เคาะ 27 หุ้นเด่นไตรมาส 2/62 โบรกฯการันตีกำไรโตแรง-แถมปันผลระหว่างกาล

เคาะ 27 หุ้นเด่นไตรมาส 2/62 โบรกฯการรันตีกำไรโตแรง-แถมปันผลระหว่างกาล

เข้าสู่โค้งสุดท้ายก่อนปิดงบไตรมาส 2/62 ทีมข่าว “ข่าวหุ้นธุรกิจออนไลน์” จึงทำการสำรวจกลุ่มหุ้นที่คาดว่าผลการดำเนินงานไตรมาส 2/62 จะออกมาโดดเด่น โดยครั้งนี้อาศัยข้อมูลจากบทวิเคราะห์โบรกฯเกอร์ชั้นนำของไทย นำโดย บล.ทิสโก้ และบล.โนมูระ พัฒนสิน ซึ่งคัดเลือกหุ้นเข้าเกณฑ์ดังกล่าวได้ทั้งหมด 27 ตัว ได้แก่ AMATA,BAY,BCH,BGRIM,BLA,CBG,GGC,HMPRO, LPN,MAJOR,PYLON, ROJNA,SEAFCO,SPALI,TASCO,TFG, TPIPP,INTUCH,DTAC,CENTEL,AAV,BDMS,RS,BJC,KBANK,STEC,STPI ตามข้อมูลระบุไว้ดังนี้

โดยบล.ทิสโก้ ระบุในบทวิเคราะห์ว่า มอง SET แกว่ง +/- พักฐานอยู่ในกรอบจำกัดหลัก ๆ เพื่อรอดูผลการประชุม G20 สุดสัปดาห์นี้ โดยการพักฐานของหุ้นไทยยัง Outperform หุ้นภูมิภาค และมองไม่น่าหลุดระดับ 1700 จุด เนื่องจากมีกลุ่มพลังงาน-ปิโตรเคมีช่วยประคับประครองจากราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นจากสถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลาง และบาทที่แข็งค่ายังหนุนเงินทุนต่างประเทศไหลเข้า ผสานกับโอกาสที่รัฐบาลใหม่จะมีการออกมาตรการกระตุ้นศก.และเร่งรัดโครงการลงทุนภาครัฐต่างๆ ในระยะถัดไป เพราะฉะนั้นจึงยังมองการพักฐานเป็นจังหวะในการทยอยสะสมหุ้น

โดยเบื้องต้นคาดว่าหุ้นที่มีกำไรปกติไตรมาส 2/62 เติบโต เทียบช่วงเดียวกันของปีก่อน และมีปันผลจ่ายระหว่างกาล ได้แก่ AMATA, BAY, BCH, BGRIM, BLA, CBG, GGC, HMPRO, LPN, MAJOR, PYLON, ROJNA, SEAFCO, SPALI, TASCO, TFG, TPIPP ส่วนข้อมูลวิเคราะห์หุ้นรายตัวมีดังนี้          

MAJOR – กำไร ไตรมาส 2/62 คาดจะโตก้าวกระโดดจากไฮซีซั่นวันหยุดยาวและมีหนังดัง “Avengers : Endgame” ที่สร้างรายได้แบบถล่มทลาย ขณะที่กำไรที่เหลือของปีนี้ เรามีมุมมองเชิงบวกจากหนังใหม่ของกลุ่ม Walt Disney ที่เข้าฉายปีนี้ทุกเดือน รวม 12 เรื่อง และมีการเพิ่มหนังไทยเข้าฉายมากขึ้นเพื่อรองรับการขยายโรงหนังในต่างจังหวัด, คาดจ่ายปันผลระหว่างกาล 65-70 สต./หุ้น คิดเป็น Div. Yield 2.2-2.3%, เป้าพื้นฐาน 33 บ.

ROJNA – เป็นหุ้นที่มีความมั่นคงของรายได้สูง เนื่องจาก 90% ของรายได้มาจากการขายไฟในนิคมฯ และมี Backlog ขายที่ดินอยู่ 400-500 ไร่รอทยอยรับรู้รายได้ภายในปีนี้ นอกจากนี้ยังมีนิคมฯ ที่บ่อวินและแหลมฉบังเหลือขายอีกประมาณ 2,500 ไร่ รองรับการขยายตัวของ EEC ในอนาคต, การประเมินมูลค่าถูกมาก เทรดที่ PER 10 เท่าต้นๆ, PBV ที่ 0.9x และมี Div. Yield ประมาณ 6% ต่อปี, เป้าพื้นฐาน 6.8 บ.

