เปิดโผ 10 หุ้น SET ราคาแรลลี่ยาว! 5 เดือน นักลงทุนโกยรีเทิร์นเกิน 50%

เปิดโผ 10 หุ้น SET ราคาแรลลี่ยาว! 5 เดือน นักลงทุนโกยรีเทิร์นเกิน 50% นำโดย CBG,BEC,PTG,JMART,CPT,ICHI,TAE,STPI,TCMC และ GRAMMY

ผ่านไปแล้วสำหรับการลงทุน 5 เดือนแรกปี 2562 แน่นอนการลงทุนในช่วงที่ผ่านมา ดัชนีตลาดหุ้นไทยมีทิศทางสดใสและปรับตัวขึ้นอย่างต่อเนื่อง หลังได้รับปัจจัยบวกหลายเข้ามาหนุนโดยเฉพาะการเมืองที่ได้มีการจัดเลือกตั้งเป็นที่เรียบร้อย

ขณะเดียวกันการประชุมเฟดในช่วงที่ผ่านมาได้มีมติคงอัตราดอกเบี้ยที่ระดับ 2.5% ตามคาด พร้อมทั้งส่งสัญญาณชะลอขึ้นอัตราดอกเบี้ย ซึ่งส่งผลให้ตลาดหุ้นตอบรับปัจจัยดังกล่าว

อีกทั้งล่าสุดการเมืองในประเทศชัดเจนมากขึ้น หลังผลโหวตสมาชิกรัฐสภาเลือกพล.อ.ประยุทธ์เป็นนายกฯให้กลุ่ม Domestic Play คาดว่าจะยังเคลื่อนไหวได้แข็งแกร่งในระยะกลาง-ยาวจากการกระตุ้นและขับเคลื่อนเศรษฐกิจในประเทศ

ดังนั้นเพื่อให้เห็นทิศทางการลงทุนในช่วง 5 เดือนที่ผ่านมาให้ชัดเจนมากขึ้น ทางทีมข่าว “ข่าวหุ้นธุรกิจออนไลน์” จึงทำการสำรวจราคาหุ้นกลุ่ม SET มานำเสนอโดยครั้งนี้คัดเลือกมาเพียง 10 อันดับแรกที่ราคาปรับตัวขึ้นเกิน 50% โดยเทียบราคาหุ้นยืน ณ วันที่ 28 ธ.ค. 2561 -วันที่ 31 พ.ค.62 โดยหุ้นที่คัดเลือกมาได้แก่ CBG,BEC,PTG,JMART,CPT,ICHI,TAE,STPI,TCMC และGRAMMY ดังตารางประกอบ

โดยอันดับ 1  บริษัท คาราบาวกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ CBG ราคาหุ้น 5 เดือนที่ผ่านมาปรับตัวขึ้นแรง 117.07% โดยเทียบตั้งแต่หุ้นยืนที่ระดับ 30.75 บาท เมื่อวันที่ 28 ธ.ค.61 มาอยู่ที่ระดับ 66.75 บาท เมื่อวันที่ 31 พ.ค.62 คาดเก็งกำไรหลังหุ้นเป็นขาลงมานาน ขณะเดียวกันนักวิเคราะห์มองว่าผลงานปีนี้จะฟื้นตัวเด่นทำให้ราคาหุ้นปรับขึ้นแรงในช่วงดังกล่าว

บล.เคทีบี (ประเทศไทย) ระบุว่า CBG คงคำแนะนำเป็น “ซื้อ” และปรับราคาเป้าหมายเป็นปี 2020 ที่ 75.00 บาท (เดิม 69.00 บาท) อิง PER 35x (เดิม PER 38.8x) เราปรับลด PER Multiple ในปี 2020 ลงเป็น PER 35x เพื่อสะท้อนการเติบโตในปี 2020 ที่ชะลอตัวกว่าปี 2019 จากฐานที่สูง ถึงแม้ว่าราคาหุ้นจะปรับขึ้นมา 23% ใน 3 เดือน แต่มองว่าหุ้นยังน่าสนใจ เพราะปี 2019  จะเป็นการเข้าสู่วัฏจักรการเติบโตรอบใหม่ของ CBG

เนื่องจากกำไรจะ turnaround อย่างชัดเจน หลังจากที่กำไรปกติเติบโตติดลบ 2 ปีติดต่อกัน โดยปัญหาสำคัญได้รับการแก้ไข ส่งผลให้ปีนี้กำไรเติบโตโดดเด่น

