโผ 33 หุ้น SET กำไรไตรมาส 1/62 วูบหนักเกิน 50%

เปิดโผ 33 หุ้น SET กำไรไตรมาส 1/62 วูบหนักเกิน 50%

บล.โนมูระ พัฒนสิน ระบุในบทวิเคราะห์ว่าภาพรวมผลประกอบการไตรมาส 1/62 งบของบริษัทจดทะเบียนไทยรายงานแล้ว 521 บริษัท มีกำไรรวม 2.63 แสนล้านบาท ดีกว่าคาดการณ์โดย Bloomberg Consensus ยังมีผลประกอบการที่ดีกว่าคาดราว 10.3% สะท้อนพื้นฐานของ บมจ. ไทย ยังแข็งแกร่ง ซึ่งทำให้ปัจจุบัน SET แกว่งที่ PER19F 14.8 เท่า ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยระยะยาว 15.8 เท่า ถือเป็นจุดที่น่าสนใจซื้อเชิงพื้นฐาน 1,620-1,550 จุด

อย่างไรก็ตามครั้งก่อนทีมงาน ”ข่าวหุ้นธุรกิจออนไลน์” ได้นำเสนอบริษัทจดทะเบียนกลุ่ม SET ที่มีกำไรไตรมาส 1/62 โดดเด่นไปแล้ว สำหรับครั้งนี้จะนำเสนอกลุ่มหุ้นที่กำไรลดลงเกิน 50 % มานำเสนอบ้าง

โดยครั้งนี้มีหุ้นที่เข้าเกณฑ์ดังกล่าวจำนวน 33 หลักทรัพย์ประกอบด้วย TNITY,THG, IRPC,CMR, AMC,PDI,TRITN, BWG,DDD,EGCO,BCP,MBKET,TNR,UVAN,BEAUTY,FPT, MINT,SKE,GGC, IT, TPOLY, MCS,TCCC, BRR,LEE,  PAP,TNL,WORK,SYNTEC, GYT,IRC,PCSGH,AAV  อย่างไรก็ตามครั้งนี้จะขอเลือกนำเสนอข้อมูลประกอบหุ้นที่มีกำไรลดลง 5 อันดับแรกของตารางดังนี้

อันดับ 1 บริษัท ทรีนีตี้ วัฒนา จำกัด (มหาชน) หรือ TNITY กำไรสุทธิไตรมาส 2/61 อยู่ที่ 1.11 ล้านบาท ลดลง 95.34% จากปีก่อน 23.76 ล้านบาท เนื่องจากรายได้รวมของบริษัทไตรมาส 1/62 ลดลงมาอยู่ที่ 120.86 ล้านบาท เทียบกับรายได้รวมของงวดเดียวกันของปีก่อนอยู่ที่ 189.31 ล้านบาท โดยส่วนใหญ่มาจากรายได้จากธุรกิจหลักทรัพย์และสัญญาซื้อขายล่วงหน้าลดลงจาก 144.87 ล้านบาทในไตรมาสที่ 1 ปี 2561 เป็น 90.02 ล้านบาทในไตรมาสที่ 1 ปี 2562

ทั้งนี้บริษัทดำเนินธุรกิจการลงทุน (Holding Company) ใน 3 ธุรกิจหลัก ได้แก่ 1) ธุรกิจหลักทรัพย์ เช่น นายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์ การค้าหลักทรัพย์ ที่ปรึกษาการลงทุน 2) ธุรกิจการเป็นที่ปรึกษาทางการเงินและวาณิชธนกิจ และ 3) ธุรกิจการแปลงสินทรัพย์เป็นหลักทรัพย์ (Securitization)

 

อันดับ 2 บริษัท ธนบุรี เฮลท์แคร์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ THG กำไรสุทธิไตรมาส 2/61 อยู่ที่ 8.26  ล้านบาท ลดลง 94.76% จากปีก่อน 157.54 ล้านบาท

เนื่องจากได้รับผลกระทบจากต้นทุนซึ่งเกิดจากโครงการใหม่ทั้งโรงพยาบาลที่อยู่ในช่วงเริ่มดำเนินการเพิ่งเริ่มรับรู้รายได้ และต้นทุนโครงการที่พักอาศัยที่เพิ่มตามการเติบโตของรายได้ ส่วนค่าใช้จ่ายอื่น เช่น ค่าเสื่อราคา ค่าตัดจำหน่าย ค่าใช้จ่ายด้านบุคลากรการขาย การตลาดเพิ่มขึ้น ขณะที่ผลงานลดลงจากไตรมาส 1/61 ส่วนหนึ่งมาจากการบันทึกกำไรพิเศษจากการจำหน่ายเงินลงทุน และรายได้อื่นๆ  (รายการพิเศษ)

