พาราสาวะถี

เล่นบทเตมีย์ใบ้และส่งยิ้มเป็นคำตอบให้กับนักข่าวสำหรับ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่ถูกถามถึงโผครม.ประยุทธ์ 2 นำขึ้นทูลเกล้าฯ แล้วหรือยัง เป็นไปตามสูตรจับอาการอารมณ์ดีแสดงว่าทุกอย่างเป็นไปตามที่ต้องการ โดยเฉพาะการสกัดแรงกระเพื่อมภายในพรรคของตัวเอง ฟังเสียงมาจากคนใกล้ชิดในนามกลุ่มกปปส.บอกว่าภายใน 2-3 วันจะได้เห็นโฉมหน้ารัฐบาลใหม่ (หน้าเดิมเสียเยอะ) ก็คงจะเป็นไปตามนั้น


อรชุน

เล่นบทเตมีย์ใบ้และส่งยิ้มเป็นคำตอบให้กับนักข่าวสำหรับ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่ถูกถามถึงโผครม.ประยุทธ์ 2 นำขึ้นทูลเกล้าฯ แล้วหรือยัง เป็นไปตามสูตรจับอาการอารมณ์ดีแสดงว่าทุกอย่างเป็นไปตามที่ต้องการ โดยเฉพาะการสกัดแรงกระเพื่อมภายในพรรคของตัวเอง ฟังเสียงมาจากคนใกล้ชิดในนามกลุ่มกปปส.บอกว่าภายใน 2-3 วันจะได้เห็นโฉมหน้ารัฐบาลใหม่ (หน้าเดิมเสียเยอะ) ก็คงจะเป็นไปตามนั้น

ไม่ตอบรับหรือปฏิเสธแต่อาการที่แสดงออกของ “หม่อมเต่า” หม่อมราชวงศ์จัตุมงคล โสณกุล คงเป็นไปตามนั้นคือนั่งเก้าอี้รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ส่วนเก้าอี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศก็ต้องยอมให้ ดอน ปรมัตถ์วินัย ได้ไปต่อ ด้วยเหตุผลเป็นคนที่เหมาะสมและดูแลงานเกี่ยวกับการเป็นประธานอาเซียนมาตั้งแต่ต้นควรที่จะได้สานต่อ ด้วยเหตุผลนี่กระมังจึงทำให้ อนุชา นาคาศัย ต้องหลุดโผแบบไม่รู้เนื้อรู้ตัว

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่หม่อมเต่าพูดตรงไปตรงมามี 2 ประการที่ไม่รู้ว่าจะสร้างความแฮปปี้ให้กับผู้นำเผด็จการและคณะสืบทอดอำนาจหรือไม่ ประการหนึ่งคือ เรื่องที่ วิษณุ เครืองาม บอกว่าวันนี้ไม่มีเรือแป๊ะแล้ว มีแต่เรือเหล็กที่ต้องระวังสนิมจากเนื้อใน โดยที่หัวหน้าพรรครวมพลังประชาชาติไทยก็ยอมรับเชิงประชดหรือน้อยเนื้อต่ำใจว่า ไม่ห่วงอะไรกับเรื่องดังว่าเพราะตนไม่ได้ลงทุนลงแรงอะไร เขาชวนก็เกาะเขาไปเท่านั้นเอง เอ๊ะ!ยังไง

ประการต่อมาเหมือนเป็นการประจานและสารภาพในคราวเดียวกันนั่นก็คือ 1 เก้าอี้ที่พรรคของตัวเองได้เกิดจากการดีลของ สุเทพ เทือกสุบรรณ คนที่บอกว่าไม่ยุ่งเกี่ยวใดๆ ทางการเมืองอีกต่อไป หากล้มรัฐบาลยิ่งลักษณ์สำเร็จ การยอมรับของหม่อมเต่าก็เท่ากับเป็นการตบหน้าพวกเดียวกันว่า คำพูดนักการเมืองนั้นเชื่อถือไม่เคยได้ ขณะเดียวกันก็เป็นการสารภาพว่าการก่อม็อบชัตดาวน์ประเทศเพื่อเป้าหมายใด และวิกฤตที่เกิดขึ้นเป็นของจริงหรือวิกฤตเทียมกันแน่

แต่เมื่อทุกอย่างเดินกันมาได้สุดตีนขนาดนี้ ก็ต้องปล่อยให้เดินกันต่อไป ไม่ว่าจะเดินหน้าแบบย้อนยุคอย่างไรก็ตาม ยิ่งได้ฟังคำพูดของ วันชัย สอนศิริ เกี่ยวกับการต่อรองเก้าอี้กันแล้วบอกว่า เป็นเรื่องปกติของการเมืองระบอบประชาธิปไตยและเป็นรัฐบาลผสม อยากถามว่าหากเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นกับรัฐบาลที่ไม่ใช่รัฐบาลสืบทอดอำนาจที่แต่งตั้งตัวเองไปเป็นส.ว.ลากตั้ง จะแสดงออกอย่างนี้ไหม นี่ก็เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของพวกไหล(แหล)ไปตามเกม

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่รัฐบาลสืบทอดอำนาจพึงสำเหนียกเหมือนที่วิษณุส่งสัญญาณเตือนโต้ง ๆ สนิมเกิดแต่เนื้อในตน นั่นหมายความว่า แม้จะเป็นรัฐบาลเสียงปริ่มน้ำแต่หากไร้ซึ่งเรื่องมัวหมองมาบ่อนเซาะก็ยากที่จะสั่นคลอนหรือล่มสลายได้ ทั้งหมดจึงขึ้นอยู่กับพฤติกรรมของคนที่เป็นรัฐมนตรีและลิ่วล้อที่เข้ามาร่วมรัฐนาวาของคนดี หากมีใครเปิดแผลแค่นิดเดียว โอกาสที่เรือจะคว่ำก่อนถึงเวลาหรือก่อนเวลาอันควรก็มีอยู่สูง

