ให้เขาไปต่อก็ดี

มันทุเรศโสมมกันมามากแล้ว ทางใดจะหยุดความทุเรศโสมมไม่ให้มากไปกว่านี้ได้ ก็ควรร่วมกันหาทางให้มันหยุดไปเถอะ

ขี่พายุทะลุฟ้า : ชาญชัย สงวนวงศ์

มันทุเรศโสมมกันมามากแล้ว ทางใดจะหยุดความทุเรศโสมมไม่ให้มากไปกว่านี้ได้ ก็ควรร่วมกันหาทางให้มันหยุดไปเถอะ

ครับ พรรคพลังประชารัฐพปชร. เดินทางมาไกลมากแล้ว แม้จะมีส.ส.มากเป็นอันดับ 2  แต่ก็มีจำนวนแค่ 115 คน เท่านั้น ต้องหาส.ส.จากพรรคการเมืองอื่นมาเพิ่มให้ได้ส.ส.เกินกึ่งหนึ่งขึ้นไป

ไม่งั้นพล.อ.ประยุทธ์จะเป็นนายกรัฐมนตรีขาลอย ไม่มีเสียงข้างมากสนับสนุนและคงล้มคว่ำโดยง่าย

การได้มาซึ่งเสียงข้างมาก ก่อนหน้าจะถึงวันชี้ชะตาเลือกตั้งประธานสภาผู้แทนราษฎร วันที่ 25 พ.ค. ก็ต้องใช้วิธีการทั้งทางธรรมชาติและทางไม่ใช่ธรรมชาติ ซึ่งอาจจะเรียกได้ว่า “ทางอภินิหาร” ก็คงไม่ผิดนัก

ทางธรรมชาติ ก็คือการเจรจาดึงพรรคการเมืองต่าง ๆ มาเข้าร่วมในวิถีทางปกติ เช่นดึงพรรคภูมิใจไทย ประชาธิปัตย์ ชาติไทยพัฒนา ฯลฯ มาเข้าร่วมเป็นพันธมิตร

ส่วนทางอภินิหารนั้นก็คือ การเสกเป่าจำนวนส.ส. “อันไม่พึงมีได้” ให้ได้เป็นส.ส. ทั้งที่เป็นข้อห้ามตามรัฐธรรมนูญมาตรา91(4)  และพรป.เลือกตั้งส.ส. มาตรา128(5) ที่บอกว่า…

ต้องไม่นำจำนวนส.ส.บัญชีรายชื่อไปจัดสรรให้กับพรรคการเมืองใดเกินจำนวนส.ส.ที่จะพึงมีได้

ครับก็เลยเอาจำนวนส.ส.บัญชีรายชื่อส่วนเกินไปประเคนให้กับพรรคจิ๋วที่ได้คะแนนต่ำเกณฑ์  7.1 หมื่นคน ที่ได้คะแนนตั้งแต่ 2 หมื่นกว่า-6 หมื่นกว่า รวม 11 พรรคไป และ 11 พรรคนี้ก็ประกาศทันควันไปเข้าร่วมกับพรรคพปชร. หนุนลุงตู่เป็นนายกฯ

ขณะเดียวกันก็ไปเฉือนส.ส.พรรคอนาคตใหม่ที่ประกาศดับสวิทช์การสืบทอดอำนาจไป 7 คน เสรีรวมไทย 1 คน และพปชร.เองก็โดนเฉือนด้วย 1 ส.ส. แต่ก็ดูจะคุ้มค่า เพราะอยู่ ๆ ก็ได้ส.ส.กลับมา 11 คน จากการตีความกฎหมายวิปริต

คาดว่าจะรวบส.ส.จากพรรคประชาธิปัตย์-ภูมิใจไทย-ชาติไทยพัฒนา และพรรคเล็กๆระดับ 2-5 เสียงเข้ามาอีก แต่ยังไงเสีย เสียงขั้วสืบทอดอำนาจกับไม่เอาการสืบทอดอำนาจก็ยังยันกันอยู่ที่ 253:245 เสียง

นี่ก็รวมประชาธิปัตย์ทั้งพรรค 52 เสียงเต็ม โดยไม่มีงูเห่าออกไปซบพรรคลุงตู่แล้วนะ

ผมว่า สถานการณ์ “เสียงปริ่มน้ำ” จะก่อให้เกิดความชั่วร้ายนานา ตามขึ้นมาอีก ซึ่งหากแลกได้แล้ว ยอมให้ลุงตู่ได้สืบทอดตำแหน่งนายกรัฐมนตรี โดยยุติความชั่วร้ายทั้งปวง ก็ยังจะดีเสียกว่า

ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ที่สร้างความหวั่นไหวแก่กลุ่มจารีตอนุรักษ์นิยมไปทั่ว น่าจะไม่รอดแน่จากคดีที่ถาโถมเข้ามาเป็น 17 คดี และอาจเป็นคดีใหม่ ๆ เป็น 18,19,20 เพิ่มขึ้นอีก

โทษทัณฑ์ก็อาจจะมีตั้งแต่สิ้นสมาชิกภาพ หยุดพักทางการเมือง จำคุก หรืออาจจะถึงขั้นยุบพรรคไปเลย

ผมไม่อยากให้มีการสืบต่อมาตรฐาน “ปล้นคะแนนพรรคใหญ่ไปแจกจ่ายให้พรรคจิ๋วที่ไม่พึงจะได้รับ” เพราะนั่นคือการไม่เคารพเจตนารมณ์ความต้องการของประชาชนส่วนใหญ่

อีกทั้งยังบั่นทอนระบบพรรคการเมือง ทำให้ได้รัฐบาลที่ไม่มีเสถียรภาพ และไม่อาจบริหารงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งก็คงจะได้เห็นกันจากรัฐบาลเสียงปริ่มน้ำที่เกินกึ่งหนึ่งไม่ถึง 5-6 เสียง หากพรรคพปชร.ได้จัดตั้งรัฐบาลเกือบ 20 พรรคเป็นผลสำเร็จ

ข้อที่น่าวิตกกังวลอันเป็นผลมาจากศึกชิงอำนาจครั้งนี้อีกเรื่องหนึ่งก็คือ กระบวนการยุติธรรม ตามคำกล่าวของมงเตสกิเยอนั่นก็คือ “ไม่มีความเลวร้ายใดที่จะยิ่งไปกว่าความเลวร้ายที่ได้กระทำโดยอาศัยอำนาจตามกฎหมายหรือในนามของกระบวนการยุติธรรม”

การใช้อภินิหารทางกฎหมายนับเป็นความฉ้อฉลและเสื่อมทรามอย่างยิ่ง ถึงขนาดร่ำลือกันว่า ใครมาอยู่ขั้วนี้ เคลียร์คดีได้หมด ใครเป็นอยู่ฝ่ายตรงข้าม ก็ต้องเตรียมรับมือทางคดีให้ดี

หยุดความชั่วร้ายโดยให้ลุงตู่ได้ไปต่อเถอะ ระบบคสช.จะได้สูญสลายลงเสียที เขาอาจจะเป็นนายกฯ ได้ไม่นาน แต่เขาก็มุ่งมั่นทุกทางจะเป็นให้ได้