อย่างไรก็ตามยังมองว่าปี 2020 จะเป็นปีที่ดีต่อเนื่อง โดยเราคาดว่า Margin ยังคงขยายตัว โดยเฉพาะ Overseas business ปัจจุบัน CBG เทรดอยู่ที่ PER 31.6x ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 5 ปีที่ PER 42.4x และ CBG ยังมี Upside จากตลาดต่างประเทศอีกมาก สำหรับกำไรสุทธิไตรมาส2/62 ขยายตัวโดดเด่น เทียบช่วงเดียวกันของปีก่อน,เทียบไตรมาสก่อนหน้า หนุนโดย 1) ฐานที่ต่ำในไตรมาส2/61 2) รายได้ที่ขยายตัวทั้งในและต่างประเทศ 3) SG&A expenses ที่ต่ำ จากการเลื่อน Marketing exp ในประเทศไปใช้ในครึ่งหลังปี 62 4) GPM ที่ปรับตัวดีขึ้น ทั้ง Branded own & Overseas

 

อันดับ 2 บริษัท บีอีซี เวิลด์ จำกัด (มหาชน) หรือ BEC  ราคาหุ้น 5 เดือนที่ผ่านมาปรับตัวขึ้นแรง 97.09% โดยเทียบตั้งแต่หุ้นยืนที่ระดับ 4.82 บาท เมื่อวันที่ 28 ธ.ค.61 มาอยู่ที่ระดับ 9.50 บาท เมื่อวันที่ 31 พ.ค.62 คาดเก็งกำไรแผนธุรกิจออกมาโดดเด่นบวกกับหุ้นเป็นขาลงมานานและมีปัจจัยบวกเข้ามานหนุนทำให้นักลงทุนเข้ามาไล่ราคารอบใหม่

โดยปัจจัยบวกที่เข้ามาหนุนในช่วงดังกล่าวได้แก่ มาตรการเยียวยาเรียกคืนคลื่น 700MHz โดยนักวิเคราะห์มองว่าบริษัทจะได้ รับประโยชน์สูงสุดจากมาตรการดังกล่าว อีกทั้งมีประเด็นลุ้นเข้าคำนวณ SET100 รอบใหม่ อีกทั้งละคร “กรงกรรม” กระแสแรง ดันเรตติ้งช่อง “3HD” ติด TOP3 ส่งผลให้ราคาหุ้นปรับตัวขึ้นแรงในช่วงดังกล่าว

ขณะที่บล.เคทีซีมิโก้ แนะนำ “Underperform”  ในช่วงต้นปีปรับมุมมองต่อ BEC เป็นบวก เนื่องจากบริษัทจะได้รับประโยชน์สูงสุดจากมาตรการช่วยเหลือของ กสทช. ราคาหุ้นได้มีการปรับตัวขึ้นมากกว่า 1 เท่า จากความคาดหวังต่างๆ เริ่มสะท้อนในราคาหุ้นจึงแนะนำให้นักลงทุนเริ่มขายทำกำไร เนื่องจากมี upside จำกัดมากขึ้น โดยประเมินมูลค่าพื้นฐานของหุ้นในกรณีดีสุดที่ 11.30 บาท พร้อมปรับลดคำแนะนำลงเป็น “Underperform”

 

อันดับ 3 บริษัท พีทีจี เอ็นเนอยี จำกัด (มหาชน) หรือ PTG ราคาหุ้น 5 เดือนที่ผ่านมาปรับตัวขึ้นแรง 94.18% โดยเทียบตั้งแต่หุ้นยืนที่ระดับ 8.60 บาท เมื่อวันที่ 28 ธ.ค.61 มาอยู่ที่ระดับ 16.70 บาท เมื่อวันที่ 31 พ.ค.62 คาดนักลงทุนเข้าเก็งกำไรจากผลประกอบการไตรมาส 1/62 ออกมาสดใสและมีแนวโน้มสดใสต่อเนื่องบวกกับแผนธุรกิจที่ออกมาโดดเด่นทำให้หุ้นปรับตัวขึ้นโดดเด่นในช่วงดังกล่าว

บล.กสิกรไทย ระบุว่า   กลยุทธ์การลงทุนแนะนำหุ้นในกลุ่มต่อไปนี้   กลุ่มที่งบไตรมาส 1/62 ดี กำไรมีแนวโน้มถูกปรับขึ้น ได้แก่ SAPPE, PR9, PTG, SPALI, TTCL, PRM

