“บล.เออีซี”ชี้ SET วันนี้แกว่งในกรอบ 1,600-1,620 แนะลงทุนเน้นหุ้นปลอดภัย-Growth-ราคาถูก

“บล.เออีซี”ชี้ SET วันนี้แกว่งในกรอบ 1,600-1,620 แนะลงทุนเน้นหุ้นปลอดภัย-Growth-ราคาถูก

บล.เออีซี ประเมินดัชนีวันนี้ (24 พ.ค.62) วันนี้คาด SET Index แกว่งในกรอบ 1,600-1,620 เพราะทั้งในและต่างประเทศมีทั้งปัจจัยบวกและลบ

Investment Strategy

มองทิศทางของ SET Index แกว่งในกรอบกว้าง เพราะในและต่างประเทศมีทั้งปัจจัยบวกและลบ โดยปัจจัยบวก ได้แก่ 1) MSCI นำ NVDR เข้ามาคำนวณใน MSCI EM Index คาดจะส่งผลให้มี Flow ต่างชาติไหลเข้าตลาดหุ้นไทย และ  2) แนวโน้มการใช้นโยบายการเงินแบบผ่อนคลายทั้งจีนและสหรัฐฯส่งผลให้สภาพคล่องในระบบการเงินยังคงดี ส่วนปัจจัยลบ ได้แก่ 1) สงครามการค้าทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น  2) การปรับลดประมาณการกำไรบริษัทจดทะเบียนของ Bloomberg Consensus และ 3) จับตาประเด็นการเมืองไทยโดยเฉพาะอย่างยิ่งการจัดตั้งรัฐบาลผสมชุดใหม่ โดยหากเกิดกรณีสัดส่วนใกล้เคียงกันระหว่างจำนวน ส.ส. และฝ่ายค้านมองระยะสั้นดัชนีแกว่งในกรอบกว้างเป็นโอกาส 1,600-1,640 แนะนำกลยุทธ์ลงซื้อ-ขึ้นขายโดยกลุ่มหุ้นที่เรายังมองว่าน่าลงทุน ได้แก่ 1 กลุ่ม Defensive,1 กลุ่ม Growth และ 1 กลุ่มราคาถูก ดังนี้

กลุ่มหุ้นกระแสเงินสดแข็งแกร่ง: ท่ามกลางความผันผวนของตลาดหุ้นเราเลือกหุ้นที่มีความมั่นคงทางกระแสเงินสดจากการดำเนินงาน ได้แก่ กลุ่มพลังงานทางเลือก แนะนำ TPCH (แม้ช่วง 1Q62 กำไรโตเพียง 4.4%เทียบช่วงเดียวกันของปีก่อน เพราะมีโรงไฟฟ้าหยุดเดินเครื่องเพื่อซ่อมบำรุงเครื่องจักร แต่อย่างไรก็ดีมองระยะยาวมีแนวโน้มโตสดใสจากเป้าปี 63 จะเพิ่มกำลังการผลิตโรงไฟฟ้าชีวมวลเป็น 200 MW และโรงไฟฟ้าจากขยะกำลังการผลิต 50 MW จากปัจจุบันมีโครงการโรงไฟฟ้าที่ COD แล้ว 60 MW, โครงการที่อยู่ระหว่างก่อสร้าง 49 MW และโครงการที่อยู่ระหว่างพัฒนา 10 MW) และ SSP (ช่วง 1Q62 กำไรโต 16.4%เทียบช่วงเดียวกันของปีก่อน จากการเพิ่มขึ้นของปริมาณพลังงานไฟฟ้าที่จำหน่ายได้ของโครงการต่างๆ และการบริการรับเหมาก่อสร้างโซลาร์บนหลังคาโดยปี 62 ตั้งเป้า COD เพิ่มอีก 65.6 MW จากโซลาฟาร์มมองโกเลีย 16 MW และโซลาร์ฟาร์มเวียดนาม 49.6MW ส่งผลให้สิ้นปีกำลังการผลิตไฟฟ้าเพิ่มเป็น 157.1MW จากปี 61 ที่ 90.4MW)