 

อันดับ 3 บริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน) หรือ IRPC กำไรสุทธิไตรมาส 2/61 อยู่ที่ 152.92  ล้านบาท ลดลง 94.44% จากปีก่อน 2,751.92 ล้านบาท เป็นผลจากส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์และวัตถุดิบปรับตัวลดลง และอัตราการกลั่นน้ำมันลดลง 6% จากการที่โรงงาน RDCC ปิดซ่อมบำรุงเป็นเวลา 28 วัน เพื่อติดตั้งตัวเร่งปฏิกิริยาในกระบวนการทำงานของอุปกรณ์แลกเปลี่ยนความร้อน (โครงการ Catalyst Cooler) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพให้โรงกลั่นให้สามารถเลือกกลั่นน้ำมันดิบได้หลากหลายประเภท

ทั้งนี้ บริษัทมีกำไรขั้นต้นจากการผลิตตามราคาตลาด (Market GIM) อยู่ที่ 4,958 ล้านบาท (8.68 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล) ลดลง 3,611 ล้านบาท หรือลดลง 42% และมีกำไรขั้นต้นจากการผลิตทางบัญชี  (Accounting GIM) อยู่ที่ 5,678 ล้านบาท (9.94 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล) ลดลง 3,095 ล้านบาท หรือลดลง 35% แม้กำไรจากสต็อกน้ำมันสุทธิเพิ่มขึ้น 516 ล้านบาท ก็ตาม โดยมีกำไรก่อนดอกเบี้ยจ่าย,ภาษี,ค่าเสื่อมและค่าตัดจำหน่าย (EBITDA) ลดลง 3,034 ล้านบาท ต้นทุนทางการเงินลดลง 85 ล้านบาท และมีกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนเพิ่มขึ้น 30 ล้านบาท ขณะที่กำไรจากการลงทุนลดลง 87 ล้านบาท  ส่วนใหญ่จากผลการดำเนินงานของบริษัทร่วมปรับตัวลดลง

อย่างไรก็ตามเมื่อเทียบผลการดำเนินงานในไตรมาส 4/61 ที่มีผลขาดทุนสุทธิ 1.63 พันล้านบาท นับว่ามีผลการดำเนินงานดีขึ้น เนื่องจากมีกำไรจากสต็อกน้ำมันสุทธิเพิ่มขึ้น ถึงแม้ว่าส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์และวัตถุดิบปรับตัวลดลงตามภาวะเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว และอัตราการกลั่นน้ำมันลดลงจากการปิดซ่อมบำรุงเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพโรงงาน RDCC

ทั้งนี้ บริษัทมีสภาพคล่องอยู่ในระดับที่ดี อัตราส่วนสภาพคล่องอยู่ที่ 0.96 เท่า และอัตราหนี้สินสุทธิต่อทุน (net D/E) อยู่ที่ระดับ 0.66 เท่า มีนโยบายควบคุม net D/E ไม่เกิน 1 เท่า และมีการติดตามการบริหารความเสี่ยงทั้งในด้านการปฏิบัติการและด้านการเงินอย่างใกล้ชิด

สำหรับโครงการ Catalyst Cooler ได้เริ่มดำเนินการเชิงพาณิชย์เมื่อต้นเดือนพฤษภาคม ส่งผลให้บริษัทสามารถเลือกใช้น้ำมันดิบได้หลากหลายชนิดมากขึ้นและผลิตไฟฟ้าและไอน้ำได้เพิ่มขึ้น โดยคาดว่าจะสามารถเพิ่ม GIM ของ IRPC ประมาณ 0.3 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล หรือประมาณ 600 ล้านบาท ซึ่งทั้งหมดนี้จะส่งผลให้การดำเนินงานของบริษัทปรับตัวดีขึ้นตามแผนงานที่วางไว้

นอกจากนี้ อีกหนึ่งปัจจัยบวกที่จะเข้ามาเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในอุตสาหกรรมเรือเดินสมุทรปี 2563 คือการที่องค์การทางทะเลระหว่างประเทศ (IMO) มีมติให้จำกัดกำมะถันในน้ำมันเชื้อเพลิงเติมเรือ (น้ำมันเตา) ให้ไม่เกิน 0.5% จากระดับ 3.5% ในปัจจุบัน โดยจะมีผลบังคับใช้ ในวันที่ 1 มกราคม 2563 เป็นต้นไป ซึ่งประเด็นดังกล่าวจะเป็นผลบวกต่อบริษัท เนื่องจาก IRPC ได้เตรียมความพร้อมสำหรับการผลิตน้ำมันเตาที่มีส่วนผสมของกำมะถันระดับ 0.5%