ด้านนายพิทักษ์ รัชกิจประการ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ.พีทีจี เอ็นเนอยี (PTG) เปิดเผยว่า บริษัทมั่นใจว่ารายได้ปีนี้จะทำได้ตามเป้าหมายที่ระดับ 1.4 แสนล้านบาท จากธุรกิจน้ำมันซึ่งเป็นธุรกิจหลักและธุรกิจที่ไม่เกี่ยวเนื่องกับน้ำมัน (Non-Oil) มีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง ขณะเดียวกันในด้านค่าการตลาดปรับตัวดีขึ้น และการบริหารจัดการต้นทุนได้ดีขึ้นก็จะช่วยหนุนผลการดำเนินงานโดยรวม

สำหรับผลประกอบการในไตรมาสที่ 2/62 คาดว่าจะปรับตัวดีขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนจากปริมาณขายน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น แม้ว่ามีโอกาสน้อยที่จะเห็นราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้นก็ตาม เนื่องจากความต้องการใช้น้ำมันในภาพรวมยังไม่มากนัก จากผลกระทบของเศรษฐกิจโลก ซึ่งยังต้องติดตามการค้าระหว่างจีนกับสหรัฐอย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้ บริษัทวางงบลงทุนปี 62 ไว้ราว 4-5 พันล้านบาท แบ่งเป็น เงินลงทุนขยายธุรกิจใหม่ตามแผนราว 500 ล้านบาท, การขยายธุรกิจ Non-Oil ราว 500 ล้านบาท และใช้สำหรับการขยายสถานีบริการน้ำมันและก๊าซปิโตรเลียมเหลว (LPG) ราว 2.5 พันล้านบาท ส่วนที่เหลือใช้สำหรับรองรับการปรับปรุงธุรกิจหลัก และบริษัทยังอยู่ระหว่างการศึกษาการลงทุนใหม่ ๆ ในอีกหลายธุรกิจ ซึ่งได้มีการเจรจากับพันธมิตรในประเทศไปบ้างแล้ว

 

อันดับ 4  บริษัท เจ มาร์ท จำกัด (มหาชน) หรือ JMART ราคาหุ้น 5 เดือนที่ผ่านมาปรับตัวขึ้นแรง 90.92% โดยเทียบตั้งแต่หุ้นยืนที่ระดับ 4.74 บาท เมื่อวันที่ 28 ธ.ค.61 มาอยู่ที่ระดับ 9.05 บาท เมื่อวันที่ 31 พ.ค.62 คาดราคาหุ้นปรับตัวแรงส่วนใหญ่รับแรงหนุนจากแผนธุรกิจปี 62 ที่คาดว่าจะพลิกมีกำไรบวกกับบริษัทลูก JMT ธุรกิจสดใสจึงทำให้ราคาหุ้นปรับตัวขึ้นอย่างต่อเนื่อง

โดยล JMART รายงานผลการดำเนินงานประจำไตรมาส 1/62 สิ้นสุดวันที่ 31 มี.ค.62 รวมบริษัทย่อย มีกำไรสุทธิ 118.30 ล้านบาท จากปีก่อนขาดทุน 187.26 ล้านบาท โดยผลการดำเนินงานในไตรมาสดังกล่าวพลิกกำไรเนื่องจาก บริษัทมีรายได้จากการให้บริการติดตามหนี้และบริการอื่นเท่ากับ 724 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้าเท่ากับ 167.2 ล้านบาท หรือร้อยละ 30 ซึ่งเป็นผลจากประสิทธิภาพในการจัดเก็บหนี้ด้อยคุณภาพที่ดีขึ้น

ขณะที่บริษัทมีต้นทุนขายและบริการรวม 1,964.8 ล้านบาท ลดลงจากปีก่อนหน้าเท่ากับ 489.9 ล้านบาท หรือลดลงร้อยละ 20 โดยต้นทุนขายและบริการรวมในส่วนที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจการจัดจำหน่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ลดลง 536.4 ล้านบาท หรือลดลงร้อยละ 25.4 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวของปีที่ผ่านมา

ด้านนายอดิศักดิ์ สุขุมวิทยา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เจ มาร์ท จำกัด (มหาชน) หรือ JMART เปิดเผยว่า ภาพรวมกลุ่มเจมาร์ทในปี 62 จะพลิกกลับมาเป็นกำไรสุทธิ จากที่ขาดทุนสุทธิ 277.06 ล้านบาทในปีก่อน ซึ่งเป็นไปตามธุรกิจของบริษัท เจ เอ็ม ที เน็ทเวอร์ค เซอร์วิสเซ็ส จำกัด (มหาชน) หรือ JMT ที่คาดว่าจะสามารถทำรายได้และกำไรสุทธินิวไฮได้อย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกันบริษัทย่อยธุรกิจจัดจำหน่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ (J Mobile), ธุรกิจสินเชื่อส่วนบุคคล บริษัท เจ ฟินเทค จำกัด (J Fintech), ธุรกิจให้เช่าและพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ บมจ.เจเอเอส แอสเซ็ท (J) และบมจ.ซิงเกอร์ประเทศไทย (SINGER) จะกลับมามีกำไรสุทธิได้ในปีนี้

