ปล่อยเสือเข้าป่า

สำหรับนักลงทุนประเภทเน้นคุณค่าหุ้น บริษัท หัวเว่ยเทคโนโลยีของจีน เป็นหุ้นที่พึงเลี่ยงให้ไกลสุดเพราะแรงเหวี่ยงของราคาสูงมาก


พลวัตปี 2019 : วิษณุ โชลิตกุล

สำหรับนักลงทุนประเภทเน้นคุณค่าหุ้น บริษัท หัวเว่ยเทคโนโลยีของจีน เป็นหุ้นที่พึงเลี่ยงให้ไกลสุดเพราะแรงเหวี่ยงของราคาสูงมาก

ส่วนนักลงทุนพวกเก็งกำไรตามจังหวะสัญญาณนี่คือหุ้นที่ทำกำไรหวือหวาอย่างมาก

ทั้งสองมุมมองการลงทุนดังกล่าวมีรากฐานจากการที่บริษัทนี้กลายเป็น หนังหน้าไฟ ของสงครามการค้าสหรัฐฯ -จีน อย่างเลี่ยงไม่พ้น

สัปดาห์ที่ผ่านมาบรรดาหุ้นที่เกี่ยวข้องกับการทำธุรกรรมของหัวเว่ยราคาดิ่งเหวกันระนาวหลังจากรัฐบาลสหรัฐฯคำสั่งห้ามบริษัทสหรัฐดำเนินธุรกิจกับบริษัทหัวเว่ยในฐานะที่ เป็นภัยต่อความมั่นคง

สถานการณ์พลิกกลับเมื่อวานซืนเมื่อราคาหุ้นเหล่านี้พากันวิ่งขานรับข่าวดีเป็นแถวหลังจากกระทรวงพาณิชย์สหรัฐได้ประกาศยกเลิกคำสั่งห้ามบริษัทสหรัฐในการดำเนินธุรกิจกับบริษัท หัวเว่ยเทคโนโลยี เป็นการชั่วคราวโดยอนุญาตให้มีการอัพเดทซอฟท์แวร์เพื่อให้ผู้ใช้ยังคงสามารถใช้งานโทรศัพท์ของหัวเว่ยได้ซึ่งการยกเลิกคำสั่งดังกล่าวจะมีผลจนบังคับใช้จนถึงวันที่ 19  สิงหาคมนี้ และจะทำให้หัวเว่ยมีเวลาในการพัฒนาระบบ Android Q อัพเดทสำหรับสมาร์ทโฟนรุ่นปัจจุบัน

ทางด้านบริษัทกูเกิลอิงค์ ออกแถลงการณ์เมื่อวานนี้ว่า ทางบริษัทจะยังคงดำเนินธุรกิจกับหัวเว่ยในช่วง 90 วันข้างหน้าโดยถือเป็นการกลับการตัดสินใจหลังจากที่กูเกิลได้ประกาศเมื่อวันอาทิตย์ว่าทางบริษัทจะทำตามคำสั่งของรัฐบาลสหรัฐ

สถานการณ์ของหัวเว่ยฯ ค่อนข้างหมื่นเหม่อย่างมากเพราะเป็นบริษัทที่ถูกถือเป็นตัวแทนของจีนที่โดดเด่นที่สุดในสงครามการค้า

หัวเว่ยฯ มีความสำคัญต่อ “วาระแห่งอนาคต” (ที่ถือว่าสำคัญเทียบเคียงกับนโยบายเดินหน้ารวมชาติกับไต้หวันในอนาคต) ที่สีจิ้นผิงได้รับฉันทานุมัติจากสภาประชาชนจีนเมื่อ 2 ปีก่อนนั่นคือ การยกระดับให้จีนเป็นเจ้าเทคโนโลยีของโลกโดยใช้แนวคิดการพัฒนาใหม่ที่ทำให้เป้าหมายของยุคสมัยของสีแตกต่างจากเหมาเจ๋อตงและเติ้งเสี่ยวผิงชัดเจน

เมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมา นางเมิ่งว่านโจวซีเอฟโอของหัวเว่ยฯ เดินทางจากฮ่องกงจะไปเม็กซิโกและต้องแวะเปลี่ยนเครื่องที่แวนคูเวอร์แคนาดาแต่ถูกจับกุมโดยรัฐบาลแคนาดาตามหมายศาลของศาลนิวยอร์ก ซึ่งต้องใช้เงินประกันตัวประมาณ  7.5 ล้านดอลลาร์ที่ออกหมายจับนางเมิ่งตั้งแต่ 22 สิงหาคม 2561 ด้วยข้อหาละเมิดกฎหมายการคว่ำบาตรอิหร่านและสหรัฐฯ ขอให้ส่งตัวนางเมิ่งในฐานะผู้ร้ายข้ามแดนไปยังสหรัฐฯ พร้อมกับยึดหนังสือเดินทางและอยู่ภายใต้ระบบตรวจติดตามทางอิเล็กทรอนิกส์

รายละเอียดข้อกล่าวหาที่นางเมิ่งโดนก็คือบิดเบือนข้อมูลทางธุรกิจให้รัฐบาลอเมริกันว่าด้วยความร่วมมือและความสัมพันธ์ทางธุรกิจระหว่างบริษัทหัวเว่ยและบริษัทสกายคอม ซึ่งมีสำนักงานอยู่ที่ฮ่องกง และถูกใช้ในการทำธุรกรรมกับอิหร่านระหว่างพ.ศ. 2552-2557

รัฐบาลสหรัฐฯ ต้องการจะเปิดความเชื่อมโยงระหว่างบริษัทหัวเว่ยฯ กับกองทัพปลดแอกประชาชนจีนเพราะนายเริ่นเจิ้งเฟยพ่อของนางเมิ่ง ซึ่งเป็นผู้ก่อตั้งบริษัทหัวเว่ย เคยเป็นวิศวกรประจำกองทัพปลดแอกประชาชนจีน

ข้อหาดังกล่าวมุ่งเป้าหมายหลักสร้างแรงกดดันประเทศตะวันตกต่าง ๆ ให้เลิกซื้ออุปกรณ์จากหัวเว่ยฯ เพราะกลัวการรั่วไหลด้านข่าวกรองและการโจมตีทางไซเบอร์ โดยเป้าหมายรองถัดไปคือชาติกำลังพัฒนาจะไม่กล้าซื้อผลิตภัณฑ์ของหัวเหว่ยทำให้ธุรกิจหัวเหว่ยมีปัญหาในระยะต่อไปได้

หัวเว่ยฯ จึงเป็นด่านหน้าสุดที่ต้องถูกเล่นงานโดยมีเป้าหมายถัดไปคือการสกัดกั้นความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีของ 10 อุตสาหกรรมเป้าหมายยุทธศาสตร์จีนที่บทวิจัยของธนาคารซิตี้แบงก์แห่งนิวยอร์กยอมรับว่ามี 5 อุตสาหกรรมที่จีนจะเป็นจ้าวเทคโนโลยีโดยไม่ต้องใช้ความพยายามมากนักตามที่ระบุไว้ในแผนยุทธศาสตร์ Made In China 2025 ซึ่งเป็นยุทธศาสตร์ที่สหรัฐฯ รู้สึก “ขุ่นเคือง” มากที่สุดเพราะกระเทือนถึงบริษัทอเมริกันโดยตรงถึงรากฐาน

