ลงมากกว่าขึ้น

*เป็นเรื่องธรรมดาของดัชนีที่ปรับตัวขึ้นแรง ๆ และจะตามมาด้วยแรงขายทำกำไรแบบหนัก ๆ วานนี้ถึงเป็นอีกครั้งที่ได้เห็นตลาดหุ้นไทยเซถลาลงมาปิดที่ระดับ 1,609.79 จุด ลบไป 17.12 จุด ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 4.70 หมื่นล้านบาท ทำให้เห็นว่าการที่ก่อนหน้านี้ดัชนีปรับตัวขึ้นสูงนั้นเป็นเพียงการลากขึ้นไปแล้วขายทำกำไรออกมาในจังหวะสั้น ๆ เท่านั้น ส่วนภาพรวมของตลาดยังไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง

เจาะกระดาน : โมนิก้าและทีมงาน

*เป็นเรื่องธรรมดาของดัชนีที่ปรับตัวขึ้นแรง ๆ และจะตามมาด้วยแรงขายทำกำไรแบบหนัก ๆ วานนี้ถึงเป็นอีกครั้งที่ได้เห็นตลาดหุ้นไทยเซถลาลงมาปิดที่ระดับ 1,609.79 จุด ลบไป 17.12 จุด ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 4.70 หมื่นล้านบาท ทำให้เห็นว่าการที่ก่อนหน้านี้ดัชนีปรับตัวขึ้นสูงนั้นเป็นเพียงการลากขึ้นไปแล้วขายทำกำไรออกมาในจังหวะสั้น ๆ เท่านั้น ส่วนภาพรวมของตลาดยังไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง

*ปัจจัยที่ส่งผลให้ภาพการลงทุนขมุกขมัวเกิดจากการกลับมาขายหุ้นไทยอีกครั้งของฝรั่งตาน้ำข้าว ล่าสุดเทกระจาดหุ้นไทยเกือบ 1.51 พันล้านบาท ผสมโรงด้วยปอบผีฟ้าร่วมวงเทขายต่อ 1.17 พันล้านบาท เล่นเอาหุ้นไทยต้องซมซานกลับมาอยู่จุดเดิมจนได้ “โมนิก้า” ถึงเคยบอกเอาไว้ว่า การถือหุ้นของผู้เล่นหลักในภาวะดัชนีชักหน้าไม่ถึงหลังถือเป็นภาพที่ฟ้องด้วยตัวมันเอง ไม่จำเป็นต้องอธิบายอะไรมากมายอีกแล้วพะยะค่ะ

*อีกหนึ่งปัจจัยที่กดดันมาจากภาคการส่งออกโดยเฉพาะหุ้นชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ และสินค้าไอที เพราะสงครามระหว่างผู้นำทั้ง 2 ได้เริ่มเข้าสู่สงครามไอทีเต็มรูปแบบ เมื่อปัญหาหลาย ๆ อย่างออกมารูปแบบนี้ ผลงานบริษัทจดทะเบียนเกี่ยวกับภาคส่งออกไม่ว่าจะหุ้นเล็ก หุ้นใหญ่ คงต้องกอดคอกันร่วงระนาว ต่อให้พยายามสร้างข่าวมาบิลต์อารมณ์ยังไงก็ฉุดไม่ขึ้น เพราะฝุ่นจะหายตลบก็ต่อเมื่อทุกอย่างคลี่คลาย ดังนั้นให้คำนึงถึงสุภาษิตไทยที่ว่ากันว่า สงครามยังไม่จบ อย่าเพิ่งนับศพทหาร เอาไว้ เหตุผลที่เป็นเช่นนั้นเพราะ “โมนิก้า” มองว่าแรงขายยังไม่สะเด็ดน้ำนะสิเจ้าค่ะ

*ประเด็นดังกล่าวดูเหมือนจะสะท้อนให้เห็นภาพได้ดีกับในรายของ DELTA ที่รูดต่อเนื่อง ล่าสุดลงมากองอยู่ที่ระดับ 58.25 บาท ลบไป 4 บาท หรือ 6.43% ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 151.39 พันล้านบาท หลังจากเจอปัจจัยลบด้วยกันถึง 2 เรื่องใหญ่ ๆ ทั้งการถูกถอดออกจาก MSCI รวมไปถึงภาคการส่งออกหดตัว ทำเอาเสียทรงแบบกู่ไม่กลับ “เดี๊ยน” ถึงมองว่าราคาหุ้นมีโอกาสที่จะหลุดลงไปถึงจุดต่ำสุดแถว ๆ  55.50 บาท นะเจ้าค่ะ

