เปิดโผ 5 หุ้นตัวท็อป SET วิ่งแรงครึ่งแรกปี 62 โชว์รีเทิร์นสูงเกิน 100%  

เปิดโผ 5 หุ้นตัวท็อป SET วิ่งแรงครึ่งแรกปี 62 โชว์รีเทิร์นสูงเกิน 100%  

จากการสำรวจของทีมข่าว “ข่าวหุ้นธุรกิจออนไลน์” พบว่าในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมาดัชนีตลาดหุ้นไทยปรับตัวขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเทียบได้จากดัชนีตลาดหุ้นไทย(SET) ณ วันที่ 28 ธ.ค. 2561 อยู่ที่ระดับ 1,563.88 จุด มายืนอยู่ที่ระดับ อยู่ที่ระดับ 1730.34 จุด ณ วันที่ 28 มิ.ย.62 บวกไป 166.47 จุด หรือเพิ่มขึ้น 10.64%

อย่างไรก็ตามภาวะดังกล่าวส่งผลให้หุ้นที่มีปัจจัยบวกหลายตัวทะยานขึ้นแรงมากกว่าตลาดในช่วงครึ่งปีแรก 2562 โดยหุ้นดังกล่าวปรับตัวขึ้นแรงเกิน 100% ซึ่งคัดเลือกมา 5 ตัว คือ CBG,JMART,PTG,ICHI และ STPI ดังตารางประกอบ

อันดับ 1 บริษัท คาราบาวกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ CBG เป็นหุ้นที่ปรับตัวขึ้นแรงสูงสุดในกลุ่ม SET โดยราคาหุ้นในช่วง 6 เดือนปรับตัวขึ้นถึง 139%  จากยืนที่ระดับ 30.75 บาท ณ วันที่ 28 ธ.ค.61 ขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 42.75 บาท ณ วันที่ 28 มิ.ย.62 โดยได้รับแรงหนุนจากแผนธุรกิจเด่นและคาดว่าปีนี้จะเป็นปีทองของ CBG เนื่องจากกำไรจะ Turnaround อย่างชัดเจน หลังจากที่กำไรปกติเติบโตติดลบ 2 ปีติดต่อกัน โดยปัญหาสำคัญได้รับการแก้ไข ส่งผลให้ปีนี้กำไรเติบโตโดดเด่น

บล.ซีจีเอส-ซีไอเอ็มบี (ประเทศไทย) ระบุในวิเคราะห์ ปรับคำแนะนำหุ้น CBG เป็น “ซื้อ” จาก “ถือ” CBG และปรับเพิ่มราคาเป้าหมายเป็น 73 บาท/หุ้น โดยคาดว่า CBG จะสามารถสร้างผลกำไรที่เติบโตถึง 78% ในปี 2562 ทั้งนี้ประมาณการกำไรสุทธิปี 2562 ของบล.ซีจีเอส-ซีไอเอ็มบี (ประเทศไทย) สูงกว่าที่ตลาดคาดการณ์ของ Bloomberg 23% โดยคาดว่ากำไรจะเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนในระยะเวลาอันใกล้นี้

ด้าน นักวิเคราะห์ บล.ทิสโก้ ระบุในบทวิเคราะห์ ปรับคำแนะนำหุ้น CBG เป็น “ซื้อ” จาก “ขาย” จากสัญญาณผลประกอบการที่เริ่มชัดเจนที่จะเติบโตแบบก้าวกระโดดในปีนี้จากอัตราทำกำไรที่เพิ่มขึ้นมากกว่าคาดและการลดค่าใช้จ่ายในอังกฤษลง และยังราคาเป้าหมายใหม่ของ บล.ทิสโก้ อยู่ที่ 70.75 บาท จาก 50 บาท จากโอกาสการเติบโตของการส่งออก