ผลของแรงกดดันจากรัฐบาลสหรัฐฯ ในระยะสั้นอาจจะสมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ ๆ ของหัวเว่ยจะไม่สามารถใช้แอปพลิเคชันบางตัวของกูเกิลหรืออื่น ๆ (เช่นIntel Corp., Qualcomm Inc., Xilinx Inc. และBroadcom Inc.) อย่างเป็นทางการได้อีกต่อไปจะใช้ได้แค่เวอร์ชันพื้นฐาน Open Source เท่านั้นไม่สามารถเข้าถึงบริการพิเศษอื่น ๆ ได้เช่น Google Play Store, Gmail, YouTube ฯลฯ แม้ว่าผู้ใช้งานผลิตภัณฑ์หัวเว่ยในปัจจุบันจะยังใช้งานอุปกรณ์พร้อมระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ได้ตามเดิมยังใช้Google Play & Security ได้อยู่แต่จะไม่สามารถอัปเดตเวอร์ชันทำให้ผู้ใช้งานผลิตภัณฑ์ของหัวเว่ยทั่วโลกลดความเชื่อมั่นทางการตลาดของหัวเว่ยและแบรนด์ในเครือออเนอร์ (Honor) สาหัสพอสมควรแม้โฆษกของหัวเว่ยจะระบุแบบปลอบใจว่าบริษัทจะยังคงให้บริการอัพเดทด้านความปลอดภัยและจะให้บริการหลังการขายของสมาร์ทโฟนและแท็บเล็ตของหัวเว่ยและออเนอร์(Honor) ทั้งที่ขายไปแล้วและยังอยู่ในคลังสินค้าทั่วโลกต่อไป

ท่ามกลางแรงกดดันมหาศาลนี้ทำให้นักยุทธศาสตร์ธุรกิจเชื่อกันว่าในสถานการณ์ที่คับขันเช่นนี้จะเป็น โอกาสในวิกฤตทำให้หัวเว่ยฯ รวมถึงบรรดาค่ายสมาร์ทโฟนและโทรคมนาคมจากจีนสามารถรวมตัวกันพัฒนา‘อะไรบางอย่าง’ หรือระบบปฏิบัติการของตัวเองขึ้นมาได้โดยไม่ต้องง้อกูเกิลหรือบริษัทอเมริกันอื่น ๆ อีกต่อไป

เรื่องนี้เป็นไปได้หากลองย้อนทบทวนกรณีที่จีนสามารถแหวกวงล้อมข้อจำกัดของสหรัฐฯ ในช่วงสงครามเย็นด้วยการสามารถทดสอบผลิตอาวุธนิวเคลียร์ขึ้นได้เองทลายการผูกขาดของสองอภิมหาอำนาจโลกยามนั้นได้

ถ้าเกิดขึ้นจริงก็เปรียบเสมือนการ ปล่อยเสือเข้าป่า ไม่มีผิด

สถานการณ์ที่ว่ามาสามารถเกิดขึ้นได้เพราะช่วงเดือนมีนาคมที่ผ่านมาเคยมีข่าวว่าหัวเว่ยกำลังอยู่ในระหว่างการพัฒนาระบบปฏิบัติการของตัวเองเป็นทางหนีทีไล่ในกรณีที่อาจจะถูกผู้พัฒนาเทคโนโลยีจากสหรัฐฯ ทั้งกูเกิลและไมโครซอฟท์ตัดขาดการให้ความร่วมมือสอดรับกับที่นายริชาร์ด หยู ซีอีโอของหัวเว่ยคอนซูมเมอร์บิสสิเนสกรุ๊ปเคยให้สัมภาษณ์กับหนังสือพิมพ์เยอรมนีไว้ว่าได้เตรียมระบบปฏิบัติการของตัวเองเป็นแผนสำรองเพียงแต่ยามนี้ยังสะดวกใจที่จะทำงานร่วมกับระบบนิเวศของกูเกิลและไมโครซอฟท์ต่อไป

ผู้เชี่ยวชาญระบุว่าไม่กี่ปีที่ผ่านมาหัวเว่ยได้พัฒนาเทคโนโลยีขั้นต้นและกลางน้ำของตัวเองไว้รองรับกรณีที่พวกเขาอาจจะถูกกูเกิลแบนห้ามใช้งานแอนดรอยด์เอาไว้แล้วและบางส่วนเหล่านี้ได้เริ่มนำไปใช้กับบางผลิตภัณฑ์ที่จำหน่ายในจีนแล้วเช่นกัน

หากเป็นเเช่นนั้นจริงก็น่าคิดไม่น้อยว่าแล้วสหรัฐฯ จะมีท่าทีตอบโต้อย่างไรเพราะการสกัดกั้นกลับให้ผลลัพธ์ตรงกันข้ามในฐานะแนวร่วมมุมกลับ

Back to top button