TASCO– งบไตรมาส1/62 มีกำไร 718 ลบ. โตก้าวกระโดดทั้ง เทียบช่วงเดียวกันของปีก่อน และ เทียบไตรมาสก่อนหน้า จากราคายางมะตอยและอัตราส่วนกำไรที่ปรับตัวขึ้น, มองแนวโน้มกำไรไตรมาส 2/62 ดีต่อเนื่อง จากราคายางมะตอยที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นต่อและยอดขายที่คาดจะเพิ่มขึ้นตามฤดูกาลส่งออก รวมทั้งไตรมาส 2/62จะมีรายได้พิเศษจากเงินประกันไฟไหม้เข้ามาในไตรมาส 2/62 ด้วย, เป้าพื้นฐาน 20 บ.

SEAFCO – มองว่าปีนี้จะเป็นปีของกลุ่มรับเหมาโดยเฉพาะในกลุ่มของฐานรากที่ได้ประโยชน์จากช่วงแรกของการก่อสร้างเช่น SEAFCO ที่จะได้ประโยชน์จากงานเช่นโครงการเช่นรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน ซึ่งจะมีงานเสาเข็มเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมาก และ SEAFCO ได้งานใหม่ 205 ล้านบาท จากงานโรงแรมในกรุงเทพฯ และผลประกอบการจะเติบโตโดดเด่นทำจุดสูงสุดใหม่ในไตรมาส 3/62 และไตรมาส 4/62 าประเมินมูลค่าที่เหมาะสม 11 บาท

TPIPL– เป็นหุ้น “Turnaround” แนวโน้มผลการดำเนินงานปีนี้จะพลิกมีกำไร 1.66 พันลบ. และเติบโตอีก 19% เป็น 1.98 พันลบ.ในปีหน้า จากแนวโน้มธุรกิจปูนซีเมนต์ที่สดใสขึ้น ทั้งจากความต้องการใช้ปูนที่ขยายตัว, ราคาปูนซีเมนต์ที่ปรับตัวขึ้น และต้นทุนพลังงานลดลง นอกจากนี้ จะมีกำไรจากธุรกิจไฟฟ้าของบ.ลูก คือ TPIPP เพิ่มขึ้นด้วยจากการ COD โรงไฟฟ้าถ่านหินขนาด 150 MW ตั้งแต่ไตรมาส1/62, เป้าพื้นฐาน 2.44 บ.

 

ด้านบล.โนมูระ พัฒนสิน ระบุในบทวิเคราะห์ว่า ใกล้การประชุม G20 28-29 มิ.ย.นี้ ทำให้ตลาดพักตัวรอการเจรจาของผู้นำสหรัฐฯ-จีน ส่งผลให้ Fund Flows ในเอเชียเริ่มสะดุด แต่อย่างไรก็ดี นักลงทุนต่างชาติยังคงซื้อสุทธิในไทยอย่างต่อเนื่อง 21 ใน 25 วันทำการ รวมกว่า 1,846ล้านเหรียญสหรัฐฯ จากปัจจัยหนุนทางการเมืองภายใน หลังล่าสุด นายกฯยืนยันจะมีรัฐบาลใหม่ภายในกลางเดือนหน้า และอยู่ในระหว่างการตรวจสอบคุณสมบัติ

จากการขับเคลื่อนของรัฐบาล และระบบตัวแทนจะช่วยให้เศรษฐกิจโตกระจายดีขึ้น ปัจจัยดังกล่าวจะหนุน SET ขึ้นในกรอบ 1620-1800/1850 จุด โดยมีดัชนีเป้าหมายปี 2562 กรณีฐานที่ 1800 จุด โดยเลือกหุ้นเด่นสุดไตรมาส 2/62 ได้แก่ INTUCH,DTAC,CENTEL,AAV,BGRIM,BDMS,RS,BJC,KBANK,STEC,AMATA,STPI ขณะเดียวกันนักวิเคราะห์ยังมองว่าหุ้นกลุ่มดังกล่าวยังเป็น กลุ่มที่น่าลงทุนต่อเนื่องในครึ่งหลังของปี 2562     