*ในรายของ SCC ที่ก่อนหน้านี้ถูกลากขึ้นมาอย่างร้อนแรงจนขึ้นมาอยู่แถว ๆ 470 บาท แต่วานนี้ก็ถูกเทขายออกมาจนได้ ทำให้สุดท้ายหุ้นลงมาปิดที่ระดับ 462 บาท ลบไป 8 บาท หรือ 1.70% ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 2.43 พันล้านบาท การปรับตัวลงในลักษณะนี้ “โมนิก้า” มองว่าไม่ใช่จุดที่น่ากลัวนักหลังหุ้นยังยืนอยู่เหนือเส้นค่าเฉลี่ย 75 วันได้ เป็นตัวบ่งบอกว่ายังมีโอกาสปรับตัวขึ้นได้อีกครั้ง นักเล่นจึงต้องจับตาตำแหน่งนี้เอาไว้ให้ดี เพราะหากเคลื่อนตัวหลุดจุดนี้ไป เสี่ยงไหลยาวแน่นอนเจ้าค่ะ

*รายที่ยังอยู่รอดในภาวะตลาดขาลงเห็นทีคงเป็น GUNKUL ที่ยังบวกสวนขึ้นมา 2 วันติด มาปิดที่ 2.72 บาท บวกไป 0.06 บาท หรือขึ้นไป 2.26% ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 176.15 ล้านบาท “โมนิก้า” มองเทรนหุ้นเป็นขาขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมหลังจากหุ้นตอบรับผลงานไตรมาสแรกที่พลาดเป้าไปแล้ว สิ่งที่ทำให้หุ้นฟื้นได้รวดเร็วเห็นทีจะเป็นผลงานต่อจากนี้ที่แย้มว่าได้เห็นพัฒนาการอย่างแน่นอน ชัวร์ไม่ชัวร์เห็นได้จากวอลุ่มเทรดที่อุ่นหนาฝาคั่งเป็นตัวการันตีได้ว่าหุ้นน่าจะวิ่งได้อีกยาวนะเจ้าค่ะ…อิอิ

*ส่วนในรายของ CKP ที่บวกติดต่อกันยาว 3 วันติด ล่าสุดลงมาปิดที่ระดับ 5.75 บาท ลบไป 0.05 บาท หรือลบไป 0.86% ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 338.45 ล้านบาท ถึงแม้ในระหว่างวันจะมีการแกว่งตัวขึ้นให้เห็นอยู่บ้าง หากว่ากันด้วยเรื่องพื้นฐานช่วงครึ่งปีหลังจะโดดเด่น ด้านสัญญาณเทคนิคมีแววดีดกลับขึ้นไปแตะระดับไฮเดิมที่ 6 บาท ถึงทำให้ภาพการปิดลบวานนี้ไม่ได้เป็นจุดที่น่ากังวลเจ้าค่ะ

*ยังคงอยู่ในวัฏจักรขาลงจริง ๆ สำหรับในรายของหุ้น PTTGC ที่ถูกกองทุนถล่มขายชอร์ตอย่างหนักตั้งแต่ช่วงต้นปี แม้กูรูออกมาเคาะราคาเป้าหนักหน่วง 100 บาท แต่การที่หุ้นยังคงปรับตัวลดลงจนมาปิดที่ระดับ 60 บาท ลบ 2.50 บาท หรือลบไป 4% ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 1.86 พันล้านบาท ยิ่งทำให้อัพไซด์ราคาเปิดกว้างขึ้น จึงมีโอกาสได้รีเทิร์นสูงยังไงล่ะจ๊ะ

*ด้านหุ้น EVER หุ้นลงมาปิดที่ระดับ 0.41 บาท ลบ 0.09 บาท หรือลดลง 18% ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 83.88 ล้านบาทนิวโลว์ในรอบ 8 เดือน แต่เมื่อส่องดูผลงานที่ผ่านมายาวไปถึงแผนงานในอนาคตที่เสี่ย สวิจักร์ โลจายะ ยืนยันเป็นมั่นเป็นเหมาะว่าปีนี้จะพลิกมีกำไรรับรายได้โครงการอสังหาริมทรัพย์โตก้าวกระโดดขึ้นไปถึงระดับ 5 พันล้านบาท ประเด็นดังกล่าวทำให้สตอรี่หุ้นตัวนี้ยังมีความน่าสนใจอยู่นะเจ้าค่ะ…อิอิ

*ปิดท้ายที่ DOD ที่ก่อนหน้านี้ราคารูดยาวแบบไม่มีทีท่าว่าจะฟื้น จนลงไปทำ ออลไทม์โลว์หลังผลงานไตรมาส 1 กำไรหดตัวลงถึง 62% เป็นตัวกดดันราคาหุ้น แต่หากดูพื้นฐานในภาพรวมระยะยาว “โมนิก้า” มองว่ายังเป็นอีกหุ้นที่น่าสนใจ เพราะในไตรมาสถัดไปจะทยอยส่งมอบผลิตภัณฑ์ตัวใหม่ แถมยังมีออเดอร์ตุนไว้อีกเพียบ ถึงไม่แปลกใจที่เห็นราคาหุ้นดีดกลับมาปิดที่ระดับ 7.90 บาท บวกไป 0.50 บาท หรือขึ้นไป 6.76% ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 50.70 ล้านบาท