หนังม้วนเดียวกัน

ใครที่คิดว่าหลังจากจีนและสหรัฐฯ สงบศึกกันได้แล้ว ต่อไปเศรษฐกิจและการค้าโลกคงจะเป็นสีทองผ่องอำไพ คงต้องคิดทบทวนใหม่ และต้องลองฟังเสียงเตือนที่ลอยมาจากหลายทิศทาง

พลวัตปี 2019 : ฐปนี แก้วแดง

ใครที่คิดว่าหลังจากจีนและสหรัฐฯ สงบศึกกันได้แล้ว ต่อไปเศรษฐกิจและการค้าโลกคงจะเป็นสีทองผ่องอำไพ คงต้องคิดทบทวนใหม่ และต้องลองฟังเสียงเตือนที่ลอยมาจากหลายทิศทาง

ทั้งหุ้นและราคาน้ำมันพากันทะยานขึ้นในวันจันทร์ หลังจากสหรัฐฯ และจีนประกาศพักรบชั่วคราวด้วยการตกลงเริ่มเจรจาใหม่ และจะไม่เก็บภาษีกันอีก พร้อมทั้งสหรัฐฯ จะผ่อนปรนข้อจำกัดให้บริษัทหัวเหว่ย เทคโนโลยี  ส่วนจีนก็จะซื้อสินค้าเกษตรเพิ่มขึ้น

อย่างไรก็ดี สิ่งที่จีนและสหรัฐฯ ประกาศออกมานั้นมีรายละเอียดน้อยมาก และยังไม่มีกรอบเวลาว่าจะได้ข้อตกลงเมื่อไหร่ และจะได้ข้อตกลงที่สามารถแก้ไขข้อพิพาทที่มีมานานหรือไม่  การที่ไม่มีรายละเอียดเช่นนี้ ย่อมหมายถึงว่า ภาษีที่เก็บอยู่และภาษีที่ทรัมป์ขู่ว่าจะเก็บกับจีนอีก 300,000 ล้านดอลลาร์จะยังไม่หายไปไหน และถึงแม้ว่าจีนและสหรัฐฯ ได้เริ่มเจรจาใหม่กันแล้ว ไม่ได้หมายความว่าสหรัฐฯ และจีนจะบรรลุข้อตกลงกันได้ในเร็ว ๆนี้

ความคืบหน้าที่เกิดขึ้นในสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา มันเหมือนหนังม้วนเดียวกับเมื่อตอนที่ประธานาธิบดีทรัมป์ และสี พบกันในการประชุมผู้นำจี20 ที่อาร์เจนติน่าเมื่อปีที่แล้ว ซึ่งในเวลาต่อมา การเจรจาก็ล้มลงอย่างไม่เป็นท่าและไม่ทันตั้งตัว ทั้งที่หลังการพบกับสี ทรัมป์ประโคมข่าวถึงความคืบหน้าในการเจรจาอย่างต่อเนื่อง และในที่สุดทั้งสองฝ่ายก็เก็บภาษีตอบโต้กันใหม่

เท่านั้นยังไม่พอ หลังสงบศึกกับจีนได้เพียงไม่กี่วัน สหรัฐฯ ก็หันไปขู่เก็บภาษีสินค้าอียูเพิ่มอีก 4,000 ล้านดอลลาร์ นอกเหนือจากที่ได้เก็บไปแล้วในวงเงิน 21,000 ล้านดอลลาร์เมื่อเดือนเมษายน และยังเก็บภาษีเหล็กเวียดนามอีกกว่า 400%

การเปิดศึกการค้ารอบด้านเช่นนี้ของสหรัฐฯ และความไม่แน่นอนที่ยังคงมีอยู่มาก ไม่น่าจะเอื้อให้บรรยากาศการค้ากลับมาคึกคักและทำให้เศรษฐกิจโลกฟื้นตัวได้ไว

การเก็บภาษีตอบโต้ของสหรัฐฯ กับคู่ค้าสำคัญได้ส่งผลกระทบอย่างหนักต่อเศรษฐกิจทั่วโลกในปีนี้ โดยได้กดดันกิจกรรมของโรงงานในจีนซึ่งมีการเติบโตต่ำอยู่แล้ว และยังทำให้ปริมาณการค้าทั่วโลกลดลง  บริษัทต้องปรับตัวเพื่อบรรเทาความเสี่ยงที่มีต่อซัพพลายเชน

เกาหลีใต้เป็นเศรษฐกิจที่พึ่งการค้าล่าสุดที่ออกมาประกาศลดเป้าการส่งออกและการเติบโต หลังจากที่มีการเปิดเผยในก่อนหน้านี้ว่ากิจกรรมโรงงานทั่วโลกซบเซา

กองทุนการเงินระหว่างประเทศได้ลดประมาณการเติบโตทั่วโลกในปีนี้ลงเหลือ 3.3% ซึ่งเป็นอัตราการขยายตัวที่ต่ำที่สุดนับตั้งแต่เกิดภาวะถดถอยอย่างรุนแรงในปี 2552  และในการประชุมจี20 ที่โอซากาเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา คริสทีน ลาการ์ด กรรมการผู้จัดการไอเอ็มเอฟ กล่าวว่า เศรษฐกิจโลกกำลังประสบปัญหาอย่างหนัก การลงทุนลดลงและการค้าชะลอตัวลงมาก  อัตราการเติบโตของทั้งการส่งออกและนำเข้าอยู่ในระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เกิดวิกฤตการเงิน

จากข้อมูลของไอเอ็มเอฟ ในปี 2561 เมื่อจีนและสหรัฐฯ เริ่มเก็บภาษีตอบโต้ซึ่งกันและกัน  ปริมาณการค้าทั่วโลกโตเพียง 3.9%  ซึ่งลดลงจาก 5.6% ในปีก่อนหน้า

คงต้องใช้เวลาอีกหลายปีกว่าที่การค้าจะฟื้นตัวกลับมาเนื่องจากกว่าที่จะมีการค้าและซัพพลายเชนแบบปัจจุบันนี้  ต้องใช้เวลาสร้างมานานกว่า 30 ปี

นักเศรษฐศาสตร์มอร์แกน สแตนลีย์ กล่าวว่า พัฒนาการที่มาจากการประชุมจี20 ที่โอซากาเมื่อสุดสัปดาห์  โดยตัวมันเองไม่ได้ช่วยขจัดความไม่แน่นอนที่กำลังส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของบริษัทและต่อเศรษฐกิจโลกโดยรวม

หากจีนและสหรัฐฯ ยังไม่ได้สามารถบรรลุข้อตกลงกันได้จริงในรอบนี้  ภายในสามไตรมาส

เตรียมตัวรับมือกับภาวะถดถอยทั่วโลกได้เลย

…มาช่วยกันภาวนาให้การเจรจาของจีนและสหรัฐฯ ในรอบนี้ ไม่จบเหมือนเมื่อปีที่แล้วแม้ว่าจะเป็นหนังม้วนเดียวกัน