บล.บัวหลวง ระบุในบทวิเคราะห์ว่า แนะนำ “ซื้อ” หุ้นบริษัท เจ มาร์ท จำกัด (มหาชน) หรือ JMART พร้อมประเมินราคาเป้าหมายที่ 11 บาทต่อหุ้น  ซึ่งได้แนะนำในรายงาน Bull race (และหุ้นขึ้นมาตามคาด 15%) หลังจากที่ผู้บริหารมา Roadshow ให้กับนักลงทุน และกองทุนใน ประเทศ พบว่า บริษัทมีพัฒนาการที่ดีขึ้นอย่างชัดเจน และผู้บริหารได้เข้าใจและแก้ไข Pain-Point ที่ทำให้เกิดการขาดทุนไปแล้ว

ดังนั้นจึงคาดว่าในปีนี้บริษัทฯ จะพลิกกลับมามีกำไรอย่างแข็งแกร่ง และ Valuation ปัจจุบัน PE เพียง 16 เท่า ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในอดีตที่ 20 เท่า และเมื่อระบบ DDLP เปิดใช้งานและมีรายได้ คาดหุ้นมีโอกาส Re-rate PE ขึ้นไป เกิน 30 เท่า ตามอุตสาหกรรม software service/fintech

 

อันดับ 5 บริษัท ซีพีที ไดร์ แอนด์ เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ CPT ราคาหุ้น 5 เดือนที่ผ่านมาปรับตัวขึ้นแรง 84.61% โดยเทียบตั้งแต่หุ้นยืนที่ระดับ 0.65 บาท เมื่อวันที่ 28 ธ.ค.61 มาอยู่ที่ระดับ 1.20 บาท เมื่อวันที่ 31 พ.ค.62 คาดเก็งกำไรแผนธุรกิจออกมาโดดเด่นบวกกับหุ้นขนาดเล็กและเป็นขาลงมานานทำให้นักลงทุนเข้ามาไล่ราคารอบใหม่

โดยบริษัทรายงานผลการดำเนินงานไตรมาส 1/62 (รวมบริษัทย่อย) สิ้นสุดวันที่ 31 มี.ค.2562 มีกำไรสุทธิ 3.93 ล้านบาท โต278% จากปีก่อนอยู่ที่ 1.04 ล้านบาท เนื่องจากมีรายได้จากการให้บริการรับเหมาและติดตั้งเพิ่มขึ้น

ด้านนายสมศักดิ์ หลิมประเสริฐ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ซีพีที ไดร์ แอนด์ เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ CPT เปิดเผยว่า บริษัทตั้งเป้ารายได้ปีนี้ที่ราว 1,100 ล้านบาท หรือเติบโต 10% จาก 963 ล้านบาทในปีก่อน พร้อมคาดว่าอัตรากำไรสุทธิจะกลับมาสู่ระดับปกติที่ใกล้เคียงกับปี 60 ที่ทำได้ระดับ 11.35% โดยปัจจุบันมีงานในมือรอรับรู้รายได้ (Backlog) ราว 400 ล้านบาท ซึ่งจะรับรู้เข้ามาเป็นรายได้ในปีนี้ทั้งหมด

นอกจากนี้บริษัทยังอยู่ระหว่างประมูลงานใหม่ของการประปาประมาณ 6-7 โครงการ มูลค่าประมาณ 250 ล้านบาท โดยการเข้าร่วมประมูลในครั้งนี้ บริษัทคาดหวังว่าจะชนะการประมูลในสัดส่วนไม่ต่ำกว่า 100 ล้านบาท ซึ่งจะช่วยสร้างรายได้ในช่วงไตรมาส 3/62 เป็นต้นไป

ทั้งนี้ข้อมูลที่มีการนำเสนอข้างต้น เป็นเพียงข้อแนะนำจากข้อมูลพื้นฐานเพื่อประกอบการตัดสินใจของนักลงทุนเท่านั้น และมิได้เป็นการชี้นำ หรือเสนอแนะให้ซื้อหรือขายหลักทรัพย์ใดๆการตัดสินใจซื้อหรือขายหลักทรัพย์ใดๆ ของผู้อ่าน ไม่ว่าจะเกิดจากการอ่านบทความในเอกสารนี้หรือไม่ก็ตาม ล้วนเป็นผลจากการใช้วิจารณญาณของผู้อ่าน

คำค้น