ทั้งนี้ บริษัทยังคงดำเนินการตามแผนยุทธศาสตร์ GDP (Power of Growth, Power of Digital  และ Power of People) โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปีนี้บริษัทมุ่งเน้นการดำเนินการด้าน Power of Digital หรือ IRPC 4.0 ด้วยการ บูรณาการระบบดิจิทัลเทคโนโลยีเข้ามาใช้ในขั้นตอนธุรกิจควบคู่ไปกับการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานทั่วองค์กร ได้แก่ 1. ระบบการควบคุมและวางแผนการผลิตด้วยปัญญาประดิษฐ์ ที่วัดผลได้แบบ real-time 2. ระบบการบริหารจัดการ Supply Chain 3. ระบบ Big Data วิเคราะห์ความต้องการของตลาด 4. ระบบ Lean Procurement เพิ่มประสิทธิภาพในการวางแผนจัดซื้อจัดจ้าง และ 5. การจัดการข้อมูลและโครงสร้างพื้นฐานด้าน IT ขององค์กร ซึ่งทั้งหมดนี้ คาดว่าจะสร้างมูลค่าเพิ่มทั้งปีให้กับองค์กรได้ไม่น้อยกว่า 1,500 ล้านบาท หรือประมาณ 50 ล้านเหรียญสหรัฐ

 

อันดับ 4 บริษัท เชียงใหม่รามธุรกิจการแพทย์ จำกัด (มหาชน) หรือ CMR กำไรสุทธิไตรมาส 2/61 อยู่ที่ 10.08 ล้านบาท ลดลง 91.22% จากปีก่อน 114.77 ล้านบาท

เนื่องจากรายได้จากการดำเนินงานในไตรมาสที่ 1 ปี 2562 จำนวน 976.31 ล้านบาท ลดลง 51.61 ล้านบาท เมื่อเทียบกับรายได้ของปี 2561 จำนวน 1,027.91 ล้านบาท นอกจากนี้ต้นทุนค่ารักษาพยาบาลไตรมาส 1/62 เพิ่มขึ้นเป็น 741.37 ล้านบาท จากปีก่อนอยู่ที่ 692.29 ล้านบาท ส่วนค่าใช้จ่ายในการบริหารไตรมาส1/62 เพิ่มขึ้นเป็น 133.36 ล้านบาท จากปีก่อนอยู่ที่ 129.28 ล้านบาท

 

อันดับ 5 บริษัท เอเซีย เมทัล จำกัด (มหาชน) หรือ AMC กำไรสุทธิไตรมาส 2/61 อยู่ที่ 7.21 ล้านบาท ลดลง 89.46% จากปีก่อน 68.37 ล้านบาท โดยผลการดำเนินงานลดลงเนื่องจากรายได้จากการขายและการให้บริการไตรมาส1/62 ลดลงเป็น 1,407.73  ล้านบาท จากปีก่อนอยู่ที่ 1,879.99 ล้านบาท

ทั้งนี้บริษัทมีศูนย์บริการเหล็กครบวงจร โดยผลิตและจำหน่ายเหล็กม้วน (Coiled) ทั้งชนิดรีดร้อน (Hot-Rolled) และชนิดรีดเย็น (Cold-Rolled) รวมทั้งเหล็กรูปพรรณ ได้แก่ ท่อเหล็กและเหล็กโครงสร้างรูปตัวซี ที่ใช้ในอุตสาหกรรมต่าง ๆ รวมทั้งรับตัดและจำหน่ายเหล็กแผ่น (Sheet) และเหล็กม้วนสลิต (Slitting Coil) ตามขนาดที่ลูกค้ากำหนด

ทั้งนี้ข้อมูลที่มีการนำเสนอข้างต้น เป็นเพียงข้อแนะนำจากข้อมูลพื้นฐานเพื่อประกอบการตัดสินใจของนักลงทุนเท่านั้น และมิได้เป็นการชี้นำ หรือเสนอแนะให้ซื้อหรือขายหลักทรัพย์ใดๆการตัดสินใจซื้อหรือขายหลักทรัพย์ใดๆ ของผู้อ่าน ไม่ว่าจะเกิดจากการอ่านบทความในเอกสารนี้หรือไม่ก็ตาม ล้วนเป็นผลจากการใช้วิจารณญาณของผู้อ่าน

เรื่องน่าสนใจ