ทั้งนี้คาดผลประกอบการเติบโตแบบก้าวกระโดดจากการลดค่าใช้จ่ายทั้งในและต่างประเทศ และอัตรามาร์จิ้นที่ดีขึ้นจากโรงงานกระป๋องที่เริ่มเพิ่มอัตรากำลังการผลิตช่วยลดต้นทุน และคาดยอดขายในประเทศทรงตัวจากฐานรายได้เครื่องดื่มพลังงานที่ใหญ่ ในขณะที่ยอดส่งออกยังเติบโตได้จากประเทศกัมพูชาเป็นหลักจากการทำการตลาดต่อเนื่อง สำหรับยอดขายที่จีนและอังกฤษยังต้องใช้เวลาในการสร้างแบรนด์ รวมทั้งปรับประมาณการเพิ่มขึ้นสะท้อนอัตรามาร์จิ้นดีขึ้น คาดกำไรเฉลี่ย 3 ปี เพิ่มขึ้นปีละ 40% (CAGR ปี 2562-2564)

 

อันดับ 2 บริษัท เจ มาร์ท จำกัด (มหาชน) หรือ JMART โดยราคาหุ้นในช่วง 6 เดือนปรับตัวขึ้นถึง 129.96%  จากยืนที่ระดับ 4.74 บาท ณ วันที่ 28 ธ.ค.61 ขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 10.90 บาท ณ วันที่ 28 มิ.ย.62

ด้านบริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง จำกัด (มหาชน) หรือ บล.บัวหลวง ระบุในบทวิเคราะห์ แนะนำ “ซื้อ” หุ้นบริษัท เจ มาร์ท จำกัด (มหาชน) หรือ JMART ประเมินราคาเป้าหมายที่ 14 บาท โดยคาดว่าในไตรมาส 2/62 จะมีกำไรสุทธิที่ 125 ล้านบาท โต 181% เมื่อเทียบจากปีก่อน และโต 6% เมื่อเทียบจากไตรมาสก่อน

ทั้งนี้ประเมินว่า Jmart Mobile จะมียอดขาย 1.8 พันล้านบาท ในขณะที่ JMT คาดจะมีกำไร 146 ล้านบาท โต 22% เมื่อเทียบจากปีก่อน และ J Fintech รวมถึง SINGER มีโมเมตั้มกำไรต่อเนื่องจากไตรมาส 1/62 จากการดำเนินครึ่งปีแรกในทุกหน่วยธุรกิจทำได้ดีกว้าที่ตลาดคาด

ดังนั้น บล.บัวหลวง จึงปรับกำไรปี 2562 ขึ้น 24% เป็น 504 ล้านบาท (EPS ที่ 0.7 บาท) และยังมีอัพไซด์ในการปรับกำไรขึ้นอีกจากการรับรู้รายได้ค่าขาย J FinCoin หลังจากที่ระบบ Block Chain DDLP เริ่มใช้งานในไตรมาส 3/62 นี้ (ปัจจุบันอยู่ระหว่างการ Test Run)

ขณะที่ราคาหุ้น JMART ล่าสุด ณ เวลา 11.25 น. อยู่ที่ 11.40 บาท ลบ 0.10 บาท หรือ 0.87% สู.สุดที่ 11.70 บาท ต่ำสุดที่ 11.20 บาท ด้วยมูลค่าซื้อขาย 52.60 ล้านบาท จึงยังมีอัพไซด์จากราคาเป้าหมายของบล.บัวหลวง ที่ 14 บาท อยู่ 22.81%

 

อันดับ 3 บริษัท พีทีจี เอ็นเนอยี จำกัด (มหาชน) หรือ PTG  โดยราคาหุ้นในช่วง 6 เดือนปรับตัวขึ้นถึง 126.74% จากยืนที่ระดับ 8.60บาท ณ วันที่ 28 ธ.ค.61 ขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 19.50 บาท ณ วันที่ 28 มิ.ย.62