AMATA (TP19F 25.5*) Earnings outlook: คาดกำไรปกติไตรมาส 2/62 เพิ่มขึ้นทั้ง เทียบช่วงเดียวกันของปีก่อนและ เทียบไตรมาสก่อนหน้า จากรายได้จากการขายที่ดิน ตามการโอนที่ดินที่เพิ่มขึ้น จากปัจจุบันมี Backlog ที่ดิน 3.7 พันลบ. ประกอบกับส่วนแบ่งกำไรจากโรงไฟฟ้าคาดจะปรับตัวดี เพราะโรงไฟฟ้าเปิดดำเนินการทุกโรง หนุนประเมินกำไรสุทธิปี 2562 ที่ 1.77 พันลบ. เพิ่มขึ้น +75% เทียบช่วงเดียวกันของปีก่อน

Valuation: ซื้อขายบน PER19F ใกล้เคียง Mean ที่ 14.5x ขณะที่ทิศทางกำไรปกติโตเด่น +75% เทียบช่วงเดียวกันของปีก่อนมองเป็นปรับตัวขึ้นได้ต่อเนื่อง

Catalyst: วานนี้ (24 มิ.ย.19) รถไฟฟ้าความเร็วสูง 3 เส้นทางผ่าน EIA แล้ว เป็นจุดเริ่มต้นของการเชื่อมต่อการขนส่งในพื้นที่ EEC หนุนนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศเข้ามาลงทุนมากขึ้น + ค่าเงินบาทแข็ง + สงครามการค้า (เร่งการย้ายฐานการผลิต) ส่งผลบวกต่อกลุ่มนิคมฯ AMATA เด่น

BGRIM (TP19F 38*) Earning outlook: คาดกำไรปี 2562 เติบโตแรง +75% เทียบช่วงเดียวกันของปีก่อนจากการ COD โครงการ solar farm ในเวียดนาม และเติบโตต่อเนื่องถึงปี 2565 จนมี equity MW เพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัวจากปี 2560 ขณะที่แรงกดดันจากการย้ายโรงไฟฟ้า BCPR1-2 และต่อสัญญา SPP ของ ABP1,2, GLOW1 และ BPLC1 ผ่านจุดต่ำสุดไปแล้ว + Upside จากโครงการเกาหลีใต้

Valuation: แนวโน้มกำไรในช่วง 3 ปีข้างหน้า ยังเติบโตได้ต่อเนื่อง ทำให้ PE ratio ลดลงได้ในปีหลังๆ โดย PER2020F ลดลงเหลือ 20x อยู่ในระดับที่เหมาะสม

Catalyst: อานิสงส์บวกจากเงินบาทแข็งค่าสุดในรอบ 6 ปี โดยทุก 1 บาท/เหรียญที่แข็งค่า มีผลต่อกำไร 19F เพิ่ม 10% + รับประโยชน์จากนโยบายรัฐด้าน SPP-Power Poll รับซื้อขายไฟฟ้าแบบเสรี สำหรับโรงไฟฟ้าขนาดเล็ก (SPP สัญญาไฟขนาด 10-90 MW) + คาดในช่วงไตรมาส 2/62 ได้ข้อสรุปของ Replacement โรงไฟฟ้า SPP ทั้ง 4 โรง ต่ออายุไปอีกเพื่อเริ่ม COD ใหม่ เป็น Potential upside ต่อมูลค่าพื้นฐาน 4.2-5.4 บาทต่อหุ้นในช่วงถัดไป

STPI (TP19F 8.5*) ธุรกิจผ่านจุดต่ำสุดมาแล้ว และคาดจะพลิกมาทำกำไรปีนี้ 2.09 พันลบ.เริ่มเห็นสัญญาณบวกการได้รับงาน และมีลุ้นงานประมูลมากขึ้นในครึ่งหลังปี 2562 รวมถึง จะเริ่มเห็นผลการกระจายความเสี่ยงผ่านการลงทุนธุรกิจอื่นๆ

Valuation: มูลค่าพื้นฐาน 8.50 บาท ปรับ PBV ขึ้นอิงระดับ SD -0.5x หลังผ่านพ้นจุดต่ำสุดในเชิงผลประกอบการ