ต้องอย่าลืมเป็นอันขาดว่า รัฐบาลนี้ไม่ได้เป็นรัฐบาลที่ผ่านฉันทามติอันหมายถึงเสียงข้างมากของประชาชนที่เลือกตั้ง หากแต่เป็นรัฐบาลของพรรคการเมืองจำยอมก้มหัวให้กับ 250 เสียงส.ว.ลากตั้งที่ชงเองกินเอง มิหนำซ้ำ ยังมีรอยด่างทั้งกระบวนการจนสีข้างเนติบริกรถลอก หากมีเรื่องไม่โปร่งใส เกิดปมทุจริตเพียงแค่นิดเดียวก็จะถูกขยายผล เปิดแผลกันยกใหญ่ ต้องดูว่าบรรดาแนวร่วมด็อกแต๋วดอกเตอร์ทั้งหลายจะกางปีกปกป้องกันอีกหรือไม่

ยิ่งถ้าไร้ผลงานที่ก่อให้เกิดความประทับใจจากประชาชน โดยเฉพาะปัญหาปากท้องของชาวบ้านด้วยแล้ว ยิ่งไปกันใหญ่ อย่าลืมเป็นอันขาดว่าภูมิคุ้มกันที่ดีที่สุดสำหรับทุกรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งคือประชาชน การที่ตัวเองไม่ได้ชนะเลือกตั้งมาเป็นอันดับหนึ่ง แต่อาศัยรัฐธรรมนูญที่ดีไซน์มาเพื่อพวกเรา และกลไก องค์ประกอบที่เอื้อแก่การสืบทอดอำนาจทุกประตู หลังที่จะให้พิงย่อมไม่แข็งแรง ถ้าฝ่ายต่อต้านจุดติดเมื่อไหร่ก็มีโอกาสที่จะล่มสลายได้ทุกเมื่อ

ไม่เพียงเท่านั้น การที่ผู้นำเผด็จการออกสารข่มขู่เรื่องวิธีแก้ปัญหาแบบเดิม ๆ โดยมีเป้าหมายเพื่อขู่ให้พวกที่หือในพรรคของตัวเองหมอบ แต่นั่นก็เป็นการส่งสัญญาณอย่างหนึ่งว่า หากสถานการณ์ทางการเมืองไม่เป็นไปอย่างที่องคาพยพเผด็จการคาดหวัง ฝ่ายกุมอำนาจกองทัพก็พร้อมที่จะขยับล้มกระดานได้ตลอดเวลา แต่จะเป็นรัฐประหารเพื่อพวกเดียวกันเองหรือทำให้ทุกอย่างชัดเจน สงบนิ่งยิ่งขึ้น นั่นเป็นเรื่องของเวลาจากนี้ไปที่จะเป็นบทพิสูจน์

เรื่องโผครม.จากเดิมคาดว่าเก้าอี้รัฐมนตรีเล็ก ๆ อย่างประจำสำนักนายกฯ จะมีเพียงแค่รายของ พุฒิพงษ์ ปุณณกันต์ ซึ่งจะนั่งควบโฆษกรัฐบาลไปด้วย พอปรากฏชื่อหม่อมเต่าและพ่วงเอา เทวัญ ลิปตพัลลภ เข้าไปด้วย ก็สะท้อนให้เห็นว่า เก้าอี้ที่สำคัญนอกเหนือจากที่แบ่งให้พรรคตัวแปรอย่างประชาธิปัตย์และภูมิใจไทยแล้ว ที่เหลือเครือข่ายบูรพาพยัคฆ์และเด็กในคาถาของผู้นำเผด็จการฮุบไว้เองทั้งสิ้น จึงน่าติดตามว่าบทบาทของ 3 รัฐมนตรีสารแขวนลอยนั้นจะมีในรูปแบบใด

นี่ก็เป็นอีกหนึ่งภาพการย่ำอยู่กับที่ของการเมืองที่อ้างว่าปฏิรูป เพราะหากเปลี่ยนแปลงจริง ตำแหน่งรัฐมนตรีในแง่ของตัวบุคคลและภารกิจที่จะมอบหมายต้องถูกนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์อย่างเต็มที่ แต่การยอมเสียไปถึง 2 เก้าอี้ให้กับพรรคที่มีบุญคุณและเป็นกัลยาณมิตรต่อกันมาตั้งแต่ก่อนยึดอำนาจนั้น เป็นการการันตีได้อย่างหนึ่งว่า คำว่าปฏิรูปนั้นเป็นเพียงแค่วาทกรรมที่ไม่ได้เกิดขึ้นจริง

ฟากพรรคแกนนำฝ่ายค้านอย่างเพื่อไทย การที่จะส่งให้ สมพงษ์ อมรวิวัฒน์ เป็นหัวหน้าพรรคเพื่อไปนั่งผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ไม่ใช่ปัญหาใหญ่ คำถามที่ดังตามมาทันทีคือเลขาธิการพรรคที่มีชื่อ นาวาอากาศเอกอนุดิษฐ์ นาครทรรพ โผล่มา ถ้าจำกันได้ก่อนหน้ากรณีของ คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ก็เกิดแรงกระเพื่อมอย่างหนักจากบรรดาส.ส.ภาคอีสาน ทั้งหมดคงต้องโทษกรรมเก่าที่ทำกันไว้ แต่ในภาวะที่ต้องรวมใจสู้แบบนี้ ที่มีปัญหาก็ต้องแสร้งว่าไม่มีอะไร เป็นปกติทั่วไปของพรรคใหญ่ พวกใครพวกมัน

Back to top button