นอกจากนี้มองกลุ่มสาธารณูปโภคเป็น OASIS ยามเมื่อตลาดหุ้นไทยผันผวน เลือก TTW (กำไรสุทธิช่วง 1Q62 โต 10.4%เทียบช่วงเดียวกันของปีก่อน หลังรายได้ขายน้ำประปารวมของทั้ง TTW และ PTW เพิ่มขึ้น 4%เทียบช่วงเดียวกันของปีก่อน ตามความต้องการใช้น้ำประปาของครัวเรือนที่เพิ่มขึ้น บวกกับส่วนแบ่งกำไรจาก CKP (TTW ถือหุ้น 25.3%) เพิ่มขึ้นจากเพียง 3.2 ลบ. ในช่วง 1Q61 เป็น 35.3 ลบ. สอดคล้องกับปริมาณขายไฟที่มากขึ้นของโรงไฟฟ้าน้ำงึม 2) และ BAFS (กำไรสุทธิช่วง 1Q62 เติบโต 7.8%เทียบช่วงเดียวกันของปีก่อน จากปริมาณน้ำมันเพิ่มขึ้น 4.9%เทียบช่วงเดียวกันของปีก่อน ส่วนปี 62 ตั้งเป้ารายได้โต 10%เทียบช่วงเดียวกันของปีก่อน และเป้าปริมาณการเติมน้ำมันโต 4-5%เทียบช่วงเดียวกันของปีก่อน ตามจำนวนเที่ยวบินที่เพิ่มขึ้นพร้อมกับเริ่มรับรู้รายได้ท่อส่งน้ำมันบางปะอิน-พิจิตร ปี 62 ราว 200 ลบ. และเตรียมเข้าประมูลโครงการจัดเก็บและเติมน้ำมันในสนามบินอู่ตะเภา)

กลุ่มสินเชื่อจำนำทะเบียนรถ: คาดมีโอกาสเติบโตได้ดีจากอัตราการขยายตัวของพอร์ตลูกหนี้ที่เพิ่มขึ้นตามความต้องการกู้ยืมเงินของกลุ่มลูกค้ารายย่อยที่ยังมีอยู่มากและได้รับผลบวกจากการที่ ธปท. เข้ามาควบคุมด้านกฏระเบียบอย่างเข้มงวดทำให้คาดจะมีเม็ดเงินไหลเข้ามาในกลุ่มของผู้ประกอบการที่อยู่ในระบบมากขึ้น แนะนำ SAWAD (คาดกำไรปี 62 โต 30.8%เทียบช่วงเดียวกันของปีก่อน หนุนด้วยเป้าพอร์ตสินเชื่อโต 20-30% พร้อมแผนเปิดสาขาใหม่อีก 300-400 สาขา, Asset Yield ฟื้นตัวตามสัดส่วนการรับรู้รายได้ผ่านสัญญาเงินกู้ผ่าน BFIT ที่มากขึ้นและต้นทุนทางการเงินที่ปรับลงหลังได้รับเงินเพิ่มทุนจากพันธมิตร) และ MTC (คาดกำไรปี 62 โต 20.9%เทียบช่วงเดียวกันของปีก่อน หนุนด้วยแผนเปิดสาขาใหม่ตามเป้าณสิ้นปีที่ 3,900 สาขา, ต้นทุนทางการเงินที่มีแนวโน้มลดลงหลัง TRIS ปรับเพิ่ม Rating ของบริษัทขึ้นและภาระตั้งสำรองหนี้สงสัยจะสูญที่น้อยลง)

กลุ่มธนาคาร: มองหุ้นกลุ่มนี้ Cheap Valuation เนื่องจากราคาปรับตัวลงต่อเนื่อง โดยปัจจุบัน BANK Sector เทรดที่ระดับ Trailing PBV 1x (ขณะที่ Downside ตอน Hamburger crisis ลงไปประมาณ 0.7x-0.8x) ซึ่งข้อมูลจาก Bloomberg พบว่า Total Return ของ SETBANK Index ตั้งแต่ Hamburger crisis จนถึงปัจจุบันเฉลี่ยต่อปีอยู่ที่ระดับ 8.2% ซึ่งหากเรา Implied ว่าเป็นระดับ Cost of Equty ในอนาคต จะพบว่าเป็นระดับที่ต่ำกว่า Expected ROE (Bloomberg Consensus) ซึ่งปี 62 คาดไว้ที่ 9.39% และปี 63 คาดไว้ที่ 9.58% ดังนั้น BANK Sector ควรจะเทรดมากกว่า BVPS ตาม GGM ทั้งนี้ TOP PICK เลือก KBANK (เงินให้สินเชื่อแก่ลูกหนี้เดือน เม.ย. ตามรายงาน ธ.พ.11 +3.3%เทียบช่วงเดียวกันของปีก่อน และ +0.3%MoM), BAY (เงินให้สินเชื่อแก่ลูกหนี้เดือน เม.ย.ตามรายงาน ธ.พ.11  +9.5%เทียบช่วงเดียวกันของปีก่อน และ +0.8%MoM) และ KTB ((เงินให้สินเชื่อแก่ลูกหนี้เดือน เม.ย.ตามรายงาน ธ.พ.11  +5.4%เทียบช่วงเดียวกันของปีก่อน และ +0.5%MoM)

คำค้น