Catalyst: มองภาพการลงทุน มิ.ย.คลี่คลายมากขึ้น และกลุ่ม Mid small จะเป็นตัวเลือกที่เริ่มน่าสนใจ โดย STPI ภาพรวมธุรกิจดูดี และมีแนวโน้มได้รับงานก่อสร้างเพิ่ม 4.0-6.2 พันลบ.ในช่วงครึ่งหลังปี 2562 หนุนผลประกอบการฟื้นตัวเด่น

STEC (TP19F 28*) Earnings Outlook: คาดกำไรปกติไตรมาส 2/62 ยังเร่งขึ้นอีก +38% เทียบช่วงเดียวกันของปีก่อน ตาม Backlog ที่มีสูงสุดในกลุ่มฯ และ Secured รายได้มั่นคง โดยระยะสั้นรายได้ยังเป็นช่วงเร่งตัวทั้งรถไฟฟ้าเหลือง ชมพู ส้ม หนุนคาดกำไรไตรมาส 2/62 จะเติบโตเด่นทั้ง เทียบช่วงเดียวกันของปีก่อน และ เทียบไตรมาสก่อนหน้า จาก Backlog ปัจจุบันสูงถึง 9.9 หมื่นลบ. เร่งรับรู้รายได้ขึ้นอีก

Valuation: เป็นจุดเข้าลงทุนที่ดี จากบริษัทมี Backlog สูง และซื้อขายเพียง P/BV19F 3x ยังเหมาะสมจากความสามารถในการทำกำไรสูง, ฐานะการเงินแข็งแกร่ง

Catalyst: รัฐบาลใหม่ มีแนวโน้มจะกระตุ้นการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานเต็มที่ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างเร่งด่วน เป็นบริษัทในกลุ่มที่ครบเครื่องที่สุดทั้งแนวโน้มผลประกอบการ, Backlog, ฐานะการเงิน + มี Hidden value จากการถือ GULF จำนวน 40 ล้านหุ้นหลัง Mark to market ทุน 68 บาท/หุ้น

PYLON (TP19F 10*) Earnings Outlook: คาดกำไรสุทธิไตรมาส2/62  เติบโตเด่น เทียบช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่ชะลอตัวลง เทียบไตรมาสก่อนหน้า ตามฤดูกาล จากฐานรายได้เข้ามาต่อเนื่อง (งานก่อสร้างรถไฟฟ้า) และใช้จำนวนเสาเข็มระดับ 20-21 ชุดเฉลี่ยทั้งไตรมาส และบริหารค่าใช้จ่ายได้ดี ทำให้ยังควบคุมอัตรากำไรขึ้นต้นอยู่ในระดับสูง โดยปัจจุบัน Backlog คาดอยู่ในระดับ 900 ลบ. Secure รายได้ไปแล้วจนถึงก.ย.2562

Valuation: ราคาหุ้นซื้อขาย PER 19F ระดับ 17.5x ใกล้เคียงปกติและเหมาะสม จากกำไรปีนี้ คาดจะทำจุดสูงสุดใหม่ เติบโตถึง +28% เทียบช่วงเดียวกันของปีก่อนยังเป็นจุดที่เข้าลงทุนได้ดี

Catalyst: โครงสร้างพื้นฐานเดินหน้า (รถไฟความเร็วสูง) ควบคู่ไปกับภาคเอกชนที่เร่งลงทุนโครงการขนาดใหญ่ต่อเนื่อง ผลักดันให้ อุตสาหกรรมเสาเข็มยังคงเป็นขาขึ้นต่อ หนุน PYLON ยังคงระดับอัตรากำไรขั้นต้นในกรอบ 25%-27% และเพิ่มจำนวนเสาเข็มเจาะใช้งานขึ้นทุกไตรมาสจาก 21 ชุดในไตรมาส 2/62 ไป 23 ชุด ไตรมาส 3/62 และ 24 ชุดในไตรมาส 4/62

*ทั้งนี้ข้อมูลที่มีการนำเสนอข้างต้น เป็นเพียงข้อแนะนำจากข้อมูลพื้นฐานเพื่อประกอบการตัดสินใจของนักลงทุนเท่านั้น และมิได้เป็นการชี้นำ หรือเสนอแนะให้ซื้อหรือขายหลักทรัพย์ใดๆการตัดสินใจซื้อหรือขายหลักทรัพย์ใดๆ ของผู้อ่าน ไม่ว่าจะเกิดจากการอ่านบทความในเอกสารนี้หรือไม่ก็ตาม ล้วนเป็นผลจากการใช้วิจารณญาณของผู้อ่าน