ด้านนายพิทักษ์ รัชกิจประการ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ เปิดเผยว่า  บริษัทคาดว่าปริมาณการจำหน่ายน้ำมันในช่วงไตรมาส 2/62 จะเติบโตต่อเนื่องจากในช่วงไตรมาส 1/62 หลังจากในช่วงไตรมาส 2/62 เป็นช่วงมีการใช้น้ำมันเพิ่มขึ้น ประกอบกับค่าการตลาดยังมีแนวโน้มที่จะอยู่ในระดับที่เหมาะสมอีกด้วย

ดังนั้นบริษัทจึงคาดว่าปริมาณการจำหน่ายน้ำมันและรายได้ จะเติบโต 16-20% และคาดว่ากำไรก่อนหักดอกเบี้ย ภาษี และค่าเสื่อม (EBITDA) จะเติบโต 40-50% จากปี 2561 เนื่องจากการเพิ่มขึ้นของยอดขายของสถานีบริการเดิม และค่าการตลาดที่ยังอยู่ในแนวโน้มที่เหมาะสม

อีกทั้งบริษัทยังวางแผนการขยายสถานีบริการใหม่เพิ่มขึ้นเป็น 2,000 สาขา จากปี 2561 ที่มีสถานีบริการอยู่ที่ 1,883 สาขา และบริษัทได้มีการปรับรูปแบบสถานีบริการในรูปโฉมใหม่ให้มากขึ้น ทั้งในกรุงเทพฯ และปริมณฑล เพื่อเพิ่มการรับรู้แบรนด์สำหรับลูกค้าให้มากขึ้น รวมทั้งยังจะเน้นการขยายสาขาในทำเลที่สามารถรองรับการให้บริการ non-oil อื่นๆ

ขณะเดียวกันการขยายการให้บริการน้ำมันดีเซลหมุนเร็ว B20 ในสถานีบริการน้ำมัน สำหรับรถบรรทุกขนาดใหญ่ และรถขนส่งเชิงพาณิชย์ ที่สถานีบริการน้ำมัน พีที ก็มีการเติบโตอย่างรวดเร็ว โดย ณ สิ้นเดือนมีนาคม 2562 บริษัทมีการจำหน่ายน้ำมันดีเซลหมุนเร็ว B20 ในสถานีบริการน้ำมันอยู่ที่ 1 สาขา แต่ ณ สิ้นเดือนมิถุนายน 2562 บริษัทคาดว่าจะมีการจำหน่ายน้ำมันดีเซลหมุนเร็ว B20 ในสถานีบริการน้ำมันมากกว่า 200 สาขา

ทั้งนี้การขยายสาขาการจำหน่ายน้ำมันดีเซลหมุนเร็ว B20 ในสถานีบริการน้ำมัน ยังจะเป็นทางเลือกให้เลือกให้ลูกค้าสามารถเลือกใช้น้ำมันที่มีราคาถูกลง และเป็นการตอบสนองนโยบายของทางภาครัฐที่ต้องการสนับสนุนการใช้ B20 เพื่อใช้เป็นกลไกในการส่งเสริมการใช้น้ำมันดีเซลที่มีส่วนผสมของไบโอดีเซลให้มากขึ้น ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนค่าบริการขนส่ง และค่าโดยสารสาธารณะ ประกอบกับยังเป็นการช่วยเหลือและสนับสนุนเกษตรกรผู้ปลูกปาล์มน้ำมันอีกด้วย

นอกจากนี้บริษัทยังคงตั้งเป้างบลงทุนรวมอยู่ที่ 3,500 ล้านบาท เพื่อใช้ในการลงทุนในธุรกิจน้ำมันและธุรกิจที่เกี่ยวข้องอยู่ที่ 2,500 ล้านบาท, ธุรกิจ non-oil อยู่ที่ 500 ล้านบาท และธุรกิจใหม่อยู่ที่ 500 ล้านบาท เพื่อสนับสนุนการเติบโตในอนาคต

 

