29 หุ้น! โบรกฯแนะทยอยสะสม

บล.กสิกรไทย คงมีมุมมองเป็นบวกต่อตลาดหุ้นไทย และคาดว่าจะเห็นดัชนีปรับตัวขึ้นทดสอบกรอบบนที่ให้ไว้ในระดับ 1,680 จุด พร้อมแนะนำสะสมหุ้นในกลุ่มที่น่าสนใจ

เส้นทางนักลงทุน

บทวิเคราะห์ บล.กสิกรไทย คงมีมุมมองเป็นบวกต่อตลาดหุ้นไทย และคาดว่าจะเห็นดัชนีปรับตัวขึ้นทดสอบกรอบบนที่ให้ไว้ในระดับ 1,680 จุด ในเดือนมิถุนายนนี้!

โดยคาดว่ารับแรงหนุนจาก

  1. การกลับสู่ประชาธิปไตย และมีนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจจากรัฐบาลใหม่ (คาด ครม.ชุดใหม่จะเริ่มบริหารประเทศในเดือน ก.ค.)
  2. คาดมีเม็ดเงินต่างชาติไหลเข้าลงทุนตลาดหุ้นไทยต่อเนื่อง จากแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยโลกลดลง และค่าเงิน USD อ่อนค่า (ปธน. ทรัมป์ ออกมาตำหนิเฟดกรณีที่ทำให้ค่าเงิน USD แข็งและเสียดุลการค้ากับต่างประเทศ)
  3. คาดหวังผลลัพธ์ด้านบวกจากการเจรจาการค้าสหรัฐฯ-จีน โดยล่าสุดคะแนนนิยม ปธน. ทรัมป์ตามหลังนายโจ ไบเดนคู่แข่งจากพรรคเดโมแครตสูงถึง 13% จากผลสำรวจล่าสุดในเดือนมิ.ย.สะท้อนว่าคนอเมริกันเริ่มมีมุมมองเป็นลบกับนโยบายการค้าสหรัฐฯ

และเมื่อดูการเคลื่อนไหวของดัชนีตลาดหุ้นไทยในช่วง 1-2 สัปดาห์ ก็อยู่ในช่วงขาขึ้นอย่างชัดเจน เพราะจากดัชนีลงไปต่ำแถว 1,609.79 จุด (ณ วันที่ 23 พ.ค.62) จนล่าสุดดัชนีขึ้นมาปิดที่ 1,671.11 จุด ซึ่งดัชนีบวกไปแล้ว  61.32 จุด

ดังนั้นคาดว่ามีโอกาสที่ได้เห็นดัชนีตลาดหุ้นไทยทดสอบ 1,680 จุดในช่วงเดือนมิถุนายน ตาม บล.กสิกรไทยคาดการณ์ไว้… เนื่องจากเม็ดเงินของต่างชาติเริ่มกลับเข้ามาอย่างชัดเจน (เข้ามาต่อเนื่อง) นับตั้งแต่วันที่ 28 พ.ค.62 ที่เข้ามาซื้อขายจำนวนมาก จนมาถึงปัจจุบัน… นักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิไปแล้ว 34,647.83 ล้านบาท

อย่างไรก็ตามเมื่อดัชนียังอยู่ในทิศทางสดใส…กลยุทธ์การลงทุนน่าสนใจจาก บล.กสิกรไทย แนะทยอยสะสมหุ้นกลุ่มต่อไปนี้

  1. กลุ่มหุ้นที่อิงการบริโภคในประเทศ ได้แก่ บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) หรือ CPALL, บริษัท โฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ HMPRO, บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ CPF, บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) หรือ CPN, บริษัท เมก้า ไลฟ์ไซแอ็นซ์ จำกัด (มหาชน) หรือ MEGA และ บริษัท เอพี (ไทยแลนด์) จำกัด (มหาชน) หรือ AP
  2. กลุ่มหุ้นที่อิงกับโครงสร้างพื้นฐานและสาธารณูปโภค ได้แก่ บริษัท อมตะ คอร์ปอเรชัน จำกัด (มหาชน) หรือ AMATA, บริษัท ซิโน-ไทย เอ็นจีเนียริ่งแอนด์คอนสตรัคชั่น จำกัด(มหาชน) หรือ STEC, บริษัท ช.การช่าง จำกัด (มหาชน) หรือ CK, บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BGRIM, บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ DTAC และ บริษัท บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) หรือ BTS
  3. กลุ่มปันผลสูง ได้ประโยชน์จากเทรนด์ดอกเบี้ยขาลง และมีเงินไหลเข้าจากกองทุนตราสารหนี้หลังโดนเก็บภาษี 15% ได้แก่ บริษัทจัสมิน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) หรือ JAS, บริษัท ควอลิตี้เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) หรือ QH, บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ ADVANC, บริษัท อินทัช โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) หรือ INTUCH  และ ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCB
  4. กลุ่มที่งบไตรมาส 1/2562 ดี กำไรมีแนวโน้มถูกปรับขึ้น ได้แก่ บริษัท เซ็ปเป้ จำกัด (มหาชน) หรือ SAPPE, บริษัท โรงพยาบาลพระรามเก้า จำกัด (มหาชน) หรือ PR9, บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) หรือ SPALI, บริษัท ทีทีซีแอล จำกัด (มหาชน) หรือ TTCL และ บริษัท พริมา มารีน จำกัด (มหาชน) หรือ PRM
  5. กลุ่ม Laggard play ได้แก่ บริษัท โรบินสัน จำกัด (มหาชน) หรือ ROBINS, บริษัท เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BJC, บริษัท โรงแรมเซ็นทรัลพลาซา จำกัด (มหาชน) หรือ CENTEL, บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ TRUE, บริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) หรือ ORI, บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด(มหาชน) หรือ SCC และ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BBL