อันดับ 4 บริษัท อิชิตัน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ ICHI โดยราคาหุ้นในช่วง 6 เดือนปรับตัวขึ้นถึง 121.48% จากยืนที่ระดับ 2.98 บาท ณ วันที่ 28 ธ.ค.61 ขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 6.60 บาท ณ วันที่ 28 มิ.ย.62

บล.ฟินันเซีย ไซรัส ระบุในบทวิเคราะห์ว่า บริษัท อิชิตัน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ ICHI ปรับราคาเป้าหมายขึ้นจากเดิม 5 บาทเป็น 7.30 บาท จากการปรับกำไรปีนี้ขึ้น 21% เป็น 382 ลบ. +772% เทียบช่วงเดียวกันของปีก่อน เพราะแนวโน้มกำไรไตรมาส 2/62 ดีกว่าที่เคยคาด เนื่องจากรายได้กลับมาโตทั้งในและต่างประเทศ 

ตลาดชาเขียวในประเทศเริ่มฟื้น ส่วนการส่งออกพึ่งพาตลาด CLMV เป็นหลักซึ่งโตได้ดี ล่าสุดเพิ่มสินค้าน้ำมะพร้าว “Ichitan WANG” ส่งออกไปจีนผ่าน JD.com และยังได้ลูกค้า OEM เข้ามาเพิ่ม ช่วยเพิ่มการใช้กำลังการผลิต หนุนมาร์จิ้นให้ดีขึ้น และยังเน้นลดต้นทุนและค่าใช้จ่ายเหมือนเดิม

 

อันดับ 5 บริษัท เอสทีพี แอนด์ ไอ จำกัด (มหาชน) หรือ STPI  โดยราคาหุ้นในช่วง 6 เดือนปรับตัวขึ้นถึง 103.20% จากยืนที่ระดับ 4.06 บาท ณ วันที่ 28 ธ.ค.61 ขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 8.25 บาท ณ วันที่ 28 มิ.ย.62

บล.โนมูระ พัฒนสิน ระบุในบทวิเคราะห์ว่า STPI (TP19F 8.5*) Earnings outlook: ธุรกิจผ่านจุดต่ำสุดมาแล้ว และคาดจะพลิกมาทำกำไรปีนี้ 2.09 พันล้านบาท เริ่มเห็นสัญญาณบวกการได้รับงาน และมีลุ้นงานประมูลมากขึ้นในครึ่งหลังปี 2562 รวมถึง จะเริ่มเห็นผลการกระจายความเสี่ยงผ่านการลงทุนธุรกิจอื่นๆ

Valuation :ราคาพักฐานสั้นจบลง ลุ้น Outperform ต่อ ยังเป็นจุดลงทุนได้ หลังผ่านจุดแย่สุดของธุรกิจมาแล้ว มูลค่าพื้นฐาน19F ที่ 8.50 บาท

Catalyst: กลุ่ม Mid small จะเป็นตัวเลือกที่เริ่มน่าสนใจ และมีแนวโน้มได้รับงานก่อสร้างเพิ่ม 4.0-6.2 พันลบ.ในช่วงครึ่งหลังปี 62 หนุนผลประกอบการฟื้นตัวเด่น ในขณะที่มีโอกาสได้รับค่าชดเชยเพิ่มกลับคืนมาในอนาคต ซึ่งคาดคืบหน้าในไตรมาส 3/62 และจะเป็น upside ต่อประมาณการปี 62

ทั้งนี้ข้อมูลที่มีการนำเสนอข้างต้น เป็นเพียงข้อแนะนำจากข้อมูลพื้นฐานเพื่อประกอบการตัดสินใจของนักลงทุนเท่านั้น และมิได้เป็นการชี้นำ หรือเสนอแนะให้ซื้อหรือขายหลักทรัพย์ใดๆการตัดสินใจซื้อหรือขายหลักทรัพย์ใดๆ ของผู้อ่าน ไม่ว่าจะเกิดจากการอ่านบทความในเอกสารนี้หรือไม่ก็ตาม ล้วนเป็นผลจากการใช้วิจารณญาณของผู้อ่าน

คำค้น